นายกฯ – สส. สหรัฐฯ เน้นย้ำความเป็นพันธมิตรหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจ ความมั่นคง ร่วมมือแก้ปัญหาอาชญากรรมออนไลน์

 

ในโอกาสการเยือนประเทศไทย ระหว่างวันที่ 28–30 มกราคม 2569 ของนายไมเคิล เดนนิส โรเจอร์ส (Michael Dennis Rogers) สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐอเมริกา พรรครีพับลิกัน รัฐแอละแบมา และประธานคณะกรรมาธิการการทหาร สภาผู้แทนราษฎรสหรัฐอเมริกา พร้อมคณะ ได้เข้าเยี่ยมคารวะ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เมื่อวันที่ 29 มกราคม 2569 การพบหารือครั้งนี้ นายกรัฐมนตรี และคณะ สส. สหรัฐอเมริกา ได้แลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับความสัมพันธ์ไทย–สหรัฐอเมริกา โดยเน้นย้ำความเป็นพันธมิตรและความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ที่ครอบคลุมทุกมิติ เชื่อมั่นว่าความร่วมมือของไทยและสหรัฐอเมริกา จะใกล้ชิดกันมากขึ้นเพื่อประโยชน์ของประชาชนทั้งสองประเทศ ตลอดจนสันติภาพและเสถียรภาพของภูมิภาค

ด้านความร่วมมือทางทหารและความมั่นคง ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องว่าความร่วมมือด้านความมั่นคงและกลาโหมเป็นรากฐานสำคัญของความสัมพันธ์ไทย–สหรัฐอเมริกา มาอย่างยาวนาน และยินดีที่ในเดือนกุมภาพันธ์นี้ ไทยจะเป็นเจ้าภาพร่วมกับสหรัฐอเมริกา ในการฝึกคอบร้าโกลด์ ครั้งที่ 45 ซึ่งเป็นการฝึกทางทหารพหุภาคีที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก

ด้านเศรษฐกิจ การค้า และการลงทุน นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า สหรัฐอเมริกา เป็นหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจที่สำคัญของไทย โดยในปีที่ผ่านมา สหรัฐอเมริกาเป็นตลาดส่งออกอันดับหนึ่งของไทย ขณะเดียวกันการลงทุนของภาคเอกชนไทยในสหรัฐอเมริกาเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง สร้างงานให้ชาวอเมริกันจำนวนมาก ทั้งสองฝ่ายยังพร้อมทำงานร่วมกัน เพื่อบรรลุข้อตกลงการค้าต่างตอบแทน (reciprocal trade agreement) เพื่อสร้างความสมดุลและเป็นประโยชน์ร่วมกัน โดยปัจจุบันไทยอยู่ระหว่างการหารือเชิงเทคนิคกับสำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐฯ (USTR) รวมถึงการนำเข้าสินค้าจากสหรัฐอเมริกาเพิ่มขึ้น ตลอดจนการขยายความร่วมมือในอุตสาหกรรมสำคัญ ๆ เพื่อผลประโยชน์ร่วมกันของทั้งสองประเทศ

นายกรัฐมนตรี และคณะ สส. สหรัฐฯ ยังเน้นย้ำถึงความมุ่งมั่นในการกระชับความร่วมมือในการรับมือภัยคุกคามรูปแบบใหม่ อาทิ อาชญากรรมออนไลน์ ซึ่งสร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจและสังคมอย่างมหาศาลและเชื่อมโยงกับอาชญากรรมข้ามชาติอื่น ๆ เช่น การค้ามนุษย์ โดยนายกรัฐมนตรีเน้นย้ำว่ารัฐบาลให้ความสำคัญกับ
ภัยคุกคามดังกล่าว และได้สั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจัดการปัญหานี้อย่างจริงจังจนมีผลสำเร็จเป็นรูปธรรม

สำหรับการปราบปรามอาชญากรรมออนไลน์ และอาชญากรรมข้ามชาติจากหน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง ตามข้อสั่งการของนายกรัฐมนตรี ดังนี้

