<?xml version='1.0' encoding='UTF-8' ?>
<rss version='2.0' xmlns:atom='http://www.w3.org/2005/Atom'>
<channel>
<title><![CDATA[20 กระทรวง]]></title>
<link>https://pscd.prd.go.th/th/content/category/index/id/36</link>
<atom:link href="https://pscd.prd.go.th/th/content/category/index/id/36" rel="self" type="application/rss+xml" />
<description><![CDATA[-]]></description>
<item>
<title><![CDATA[15 มิ.ย. 69 เริ่มใช้สิทธิ “ไทยช่วยไทย พลัส 60/40” ผ่านฟู้ดเดลิเวอรี ย้ำผู้ถือบัตรสวัสดิการฯ รีบยืนยันสิทธิ ภายใน 21 มิ.ย. 69]]></title>
<link>https://pscd.prd.go.th/th/content/category/detail/id/36/iid/512367</link>
<guid isPermaLink="false">1f00aa10b3ca478f047747efed7d722b</guid>
<pubDate>Mon, 15 Jun 2026 09:17:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://pscd.prd.go.th/cms/s308/u2692/15-06-69/206930_1_1024x1024.jpg" style="width: 100%;" /></p>

<p>&nbsp;</p>

<p><span style="color:#000000;"><strong>จากนโยบายที่มุ่งแก้ปัญหาค่าครองชีพเพิ่มสูงขึ้นจากผลกระทบการสู้รบในตะวันออกกลาง</strong>&nbsp;ของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ที่เดินหน้านโยบายลดภาระค่าครองชีพของประชาชนอย่างต่อเนื่อง ผ่านโครงการ &ldquo;ไทยช่วยไทย พลัส 60/40&rdquo; เริ่มโครงการมาตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2569 เป็นต้นมา โดยตั้งแต่วันที่ 15 มิถุนายน 2569 เป็นต้นไป จะเป็นวันแรกที่ประชาชนสามารถใช้สิทธิผ่านบริการ ฟู้ดเดลิเวอรี บน 4 แพลตฟอร์มหลัก ได้แก่ 1. ShopeeFood 2. LINE MAN 3. GrabFood และ 4. Robinhood หลังจากเปิดให้ร้านอาหารทั่วประเทศลงทะเบียนเชื่อมระบบผ่านแอปพลิเคชัน &ldquo;ถุงเงิน&rdquo; ตั้งแต่วันที่ 10 มิถุนายนที่ผ่านมา ขณะนี้มีร้านอาหารที่ลงทะเบียนเข้าร่วมบริการฟู้ดเดลิเวอรีและเชื่อมระบบสำเร็จแล้ว 88,198 ร้านค้า สะท้อนถึงความพร้อมของผู้ประกอบการทั่วประเทศในการเข้าร่วมมาตรการของรัฐบาล เพื่อขยายช่องทางการขาย เพิ่มรายได้ และอำนวยความสะดวกให้ประชาชนสามารถใช้สิทธิได้มากยิ่งขึ้น</span></p>

<p><span style="color:#000000;"><strong>สำหรับประชาชน สามารถใช้สิทธิผ่านบริการฟู้ดเดลิเวอรีได้ตั้งแต่วันที่ 15 มิถุนายน &ndash; 30 กันยายน 2569</strong>&nbsp;ระหว่างเวลา 06.00 &ndash; 21.00 น. ของทุกวัน ซึ่งจะช่วยเพิ่มความสะดวกในการเข้าถึงสิทธิ ลดภาระค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน และช่วยกระจายเม็ดเงินสู่ร้านอาหาร ผู้ประกอบการรายย่อย และเศรษฐกิจชุมชนในทุกพื้นที่ทั่วประเทศ เชื่อมั่นว่าการเปิดใช้สิทธิผ่านฟู้ดเดลิเวอรีจะช่วยเพิ่มความสะดวกให้ประชาชน ขยายโอกาสทางการค้าให้ผู้ประกอบการรายย่อย และทำให้เม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจฐานรากได้รวดเร็วและทั่วถึงมากยิ่งขึ้น สอดคล้องกับเป้าหมายของรัฐบาลที่มุ่งดูแลค่าครองชีพของประชาชน</span></p>

