“ศุภจี” หารือเศรษฐกิจอาเซียนรับมือความท้าทาย ชูความมั่นคงทางอาหาร เดินหน้าเจรจา DEFA หารือ 14 คู่เจรจา เสนอผู้นำอาเซียน พ.ย. นี้

 

นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เสร็จสิ้นภารกิจการประชุมรัฐมนตรีเศรษฐกิจอาเซียน ครั้งที่ 58 และการประชุมที่เกี่ยวข้อง ที่จัดขึ้นระหว่างวันที่ 19-20 กันยายน 2569 ณ กรุงมะนิลา สาธารณรัฐฟิลิปปินส์ นางศุภจี เปิดเผยถึงการประชุมฯ ว่า แม้อาเซียนต้องเผชิญมาตรการด้านภาษีและความผันผวนของราคาพลังงาน แต่เศรษฐกิจอาเซียนในปี 2568 ยังขยายตัวร้อยละ 4.9 และคาดว่าจะขยายตัวร้อยละ 4.5 ในปี 2569 โดยมีการค้าและการลงทุนภายในภูมิภาคเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญ อย่างไรก็ตาม อาเซียนยังเผชิญความท้าทายจากความผันผวนของตลาดพลังงานและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่ส่งผลกระทบต่อผลผลิตและวัตถุดิบทางการเกษตร ซึ่งอาจเพิ่มแรงกดดันด้านเงินเฟ้อและความมั่นคงทางอาหาร จึงจำเป็นต้องเสริมความร่วมมือด้านพลังงานและอาหาร ควบคู่กับการสร้างความยืดหยุ่นทางเศรษฐกิจ เพื่อรองรับความเสี่ยงในอนาคต ในขณะที่ประเทศไทยมองว่าอาเซียนมีศักยภาพเป็นฐานผลิตอาหารและสินค้าเกษตรมูลค่าสูงของโลก และมีจุดแข็งจากความหลากหลายของศักยภาพในแต่ละประเทศ อาทิ ภาคเกษตร ภาคอุตสาหกรรม ธุรกิจและบริการ เทคโนโลยีและนวัตกรรม รวมถึงแหล่งพลังงาน ซึ่งจะช่วยเสริมสร้างความสามารถทางการแข่งขันของภูมิภาค และช่วยเหลือซึ่งกันและกันในยามวิกฤต อีกทั้งในการหารือกับสภาที่ปรึกษาธุรกิจอาเซียน (ASEAN-BAC) ได้ให้ความสำคัญกับการสร้างความมั่นคงทางอาหารด้วยเช่นกัน โดยเสนอให้มีกลไกเชื่อมโยงความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคการผลิต รวมถึงส่งเสริมการลงทุน เพื่อเสริมความเข้มแข็งและความยืดหยุ่นของห่วงโซ่อุปทานอาหารในภูมิภาค

นางศุภจี กล่าวด้วยว่า ในปีนี้อาเซียนมีผลงานสำคัญด้านเศรษฐกิจกว่า 30 เรื่องที่จะช่วยวางรากฐานการขยายตัวทางเศรษฐกิจและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของภูมิภาค อาทิ การจัดทำแผนงานร่างกรอบยุทธศาสตร์ด้านเซมิคอนดักเตอร์ เพื่อส่งเสริมและดึงดูดการลงทุนในอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์เข้ามายังภูมิภาค การสรุปผลการเจรจาความตกลงเศรษฐกิจดิจิทัลอาเซียน (DEFA) ซึ่งไทยในฐานะประธานคณะกรรมการเจรจา DEFA ได้ทำหน้าที่ขับเคลื่อนการเจรจาและประสานจุดยืนของประเทศสมาชิก จนสามารถสรุปผลการเจรจาได้สำเร็จเมื่อวันที่ 29 พฤษภาคม 2569 รวมถึงการเร่งรัดการบังคับใช้พิธีสารฉบับที่ 1 เพื่อแก้ไขความตกลงการค้าสินค้าของอาเซียน (Upgraded ATIGA) รวมถึงการเร่งสรุปการเจรจาทบทวนความตกลงการค้าสินค้าอาเซียน–อินเดีย และการเจรจาความตกลงการค้าเสรีอาเซียน–แคนาดา เพื่อขยายโอกาสทางการตลาดและเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับห่วงโซ่อุปทานของอาเซียนกับ 2 ตลาดคู่ค้าสำคัญเชิงยุทธศาสตร์ โดยเตรียมเสนอผลลัพธ์นี้ต่อผู้นำอาเซียน ในเดือนพฤศจิกายน 2569 ทั้งนี้ ได้ร่วมวางแผนงานของอาเซียนกับ 14 คู่เจรจา ได้แก่ จีน ฮ่องกง ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ อินเดีย อาเซียนบวกสาม อาเซียนบวกแปด ออสเตรเลีย-นิวซีแลนด์ แคนาดา รัสเซีย สหภาพยุโรป สวิตเซอร์แลนด์ สหราชอาณาจักร และสหรัฐอเมริกา โดยมุ่งเน้นการขยายความร่วมมือในสาขาศักยภาพใหม่ ๆ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันและขยายการค้าการลงทุนระหว่างกัน