สำนักงานตำรวจแห่งชาติ พล.ต.อ. สำราญ นวลมา รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์ปราบปรามคนร้ายข้ามชาติและเข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย เปิดเผยว่า ในช่วงเดือนธันวาคม 2568 ถึงเดือนมกราคม 2569 พบอาชญากรรมข้ามชาติ 3 กลุ่มหลักที่ต้องเฝ้าระวัง ที่มีความเชื่อมโยงกัน และใช้เทคโนโลยีขั้นสูงและสินทรัพย์ดิจิทัลเข้ามาเกี่ยวข้องในการกระทำความผิด และเพื่อหลบเลี่ยงการตรวจสอบ ได้แก่

1. เครือข่ายลำเลียงยาเสพติดข้ามแดน

2. การลักลอบนำคนเข้าเมืองและแก๊งสแกมเมอร์

3. อาชญากรรมไซเบอร์และการฟอกเงินผ่านคริปโตเคอร์เรนซี

โดยบูรณาการกับหน่วยต่างๆ รวมทั้งศูนย์ปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีสารสนเทศ สำนักงานตำรวจแห่งชาติอย่างใกล้ชิด เพื่อให้มีประสิทธิภาพในการป้องกันปราบปราม การติดตามจับกุมผู้ต้องหาตามหมายจับต่างประเทศซึ่งมีการประสานขอความร่วมมือมายังสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และการขอหมายตำรวจสากล ให้เป็นไปตามแนวทางที่กำหนดไว้ เพื่อให้ได้ตัวผู้กระทำความผิดที่หลบหนีไปยังต่างประเทศกลับมาดำเนินคดีในประเทศไทย โดยได้กำชับให้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ดำเนินการบังคับใช้กฎหมายต่อคนต่างด้าวที่กระทำความผิดอย่างเคร่งครัดและต่อเนื่อง เพื่อให้ประเทศไทยปลอดภัย ไม่เป็นพื้นที่เป้าหมายของอาชญากรข้ามชาติ

ขณะที่ กรมสอบสวนคดีพิเศษ ได้รายงานผลการดำเนินคดีด้านอาชญากรรมระหว่างประเทศและอาชญากรรมพิเศษ ในการประชุมเชิงปฏิบัติการแลกเปลี่ยนข้อมูลกับหน่วยงานภาคีเครือข่ายเพื่อพัฒนาประสิทธิภาพการป้องกันปราบปรามอาชญากรรมคดีพิเศษ (DSI Connect 2026) ที่ พลตำรวจโท รุทธพล เนาวรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม เป็นประธานการประชุม โดยพันตำรวจตรี ยุทธนา แพรดำ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ ระบุว่าผลการดำเนินงานคดีอาชญากรรมระหว่างประเทศและอาชญากรรมพิเศษ ที่ดำเนินการเสร็จสิ้นแล้วรวม 1,074 คดี มูลค่าความเสียหายที่ระงับได้ 137,000 ล้านบาท นอกจากนี้ ยังได้ดำเนินการสอบสวนกรณีกลุ่มบุคคลชาวไทยร่วมกับชาวต่างชาติเป็นตัวการรายใหญ่ในการจัดหาบัญชีม้าจากทั่วประเทศส่งให้กับกลุ่มองค์กรอาชญากรรมทั้งในประเทศและต่างประเทศ มีการร่วมกันยักย้ายเงินของผู้เสียหายจากบัญชีม้าออกไปเข้าข่ายลักษณะการฟอกเงิน และยังพบความเชื่อมโยงกับบัญชีม้ากว่า 1,000 บัญชี เงินหมุนเวียนกว่า 1,200 ล้านบาท กรณีเครือข่ายสแกมเมอร์ข้ามชาติสมรสกับหญิงไทย และแฝงตัวเป็นครูสอนภาษาอังกฤษ ตั้งบริษัทบังหน้ากว่า 100 แห่ง สร้างเว็บไซต์ออนไลน์หลอกลวงกว่า 2,000 เว็บไซต์ และใช้บัญชีม้ากว่า 500 บัญชี เพื่อฟอกเงิน เสียหายรวมกว่า 2,000 ล้านบาท นำไปสู่การเปิดปฏิบัติการตรวจค้นพื้นที่เป้าหมาย 11 จุดใน 5 จังหวัด และสามารถจับกุมผู้ต้องหาและยึดทรัพย์ได้จำนวนหลายรายการ