<p><span style="color:#000000;"><strong>ทั้งนี้ บรรยากาศการจับจ่ายใช้สอยภายใต้โครงการ &ldquo;ไทยช่วยไทย พลัส 60/40&rdquo;&nbsp;</strong>ยังคงคึกคักอย่างต่อเนื่อง โดยข้อมูล ณ วันที่ 14 มิถุนายน 2569 เวลา 17.00 น. มีผู้ได้รับสิทธิแล้ว 26,040,623 คน และมีร้านค้าลงทะเบียนพร้อมใช้งานแล้วกว่า 1,044,682 ร้านค้า ขณะที่ยอดใช้จ่ายสะสมตั้งแต่เปิดโครงการอยู่ที่ 29,772.15 ล้านบาท แบ่งเป็น เงินที่รัฐบาลร่วมจ่าย 17,242.91 ล้านบาท และ เงินที่ประชาชนร่วมจ่าย 12,529.24 ล้านบาท มีผู้ใช้สิทธิสำเร็จแล้ว 24,852,342 คน และมีผู้ใช้สิทธิครบวงเงิน 1,000 บาทแล้ว 2,656,376 คน (ข้อมูล ณ วันที่ 13 มิ.ย. 69 เวลา 23.00 น.)</span></p>

<p><span style="color:#000000;"><strong>ส่วนความคืบหน้าการเปิดรับลงทะเบียนยืนยันสิทธิโครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ</strong>&nbsp;(โครงการฯ) ปี 2569 ตั้งแต่วันที่ 4 &ndash; 11 มิถุนายน 2569 ณ เวลา 23.00 น. และมีผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐรายเดิม&nbsp;ลงทะเบียนแล้วทั้งสิ้น 11,797,120 ราย แต่ยังมีผู้ที่ยังไม่ลงทะเบียนยืนยันสิทธิ 1,376,853 ราย จึงขอให้ผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐรายเดิมที่ยังไม่ได้ลงทะเบียนยืนยันสิทธิมาดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 21 มิถุนายน 2569 ภายในเวลา 23.00 น. ผ่าน 5 ช่องทาง ได้แก่ ผ่านแอปพลิเคชัน &ldquo;เป๋าตัง&rdquo; แอปพลิเคชัน &ldquo;ทางรัฐ&rdquo; เว็บไซต์ของโครงการ: </span><a href="https://welfare.mof.go.th" target="_blank"><span style="color:#0000cd;">https://welfare.mof.go.th</span></a><span style="color:#000000;"> หรือ </span><a href="https://xn--12cm1ane3a8dcb9a6abq9eehm8a4u7e.mof.go.th/" target="_blank"><span style="color:#0000cd;">https://บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ.mof.go.th</span></a><span style="color:#000000;"> เครื่อง ATM ของบริษัท ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) และหน่วยรับลงทะเบียน 5 แห่ง ได้แก่ ธนาคารกรุงไทย ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร ธนาคารออมสิน ธนาคารอาคารสงเคราะห์ และธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทยและขอให้ตรวจสอบความถูกต้องครบถ้วนของข้อมูลให้เรียบร้อยก่อนยืนยันการลงทะเบียน สำหรับผู้ที่ลงทะเบียนยืนยันสิทธิแล้วขึ้นสถานะข้อมูลตามบัตรประชาชนไม่ถูกต้อง คณะกรรมการประชารัฐสวัสดิการเพื่อเศรษฐกิจฐานรากและสังคม มีมติให้ผู้ลงทะเบียนยืนยันสิทธิที่มีการกรอกข้อมูลเลขบัตรประจำตัวประชาชนถูกต้อง แต่มีการกรอกข้อมูลอื่นๆ ผิดพลาดเล็กน้อย ให้ถือว่าการลงทะเบียนสมบูรณ์แล้ว และไม่ต้องดำเนินการขอแก้ไขข้อมูล หรือลงทะเบียนใหม่ สำหรับผู้ลงทะเบียนยืนยันสิทธิที่มีข้อมูลผิดพลาดในสาระสำคัญ จะเร่งดำเนินการตรวจสอบและแก้ไขข้อมูล</span></p>

