เกษตรฯ ร่วมงาน “Gulfood 2026” ขยายตลาดผลไม้ไทยสู่ UAE ตะวันออกกลางเร่งเยียวยาเกษตรกรชายแดนไทย – กัมพูชา ฟื้นฟูอาชีพ สร้างรายได้

 

นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมด้วย นายปณิธาน มีไชยโย ผู้อำนวยการองค์การตลาดเพื่อเกษตรกร (อ.ต.ก.) และคณะผู้บริหารกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เข้าร่วมงาน “Gulfood 2026” ที่จัดขึ้นระหว่างวันที่ 26 – 30 มกราคม 2569 ณ เมืองดูไบ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ หรือ UAE ซึ่งเป็นงานแสดงสินค้าอาหารและเครื่องดื่มที่ใหญ่ที่สุดในโลกและเป็นแพลตฟอร์มการค้าระดับนานาชาติที่สำคัญที่สุดแห่งปี โดยประเทศไทยได้นำสินค้าเกษตรคุณภาพสูงไปร่วมจัดแสดง อาทิ มะม่วงน้ำดอกไม้ ทุเรียน แก้วมังกรแดง สับปะรด มังคุด เงาะ มะพร้าว ลำไย มะขาม และผลไม้อบแห้งนานาชนิด เช่น ฝรั่ง ขนุน กระเจี๊ยบแดง ซึ่งได้รับความสนใจอย่างล้นหลาม ผู้บริโภคแวะเวียนเข้ามาเยี่ยมชมลิ้มลองรสชาติผลไม้ไทยเป็นที่ถูกใจ และชื่นชอบในรสชาติเป็นอย่างมาก

นอกจากนี้ ภายในงานยังมีการจับคู่ธุรกิจกับผู้ประกอบการ นักธุรกิจ และคู่ค้าจากทั่วโลกที่ตรงกลุ่มเป้าหมายและมีศักยภาพในการทำดีล (การต่อรองซื้อขาย) ที่มีมูลค่าสูงในระยะยาว โดยผู้ประกอบการไทยได้รับความสนใจพร้อมต่อยอดการทำธุรกิจในอนาคต สามารถสร้างดีลการค้าใหม่ ๆ ซึ่งจะช่วยเพิ่มยอดการส่งออก และสามารถครองส่วนแบ่งตลาดใน UEA และกลุ่มประเทศในตะวันออกกลางเพิ่มมากขึ้น

นายวิณะโรจน์ กล่าวว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มีนโยบายส่งเสริมเกษตรกรไทยให้มีรายได้เพิ่มขึ้นอย่างยั่งยืน มุ่งยกระดับสินค้าเกษตรและส่งเสริมการผลิตสินค้าเกษตรคุณภาพตามมาตรฐานสากลสอดคล้องความต้องการของตลาด โดยผลไม้ไทยเป็นสินค้าเศรษฐกิจหลักที่สร้างรายได้จากการส่งออกให้แก่ประเทศเป็นอย่างมาก กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จึงมีนโยบายผลักดันให้มีการส่งออกผลไม้ไทยไปตลาดโลกเพิ่มมากขึ้น การเข้าร่วมงาน Gulfood 2026 ในครั้งนี้ จึงเป็นการขยายโอกาสและเพิ่มช่องทางการค้าใหม่ๆ ที่จะสามารถต่อยอด เพิ่มมูลค่าการส่งออก และขยายตลาดไปยังกลุ่มประเทศตะวันออกกลาง รวมทั้งแอฟริกาและยุโรป ซึ่งเป็นตลาดที่มีกำลังซื้อสูงและมีความต้องการผลไม้เมืองร้อนเพิ่มขึ้นได้อย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ UAE ถือเป็นตลาดส่งออกผลไม้รายใหญ่ของไทยที่มีความต้องการผลไม้เมืองร้อนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งผลไม้ไทยเป็นสินค้าพรีเมียมที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะในกลุ่มผู้บริโภคที่มีรายได้ระดับปานกลางถึงสูง และแม้ว่าจะมีราคาสูงกว่าผลไม้จากอินเดีย อิหร่าน แอฟริกา สหรัฐอเมริกา และยุโรปบางประเทศ แต่จุดแข็งของผลไม้ไทยคือ คุณภาพดี รสชาติอร่อย มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว และเมื่อเทียบกับผลไม้ชนิดเดียวกันที่นำเข้าจากเวียดนาม อินโดนีเซีย ศรีลังกา และมาเลเซีย ผลไม้ไทยได้รับความไว้วางใจจากผู้บริโภคมากกว่า เนื่องจากมีคุณภาพสูงกว่าและรสชาติดีกว่า การเข้าร่วมงาน Gulfood 2026 ในครั้งนี้จึงนับเป็นก้าวสำคัญในการเพิ่มมูลค่าการค้า เปิดประตูตลาดการค้าใหม่ๆ และเสริมความแข็งแกร่งให้ผลไม้ไทยซึ่งเป็นสินค้าคุณภาพสามารถแข่งขันในเวทีโลกได้อย่างยั่งยืน สอดคล้องกับแนวทางการผลักดันสินค้าเกษตรภายใต้แนวคิด BCG Economy Model (Bio-Circular–Green Economy) ประกอบด้วย Bio Economy นำนวัตกรรมมาต่อยอดเพิ่มมูลค่าสินค้า Circular Economy จัดการห่วงโซ่อุปทานอย่างมีประสิทธิภาพ และ Green Economy ใช้ทรัพยากรเกษตรอย่างสมดุลและยั่งยืน