ด้าน พลเรือตรี ปารัช รัตนไชยพันธ์ โฆษกกองทัพเรือ เปิดเผยว่ากองบัญชาการป้องกันชายแดนจันทบุรี–ตราด เดินหน้าปฏิบัติการเข้มงวดการควบคุมพื้นที่ชายแดนอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดสามารถจับกุมคนต่างด้าวสัญชาติจีนที่มีความเชื่อมโยงกับขบวนการอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (Cyber Scam) ได้รวม 7 ราย สะท้อนถึงประสิทธิภาพของมาตรการป้องกันภัยคุกคามข้ามชาติ และความมุ่งมั่นในการปกป้องประชาชนและความมั่นคงของประเทศ โดยกองทัพเรือได้ประสานเจ้าหน้าที่ตำรวจและตรวจคนเข้าเมือง เพื่อดำเนินการตามขั้นตอนทางกฎหมายอย่างเคร่งครัด การปฏิบัติทุกขั้นตอนเป็นไปตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. 2565 อย่างครบถ้วน ไม่กระทบต่อสิทธิและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของผู้ถูกควบคุมตัว พร้อมทั้งเน้นย้ำว่า ปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติและขบวนการ Cyber Scam ที่แพร่ระบาดในภูมิภาค มีสาเหตุสำคัญจากการที่บางพื้นที่ในประเทศเพื่อนบ้านยังถูกปล่อยปละละเลยให้กลุ่มอาชญากรรมข้ามชาติใช้เป็นแหล่งพักพิง แหล่งซ่องสุม และฐานปฏิบัติการ โดยขาดการบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง ส่งผลให้เกิดความเสียหายต่อสังคม เศรษฐกิจ และประชาชนผู้บริสุทธิ์ในหลายประเทศ

นอกจากนี้ ประเทศไทยยังมุ่งปราบปรามปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติร่วมกับนานาประเทศ โดยนางมาระตี นะลิตา อันดาโม รองอธิบดีกรมสารนิเทศและรองโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ ได้แถลงสรุปภารกิจของ นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ในการประชุม World Economic Forum (WEF) ณ เมืองดาวอส สมาพันธรัฐสวิส เมื่อวันที่ 20 – 22 มกราคม 2569 ซึ่งที่ประชุมได้หารือเพื่อขับเคลื่อนความร่วมมือระหว่างประเทศ ในการแก้ไขปัญหาที่มีผลรุนแรงต่อเศรษฐกิจโลก ได้แก่ ปัญหาอาชญากรรมไซเบอร์ การค้ามนุษย์ และอาชญากรรมแรงงานบังคับ อีกทั้งได้เน้นย้ำถึงความจำเป็นในการใช้กลไกทางการทูตเพื่อสร้างความร่วมมือข้ามพรมแดนระหว่างภาครัฐ เอกชน และภาคประชาสังคม รวมทั้งการประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียนอย่างไม่เป็นทางการ (AMM Retreat) ที่เมืองเซบู ประเทศฟิลิปปินส์ เมื่อวันที่ 28 – 29 มกราคม 2569 ยังมุ่งเน้นการเสริมสร้างความร่วมมือของอาเซียน เพื่อรับมือกับความท้าทายที่มีร่วมกัน โดยเฉพาะการปราบปรามอาชญากรรมหลอกลวงออนไลน์  โดยประเทศไทยยืนยันความมุ่งมั่นต่อการแก้ไขปัญหาการหลอกลวงทางออนไลน์อย่างต่อเนื่องและจริงจัง พร้อมทั้งเสนอให้นำผลลัพธ์จากการประชุมนานาชาติที่ไทยจัดขึ้นเมื่อเดือนธันวาคม 2568 ไปดำเนินการต่อให้เกิดประโยชน์ตามกลไกและกระบวนการของอาเซียน


Line

คะแนนโหวต :
StarStarStarStarStar