<p><span style="color:#000000;"><strong>สำหรับการประกาศผลการตรวจสอบคุณสมบัติของผู้ลงทะเบียนยืนยันสิทธิ&nbsp;</strong>กระทรวงการคลังจะประกาศ ในวันที่ 17 กรกฎาคม 2569 ผ่านเว็บไซต์โครงการฯ แอปพลิเคชันเป๋าตัง แอปพลิเคชันทางรัฐ และหน่วยรับลงทะเบียน 5 ธนาคาร และสามารถติดตามรายละเอียดและข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับโครงการฯ ผ่านเว็บไซต์&nbsp;</span><a href="https://บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ.mof.go.th" target="_blank"><span style="color:#0000cd;">https://บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ.mof.go.th</span></a><span style="color:#000000;">&nbsp;และ </span><a href="https://welfare.mof.go.th" target="_blank"><span style="color:#0000cd;">https://welfare.mof.go.th</span></a><span style="color:#000000;"> หรือช่องทางประชาสัมพันธ์อย่างเป็นทางการของกระทรวงการคลัง พร้อมทั้งเปิดให้ผู้ที่ผ่านการตรวจสอบคุณสมบัติแต่ยังไม่เคยมีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐมาก่อน เข้าไปยืนยันตัวตนได้ตั้งแต่วันที่ 17 กรกฎาคม 2569 ถึงวันที่ 12 มกราคม 2570 ผ่านช่องทางเดียวกัน และสามารถใช้สิทธิสวัสดิการแห่งรัฐได้ตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม 2569 เป็นต้นไป กรณีผู้ที่ไม่ผ่านการตรวจสอบคุณสมบัติ สามารถอุทธรณ์ผลการตรวจสอบผ่านช่องทางแอปพลิเคชัน &ldquo;เป๋าตัง&rdquo; และแอปพลิเคชัน &nbsp;&nbsp;&ldquo;ทางรัฐ&rdquo; เว็บไซต์ </span><a href="https://welfare.mof.go.th" target="_blank"><span style="color:#0000cd;">https://welfare.mof.go.th</span></a><span style="color:#000000;"> หรือ </span><a href="https://บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ.mof.go.th" target="_blank"><span style="color:#0000cd;">https://บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ.mof.go.th</span></a><span style="color:#000000;"> และหน่วยรับลงทะเบียน 5 แห่ง ได้ตั้งแต่วันที่ 17 &ndash; 31 กรกฎาคม 2569 โดยกระทรวงการคลังจะประกาศผลการอุทธรณ์ในวันที่ 14 กันยายน 2569 ซึ่งผู้ผ่านการตรวจสอบคุณสมบัติในรอบอุทธรณ์สามารถยืนยันตัวตนได้ตั้งแต่วันที่มีการประกาศผล และใช้สิทธิสวัสดิการได้ ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2569 เป็นต้นไป</span></p>
]]></description>
<enclosure url='https://pscd.prd.go.th/th/file/get/file/202606150d33894ca1d1ccac1bc3fc701f500003101959.jpg' type='image/jpg' length='138334' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[แถลงการณ์นายกรัฐมนตรี สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา สิ้นพระชนม์]]></title>
<link>https://pscd.prd.go.th/th/content/category/detail/id/36/iid/511776</link>
<guid isPermaLink="false">1169151875a1a78cc6842e158679fed9</guid>
<pubDate>Fri, 12 Jun 2026 12:11:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://pscd.prd.go.th/cms/s308/u2692/12-06-69/000_012_005.jpg" style="width: 100%;" /></p>

<p>&nbsp;</p>

<p>นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี แถลงการณ์ผ่านโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจแห่งประเทศไทย เรื่อง สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา สิ้นพระชนม์ โดยมีใจความสำคัญว่า</p>

<p>พี่น้องประชาชนชาวไทยทุกท่าน สำนักพระราชวังได้มีประกาศอย่างเป็นทางการว่า สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ได้สิ้นพระชนม์แล้ว นำมาซึ่งความโทมนัสสุดอาลัยต่อพสกนิกรชาวไทยทั่วทั้งแผ่นดิน</p>