ด้าน นายปณิธาน มีไชยโย ผู้อำนวยการองค์การตลาดเพื่อเกษตรกร (อ.ต.ก.) เปิดเผยว่า การเข้าร่วมงาน Gulfood 2026 ในครั้งนี้นับเป็นการสร้างโอกาสให้ผลไม้ไทยและผลไม้แปรรูปเข้าสู่ช่องทางค้าปลีกระดับพรีเมียมและโรงแรมขนาดใหญ่ เพราะ UAE มีสภาพอากาศแห้งแล้งไม่เอื้อต่อการปลูกผลไม้เพื่อการบริโภค จึงต้องพึ่งพาการนำเข้าเป็นหลัก โดยเฉพาะผลไม้เมืองร้อน เช่น มะม่วงน้ำดอกไม้ ลำไย มังคุด ทุเรียน สับปะรด ซึ่งได้รับความนิยมทั้งในระดับผู้บริโภคทั่วไปและภาคธุรกิจร้านอาหารระดับพรีเมียม

สำหรับงาน Gulfood 2026 เป็นงานแสดงสินค้าอาหารและเครื่องดื่มที่ใหญ่ที่สุดในโลกและเป็นหนึ่งในงานสำคัญที่สุดสำหรับธุรกิจในตะวันออกกลางและระดับโลก ภายในงานมีการนำเสนอสินค้าจากประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก พร้อมเปิดเวทีการพบปะทางธุรกิจ เช่น ผู้ผลิต ผู้จัดจำหน่ายตัวแทนจำหน่าย ผู้ค้าส่ง ผู้ค้าปลีก และผู้ประกอบการด้านอาหาร โดยมีผู้เข้าชมงานจากทั่วโลกกว่า 1 แสนคน มีผู้แสดงสินค้ากว่า 8,500 บริษัท จาก 195 ประเทศ มีพื้นที่จัดแสดงกว่า 2.8 แสนตารางเมตร และมีสินค้าและวัตถุดิบอาหารมากกว่า 1.5 ล้านรายการ

นอกจากการส่งเสริมการขยายตลาดส่งออกสินค้าทางการเกษตรแก่เกษตรกรไทยแล้ว กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ยังติดตามการเยียวยาผลกระทบแก่เกษตรกรจากความไม่สงบพื้นที่ชายแดนไทย – กัมพูชา อย่างใกล้ชิดมาโดยตลอด ซึ่งนายกฤษ อุตตมะเวทิน รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ประชุมแนวทางการให้ความช่วยเหลือ เยียวยาเกษตรกร ที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ความไม่สงบในเขตชายแดนไทย – กัมพูชา ร่วมกับผู้แทนหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง นายกฤษ กล่าวว่า ที่ประชุมมีมติเห็นชอบแนวทางการช่วยเหลือเยียวยาเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ความไม่สงบดังกล่าว พร้อมทั้งมอบหมายให้สำนักแผนงานและโครงการพิเศษ รวบรวมข้อมูลการดำเนินโครงการช่วยเหลือฯ จากหน่วยงานรับผิดชอบที่เกี่ยวข้อง เพื่อใช้ประกอบการเสนอของบกลาง สำหรับการเยียวยาความเดือดร้อนจากการขาดโอกาสในการสร้างรายได้ และฟื้นฟูอาชีพภาคการเกษตรให้กลับสู่ภาวะปกติต่อไป

สำหรับสถานการณ์ความไม่สงบในพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชาที่ผ่านมา กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด โดยมีการจัดตั้ง war room เพื่อติดตามและแก้ไขปัญหาสถานการณ์ด้านการเกษตรชายแดน ไทย – กัมพูชาอย่างใกล้ชิด ณ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และสำนักงานเกษตรและสหกรณ์จังหวัด 7 จังหวัด แบ่งเป็น

1) พื้นที่เกิดเหตุ 6 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดบุรีรัมย์ ศรีสะเกษ สุรินทร์ อุบลราชธานี สระแก้ว และตราด

2) พื้นที่เฝ้าระวัง 1 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดจันทบุรี

นอกจากนี้ ยังได้ดำเนินการจัดตั้งศูนย์พักพิงประชาชน ศูนย์อพยพสัตว์ กว่า 115 จุด รวมถึงการสนับสนุนเสบียงอาหารสัตว์ ตลอดจนจัดตั้งโรงพยาบาลสนามด้านปศุสัตว์ เพื่ออำนวยความสะดวกและบริการด้านการดูแลสุขภาพสัตว์ในพื้นที่อีกด้วย


Line

คะแนนโหวต :
StarStarStarStarStar