ในโอกาสนี้ ไทยได้ร่วมลงนามพิธีสารฉบับที่ 1 เพื่อแก้ไขความตกลงด้านการลงทุนอาเซียน-ฮ่องกง (AHKIA)
กับประเทศสมาชิกอาเซียนและฮ่องกง โดยไทยเป็นผู้ประสานงานหลักในการเจรจาจนสำเร็จเมื่อวันที่ 20 มีนาคม 2569
ซึ่งพิธีสารฉบับนี้เป็นการต่อยอดความตกลงด้านการลงทุนฉบับเดิม ให้ขยายความครอบคลุมเรื่องการเปิดตลาด
การลงทุนระหว่างกัน ซึ่งจะช่วยสร้างความเชื่อมั่นและอำนวยความสะดวกแก่นักลงทุนในการเข้ามาลงทุน ในภูมิภาคอาเซียน โดยไทยจะได้ประโยชน์จากการเปิดรับการลงทุนที่มีคุณภาพและขยายการลงทุนไปยังฮ่องกง อีกทางหนึ่งด้วย รวมถึงได้ใช้โอกาสดังกล่าวพบหารือทวิภาคีกับรองผู้แทนการค้าสหรัฐ (USTR) เพื่อติดตามผลการจัดทำความตกลงการค้าต่างตอบแทน (ART) ซึ่งได้สรุปกรอบการเจรจากับ USTR ตั้งแต่เมื่อครั้งที่เดินทางเยือนวอชิงตัน ดีซี เมื่อต้นเดือนกันยายนที่ผ่านมา ในชั้นนี้ ทั้งสองฝ่ายจะต้องไปตรวจสอบรายละเอียดและถ้อยคำของความตกลงฯ ให้สอดคล้องตรงกัน เพื่อความรอบคอบและชัดเจน

นอกจากนี้กระทรวงพาณิชย์ ยังได้เดินหน้าส่งเสริมการค้ากับประเทศในภูมิภาคอาเซียนอย่างต่อเนื่อง โดยได้จัดงาน “Vietnamese Week in Thailand 2026” ภายใต้แนวคิด “DISCOVER THE CHARM OF VIETNAM” ระหว่างวันที่ 17-20 กันยายน 2569 เป็นความร่วมมือระหว่างไทย เวียดนาม และภาคเอกชน ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนความร่วมมือภายใต้กรอบ หุ้นส่วนยุทธศาสตร์รอบด้าน (Comprehensive Strategic Partnership) ปี 2569–2574 พร้อมผลักดันเป้าหมายการค้าระหว่างสองประเทศให้ได้ถึง 25,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี

ดร.กิริฎา เภาพิจิตร ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยถึงความสำเร็จในการจัดงานดังกล่าวว่า ภาคเอกชนถือเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจระหว่างไทยกับเวียดนาม โดยเฉพาะกลุ่มเซ็นทรัล ซึ่งเป็นหนึ่งในบริษัทไทยรายใหญ่ที่เข้าไปลงทุนในเวียดนาม และมีบทบาทในการเชื่อมโยงสินค้า บริการ และผู้บริโภคของทั้งสองประเทศ การจัดงานครั้งนี้จึงเป็นตัวอย่างของการ Co-Creation ระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน สร้างโอกาสทางการค้าในประเทศไทย และจะช่วยต่อยอดไปสู่ความร่วมมือด้านการค้า การลงทุน และการท่องเที่ยวในอนาคต