<p>ไม่มีถ้อยคำใดที่จะสามารถบรรยายความรู้สึกของพสกนิกรชาวไทยได้อย่างครบถ้วน เพราะความสูญเสียครั้งนี้ มิได้เป็นเพียงข่าวร้ายที่ประชาชนได้รับรู้ หากเป็นความอาดูรสุดที่จะประมาณที่เกิดขึ้นในดวงใจของผู้คนทั้งชาติ</p>

<p>ด้วยสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ ทรงเป็นที่รัก เคารพ และเทิดทูนของประชาชนทุกหมู่เหล่า ทรงเป็นเจ้าฟ้าราชนารีผู้เปี่ยมด้วยพระเมตตา พระปรีชาสามารถและพระจริยวัตรอันงดงาม เป็นแบบอย่างแห่งการอุทิศพระองค์เพื่อประเทศชาติ และประชาชนตลอดพระชนม์ชีพ</p>

<p>สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ ทรงดำรงพระองค์เป็นขัตติยนารีผู้ทรงคุณูปการยิ่งแห่งพระบรมราชจักรีวงศ์ ทรงอุทิศพระวรกาย พระสติปัญญา และกำลังพระทัย ด้วยพระราชปณิธานอันแน่วแน่ในการสร้างสรรค์สังคมที่เปี่ยมด้วยความยุติธรรม ความเสมอภาค และศักดิ์ศรีแห่งความเป็นมนุษย์</p>

<p>พระปรีชาสามารถอันรอบด้าน ทั้งในฐานะนักกฎหมาย นักการทูต นักสังคมสงเคราะห์ ล้วนเป็นแบบอย่างการดำรงพระองค์ให้คนไทยเชื่อมั่นในคุณค่าของตนเอง กล้าที่จะใฝ่ฝัน มุ่งมั่นพัฒนาตนเอง และใช้ความรู้ความสามารถเพื่อสร้างประโยชน์แก่สังคมและประเทศชาติ</p>

<p>แม้วันนี้ ขัตติยนารีผู้ทรงเป็นความภาคภูมิใจของแผ่นดินไทย ได้เสด็จสู่สวรรคาลัยแล้ว พระกรุณาธิคุณที่ทรงมีต่อประเทศชาติและประชาชน และพระปณิธานในการสร้างสังคมแห่งความเมตตา ความยุติธรรม และความเสมอภาค จะยังคงดำรงอยู่เป็นมรดกทางคุณธรรมของชาติ เป็นดั่งประกายแสงแห่งเพชรที่ส่องนำทางแก่คนไทยรุ่นแล้วรุ่นเล่าสืบไป</p>

<p>ในการนี้ กระผมขอเชิญชวนพี่น้องประชาชนชาวไทยทุกคน ร่วมกันน้อมรำลึกถึงพระกรุณาธิคุณของ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ด้วยการตั้งมั่นอยู่ในความดี การมีเมตตาต่อกัน การช่วยเหลือผู้ด้อยโอกาส และการทำคุณประโยชน์เพื่อส่วนรวม อันเป็นคุณค่าที่พระองค์ทรงยึดถือและทรงปฏิบัติเป็นแบบอย่างมาตลอดพระชนม์ชีพ เพื่อถวายเป็นกำลังพระราชหฤทัยแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และพระบรมวงศานุวงศ์ทุกพระองค์ในห้วงเวลาแห่งความเศร้าโศกนี้</p>

<p>กระผมในนามของรัฐบาล ข้าราชการ และพสกนิกรชาวไทยทั้งในและนอกราชอาณาจักร ขอน้อมรำลึกถึงพระกรุณาธิคุณอันล้นพ้นหาที่สุดมิได้ ขอให้พระเกียรติคุณ พระจริยวัตร และพระกรุณาธิคุณ สถิตเป็นมิ่งขวัญ เป็นแสงสว่างแห่งเพชรในดวงใจของปวงชนชาวไทยตราบกาลนิรันดร์</p>
]]></description>
<enclosure url='https://pscd.prd.go.th/th/file/get/file/2026061275f4a9529c5c1e2a9a826a204cc6264e131318.jpg' type='image/jpg' length='80480' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[“ไทยช่วยไทย พลัส 60/40” ลดค่าครองชีพ ประชาชนใช้สิทธิคึกคักทั่วประเทศ AI “นกกระซิบ” ช่วยร้านค้าวิเคราะห์ยอดขาย]]></title>
<link>https://pscd.prd.go.th/th/content/category/detail/id/36/iid/508672</link>
<guid isPermaLink="false">14f65aac2a7cbe4d856df781b76fc3ec</guid>
<pubDate>Tue, 02 Jun 2026 10:35:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://pscd.prd.go.th/cms/s308/u2692/2-06-69/201132_1024x1024.jpg" style="width: 100%;" /></p>

