ลดราคาดีเซลหน้าปั๊ม 1.50 บาท/ลิตร ลดราคาโรงกลั่น 5 บาท/ลิตร ตั้งแต่ 24 เม.ย. 69

 

คณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (กบน.) เปิดเผยว่า ที่ประชุมมีมติเห็นชอบ ปรับลดราคาน้ำมันดีเซลหมุนเร็ว ซึ่งเป็นผลมาจากผลการประชุมคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) ที่มีมติเห็นชอบให้ปรับลดราคาหน้าโรงกลั่นสำหรับน้ำมันดีเซลหมุนเร็ว B7 และ B20 ลง 5 บาทต่อลิตร แม้ราคาน้ำมันในตลาดโลกยังคงมีความผันผวนค่อนข้างสูง โดยปัจจุบันน้ำมันดีเซลปิดอยู่ที่ประมาณ 171 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล ส่วนน้ำมันเบนซินปิดที่ประมาณ 131 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล เพิ่มขึ้นจากวันที่ 20 เมษายน 2569 ปิดอยู่ที่ประมาณ 155 และ 124 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล ตามลำดับ โดยอัตราเงินกองทุนน้ำมันใหม่นี้จะมีผลตั้งแต่วันที่ 24 เมษายน 2569 ดังนี้

ในกลุ่มน้ำมันดีเซล ลดการชดเชยน้ำมันดีเซลหมุนเร็วธรรมดา 0.09 บาทต่อลิตร เป็นอัตราชดเชย 2.23 บาทต่อลิตร ส่งผลให้ราคาขายปลีกลดลง 1.50 บาทต่อลิตร เป็น 40.20 บาทต่อลิตร ส่วนน้ำมันดีเซลหมุนเร็ว B20 ลดการชดเชย 0.29 บาทต่อลิตร เป็นอัตราชดเชย 8.68 บาทต่อลิตร ส่งผลให้ราคาขายปลีกลดลง 1.50 บาทต่อลิตร เป็น 33.20 บาทต่อลิตร

ส่วนกลุ่มน้ำมันเบนซินและแก๊สโซฮอล์ ไม่มีการปรับราคาขายปลีก โดยกองทุนน้ำมันลดการจัดเก็บและเพิ่มการชดเชยดังนี้ น้ำมันเบนซินลดการจัดเก็บ 0.63 บาทต่อลิตร เป็น 9.79 บาทต่อลิตร น้ำมันแก๊สโซฮอล์ 95 ลดการจัดเก็บ 0.58 บาทต่อลิตร เป็น 2.55 บาทต่อลิตร น้ำมันแก๊สโซฮอล์ 91 ลดการจัดเก็บ 0.58 บาทต่อลิตร เป็น 2.55 บาทต่อลิตร น้ำมันแก๊สโซฮอล์ E20 เพิ่มการชดเชย 0.51 บาทต่อลิตร เป็นอัตราชดเชย 2.56 บาทต่อลิตร และน้ำมันแก๊สโซฮอล์ E85 ลดการจัดเก็บ 0.15 บาทต่อลิตร เป็น 1.79 บาทต่อลิตร

สำหรับประมาณการฐานะกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ได้ลดภาระรายจ่ายชดเชยของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงจากเดิมที่ต้องจ่ายกว่าวันละ 1,200 ล้านบาท ลดลงเหลือวันละ 107.41 ล้านบาท ซึ่งจะช่วยให้กองทุนน้ำมันฯ มีสภาพคล่องเพิ่มขึ้นและสามารถทำหน้าที่ในการช่วยรองรับวิกฤตราคาพลังงานในอนาคตได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ทั้งนี้การปรับลดราคาน้ำมันดีเซลดังกล่าวซึ่งเป็นผลจากมติที่ประชุมคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) โดยราชกิจจานุเบกษาได้เผยแพร่ประกาศคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน เรื่อง การปรับลดราคา ณ โรงกลั่น สำหรับน้ำมันดีเซลหมุนเร็ว สืบเนื่องจากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางระหว่างสหรัฐอเมริกา อิสราเอล และอิหร่าน ได้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อห่วงโซ่อุปทานน้ำมันเชื้อเพลิงในตลาดโลกและยังไม่มีแนวโน้มจะคลี่คลายในเร็ววัน ทำให้ราคาน้ำมันดิบและราคาน้ำมันสำเร็จรูปมีความผันผวนเป็นอย่างมาก กระทบต่อระดับราคาน้ำมันเชื้อเพลิงภายในประเทศ และเพิ่มภาระค่าครองชีพของประชาชนและต้นทุนการประกอบธุรกิจ เพื่อประโยชน์ในการแก้ไขและป้องกันการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง ที่ประชุมจึงเห็นชอบให้ปรับลดราคา ณ โรงกลั่น สำหรับน้ำมันดีเซลหมุนเร็ว B0 B7 และ B20 ลดลง 5.00 บาทต่อลิตร ตั้งแต่วันที่ 24 เมษายน 2569 จนถึงวันที่ 9 พฤษภาคม 2569 และลดลง 3.00 บาทต่อลิตร ตั้งแต่วันที่ 10 พฤษภาคม 2569 จนถึงวันที่ 19 พฤษภาคม 2569 โดยให้มีผลตั้งแต่วันที่ 24 เมษายน 2569 เป็นต้นไป

นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เปิดเผยว่า ที่ประชุม กบง. มีมติเห็นชอบปรับลดราคา ณ โรงกลั่น สำหรับน้ำมันดีเซลหมุนเร็ว เพื่อบรรเทาผลกระทบด้านค่าครองชีพของประชาชน และดูแลเสถียรภาพราคาพลังงานของประเทศในช่วงภาวะวิกฤตพลังงาน โดยให้ยกเลิกประกาศ กบง. เมื่อวันที่ 8 เมษายน 2569 และกำหนดอัตราปรับลดราคา ณ โรงกลั่นใหม่สำหรับน้ำมันดีเซลหมุนเร็ว B0 B7 และ B20 เป็น 2 ช่วง ซึ่งการพิจารณามาตรการดังกล่าวเป็นผลจากการติดตามสถานการณ์ด้านราคาน้ำมันและต้นทุนการกลั่นอย่างใกล้ชิด ภายหลังจากที่ กบง. มีมติเมื่อวันที่ 7 เมษายน 2569 เห็นชอบให้ปรับลดราคา ณ โรงกลั่น สำหรับน้ำมันดีเซลหมุนเร็วลง 2.00 บาทต่อลิตร และได้มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 9 เมษายน 2569 เป็นต้นมา เพื่อช่วยลดภาระค่าครองชีพและลดราคาขายปลีกน้ำมันแก่ประชาชน

จากการรวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูลต้นทุนในการกลั่นน้ำมันดิบจนเป็นน้ำมันเชื้อเพลิงของกลุ่มโรงกลั่นน้ำมันในช่วงวันที่ 1–16 เมษายน 2569 พบว่า เมื่อพิจารณาตามหลักการที่คำนึงถึงต้นทุนส่วนเพิ่มจากสถานการณ์ผิดปกติช่วงวิกฤตพลังงาน อาทิ Crude Premium, Product Premium, War Risk Premium, ค่าขนส่ง และค่าประกันภัย ยังปรากฏผลประโยชน์ส่วนเกินของกลุ่มโรงกลั่นน้ำมันอยู่ที่ 3.43 บาทต่อลิตร จึงเห็นควรนำผลประโยชน์ส่วนเกินดังกล่าวมาใช้เป็นส่วนลดราคา ณ โรงกลั่น สำหรับน้ำมันดีเซลหมุนเร็ว เพื่อให้ประชาชนได้รับประโยชน์อย่างเหมาะสม ภายใต้การคำนึงถึงความต่อเนื่องในการดำเนินธุรกิจของโรงกลั่นน้ำมันด้วย นอกจากนี้ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องยังได้ปรับปรุงแบบฟอร์มการรายงานข้อมูลจากโรงกลั่นน้ำมันให้มีมาตรฐานมากยิ่งขึ้น เพื่อให้สามารถแยกรายละเอียดต้นทุนและองค์ประกอบต่างๆ ได้อย่างครบถ้วนและแม่นยำมากขึ้น ซึ่งจะช่วยสนับสนุนการกำกับดูแลโครงสร้างราคาน้ำมันเชื้อเพลิงให้มีความโปร่งใส เป็นธรรม และสอดคล้องกับสถานการณ์จริง

ทั้งนี้ มาตรการนี้มีเป้าหมายเพื่อช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายด้านพลังงานของประชาชน เป็นการดูแลสมดุลระหว่างค่าครองชีพของประชาชนกับเสถียรภาพพลังงานของประเทศ โดยมุ่งบรรเทาภาระให้ประชาชนอย่างเป็นรูปธรรม


Line

คะแนนโหวต :
StarStarStarStarStar