สำหรับการค้าระหว่างไทยและเวียดนามมีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยในปี 2568 มีมูลค่า 23,629.38 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขยายตัว 13.07% จากปีก่อนหน้า ส่งผลให้ไทยเป็นคู่ค้ารายใหญ่ที่สุดของเวียดนามในภูมิภาคอาเซียน ขณะที่เวียดนามเป็นคู่ค้าอันดับ 2 ของไทยในอาเซียน และอันดับ 6 ของไทยในตลาดโลก สินค้าส่งออกสำคัญของไทยไปเวียดนาม ได้แก่ รถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ น้ำมันสำเร็จรูป เครื่องปรับอากาศและส่วนประกอบ เม็ดพลาสติก ตลอดจนทองแดงและของทำด้วยทองแดง ขณะเดียวกัน การลงทุนของภาคเอกชนไทยในเวียดนามครอบคลุมหลากหลายสาขา อาทิ อาหารและเครื่องดื่ม ปศุสัตว์ บรรจุภัณฑ์ พลังงานทางเลือก และธุรกิจค้าปลีก สะท้อนถึงศักยภาพในการเชื่อมโยงห่วงโซ่เศรษฐกิจของทั้งสองประเทศ และเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญที่จะช่วยผลักดันให้บรรลุเป้าหมายมูลค่าการค้า 25,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี

อีกทั้งไทยยังมีรายได้จากการค้าชายแดนและการค้าผ่านแดนที่ขยายตัวอย่างต่อเนื่องนับเป็นความร่วมมือด้านการค้าในภูมิภาคอาเซียน โดยนางอารดา เฟื่องทอง อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ เปิดเผยตัวเลขการค้าชายแดนและการค้าผ่านแดน เดือนกรกฎาคม 2569 มีมูลค่าการค้ารวม 212,314 ล้านบาท ขยายตัว 27.9%  เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน เป็นการส่งออก 124,916 ล้านบาท (+35.5%) และการนำเข้า 87,398 ล้านบาท (+18.4%) โดยไทยได้ดุลการค้าในเดือนกรกฎาคม 2569 ทั้งสิ้น 37,518 ล้านบาท ส่งผลให้ 7 เดือนแรกของปี 2569 การค้าชายแดนและการค้าผ่านแดน มีมูลค่าการค้ารวม 1,341,805 ล้านบาท (+12.9%) เป็นการส่งออก 760,615 ล้านบาท (+10.4%) การนำเข้า 581,189 ล้านบาท (+16.2%) และไทยได้ดุลการค้า 179,426 ล้านบาท

การค้าชายแดนในเดือนกรกฎาคม 2569 ขยายตัวสูง 22.8% ต่อเนื่องจากเดือนที่แล้ว โดยการค้าชายแดนไทย–มาเลเซีย ขยายตัวสูง 55% มูลค่าการค้ารวม 40,605 ล้านบาท เป็นการส่งออก 19,463 ล้านบาท (+36.0%) ในสินค้าสำคัญ ได้แก่ เครื่องคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์ อื่น ๆ (เช่น Laptop โน้ตบุ๊กและซับโน้ตบุ๊ก) 1,617 ล้านบาท (+84.8%) แผงวงจรไฟฟ้า 1,587 ล้านบาท (+75.5%) และน้ำยางข้น 1,153 ล้านบาท (+15.1%) ในขณะที่การค้าชายแดนไทย-สปป.ลาว ขยายตัว 10% มูลค่าการค้ารวม 24,696 ล้านบาท เป็นการส่งออก 15,582 ล้านบาท (+25.8%) ในสินค้าสำคัญ ได้แก่ น้ำมันดีเซล 3,767 ล้านบาท (+108.1%) น้ำมันสำเร็จรูปอื่น ๆ 1,190 ล้านบาท (+55.5%) และรถปิคอัพ รถบัส และรถบรรทุก (เครื่องสันดาปภายใน) 821 ล้านบาท (+300.0%) 

ด้านการค้าผ่านแดนขยายตัว 31.3% โดยการส่งออกผ่านแดนไปสิงคโปร์ขยายตัวสูงต่อเนื่อง 248.9% คิดเป็นมูลค่า 24,413 ล้านบาท สินค้าสำคัญ ได้แก่ เครื่องรับโทรศัพท์และอุปกรณ์ 9,434 ล้านบาท (+1348.2%) เครื่องกังหันไอพ่นและกังหันอื่น ๆ 6,284 ล้านบาท (+348.5%) และเครื่องคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์อื่นๆ (เช่น Router สวิตช์ และอุปกรณ์กระจายสัญญาณ) 3,939 ล้านบาท (+282.3%) ในขณะที่การส่งออกทุเรียนสดผ่านแดนไปจีนมีปริมาณ 211,058 ตัน คิดเป็นมูลค่า 22,100 ล้านบาท ส่งผลให้เมื่อผ่าน 7 เดือนแรกของปี 2569 การส่งออกทุเรียนสดผ่านแดนไปจีนทะลุ 1 ล้านตัน อยู่ที่ 1,005,267 ตัน สร้างมูลค่าการส่งออก 124,658 ล้านบาท


Line

คะแนนโหวต :
StarStarStarStarStar