<p>&nbsp;</p>

<p><span style="color:#000000;"><strong>นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย</strong>&nbsp;โพสต์เฟซบุ๊ก เชิญชวนประชาชนที่เข้าร่วม โครงการ &ldquo;ไทยช่วยไทย พลัส&rdquo; ไปใช้สิทธิ โดยมีข้อความระบุว่า &ldquo;ไทยช่วยไทย พลัส เริ่มแล้ว อย่าลืมออกไปจับจ่ายใช้สอยกันตามส่วน 60/40 นะครับ&rdquo;</span></p>

<p><span style="color:#000000;"><strong>ด้านนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง</strong>&nbsp;พร้อมด้วยนายอาร์ชวัส เจริญศิลป์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการคลัง และนายผยง ศรีวณิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงไทย ได้ลงพื้นที่ตรวจติดตามความพร้อมของการดำเนินโครงการ &ldquo;ไทยช่วยไทย พลัส 60/40&rdquo; ณ ตลาดสดธนบุรี ถนนบรมราชชนนี ซึ่งเป็นวันแรกของการเปิดให้ประชาชนใช้สิทธิ เพื่อประเมินความพร้อมของร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการ ระบบการชำระเงิน และการให้บริการในพื้นที่จริง โดยได้พบปะประชาชนและผู้ประกอบการร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการ พร้อมรับฟังข้อคิดเห็น ปัญหา และข้อเสนอแนะจากผู้ใช้บริการและผู้ประกอบการ รวมทั้งติดตามการทำงานของระบบและกระบวนการให้บริการ เพื่อให้การดำเนินโครงการเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ สะดวก รวดเร็ว และตอบสนองความต้องการของประชาชนได้อย่างทั่วถึง จากการมาสำรวจรู้สึกดีใจที่เห็นประชาชนมาใช้จ่ายกับโครงการ ซึ่งช่วยลดค่าครองชีพให้กับประชาชนได้จริงๆ และได้รับการยืนยันจากประชาชนว่าการใช้จ่ายผ่าน G Wallet ในแอปพลิเคชัน &ldquo;เป๋าตัง&rdquo; ใช้งานง่าย ทั้งผู้ซื้อ และผู้ขาย ใช้งานสะดวก</span></p>

<p><span style="color:#000000;"><strong>นายเอกนิติ เน้นย้ำว่า โครงการ &ldquo;ไทยช่วยไทย พลัส 60/40&rdquo;</strong>&nbsp;ที่รัฐบาลสมทบค่าใช้จ่ายให้ 60% หรือ 200 บาทต่อวัน และประชาชนจ่ายเอง 40% หรือ 133 บาทต่อวัน รวมเป็น 333 บาทต่อวัน วงเงิน 1,000 บาทต่อเดือน ผู้ที่มีสิทธิไม่จำเป็นต้องใช้วันแรก ใช้เมื่อไรก็ได้ ไม่ตัดสิทธิ แต่ให้ใช้จ่ายให้หมดภายในเดือนไม่สมทบในเดือนถัดไป เพราะวัตถุประสงค์โครงการไม่ได้ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่เพื่อบรรเทาค่าครองชีพให้กับประชาชน แก้วิกฤต ปากท้องของประชาชน ให้ประชาชนได้ซื้อสินค้าราคาถูกลง</span></p>

<p><span style="color:#000000;"><strong>การใช้สิทธิวันแรก</strong>&nbsp;(1 มิ.ย. 69) ประชาชนและร้านค้าใช้สิทธิผ่านโครงการ &ldquo;ไทยช่วยไทย พลัส 60/40&rdquo; กันอย่างคึกคัก เวลา 17.00 น. มียอดใช้จ่ายรวม 1,084.43 ล้านบาท โดยประชาชนจ่าย 454.78 ล้านบาท รัฐร่วมจ่าย 629.65 ล้านบาท จำนวนผู้ใช้จ่าย 5 ล้านคน และจำนวนร้านค้าที่มีการใช้จ่าย 5.66 แสนร้านค้า โดยประชาชนสามารถใช้สิทธิซื้อสินค้ากับร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการ และใช้บริการขนส่งมวลชนสาธารณะ โดยชำระผ่าน G Wallet ในแอปพลิเคชัน &ldquo;เป๋าตัง&rdquo; ได้ตั้งแต่บัดนี้ &ndash; วันที่ 30 กันยายน 2569 เวลา 06.00 &ndash; 23.00 น. และสั่งอาหารผ่านฟู้ดเดลิเวอรีที่ร่วมโครงการ ได้ตั้งแต่วันที่ 15 มิถุนายน &ndash; 30 กันยายน 2569 เวลา 06.00 &ndash; 21.00 น.</span></p>

<p><span style="color:#000000;"><strong>ส่วนผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ</strong>&nbsp;(1 มิ.ย. 69) เป็นวันแรกที่รัฐบาลได้โอนเงินสนับสนุนเพิ่มเติมอีก 700 บาทต่อคนต่อเดือน ทำให้ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐได้รับวงเงินรวม 1,000 บาทต่อเดือน จากเดิม 300 บาท เป็นระยะเวลา 4 เดือน ตั้งแต่เดือนมิถุนายน &ndash; กันยายน 2569 มีผู้มาใช้สิทธิตรวจสอบข้อมูล และสแกนใบหน้า เพื่อเลือกซื้อสินค้าอุปโภคบริโภค โดยเฉพาะสินค้าจำเป็นในครัวเรือน อาทิ ข้าวสาร น้ำตาลทราย น้ำมันพืช น้ำปลา และผลิตภัณฑ์ทำความสะอาด โดยผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐหลายราย รู้สึกดีใจและขอบคุณรัฐบาลที่เพิ่มวงเงินช่วยเหลือ เนื่องจากสามารถช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวันได้อย่างเป็นรูปธรรม และตั้งใจใช้สิทธิเต็มวงเงิน 1,000 บาท เพื่อซื้อสิ่งของจำเป็นให้เพียงพอต่อการดำรงชีพ และหวังให้มีมาตรการช่วยเหลือลักษณะนี้อย่างต่อเนื่อง</span></p>

<p><span style="color:#000000;"><strong>สำหรับผู้ประกอบการร้านค้า ขณะนี้มีร้านค้าเข้าร่วมโครงการแล้ว 1.05 ล้านร้านค้า</strong>&nbsp;ซึ่งยังเปิดให้ร้านค้าใหม่ลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการได้ถึงวันที่ 31 กรกฎาคม 2569 ส่วนร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการแล้ว นายเอกนิติ ได้แนะนำให้ร้านค้าใช้งาน AI &ldquo;นกกระซิบ&rdquo; ซึ่งเป็น AI Chatbot สำหรับร้านค้า ที่อยู่บนแอปพลิเคชัน &ldquo;ถุงเงิน&rdquo; เพื่อให้ร้านค้าใช้ในการวิเคราะห์ยอดขายเป็นรายวัน วิเคราะห์ช่วงเวลาที่ขายดีที่สุด ราคาขายเฉลี่ย และสามารถเตรียมสินค้า เปรียบเทียบราคา ซึ่งจะช่วยลดต้นทุน เพิ่มรายได้ และวางแผนบริหารร้านค้าได้แม่นยำมากขึ้น ที่สำคัญสามารถนำข้อมูลการขายไปขอสินเชื่อในระบบได้ โดยไม่ต้องกู้นอกระบบ</span></p>

<p><span style="color:#000000;"><strong>กรณีกลุ่มผู้ที่ไม่มีสมาร์ทโฟน นายเอกนิติ กล่าวว่า</strong>&nbsp;บุคคลที่ไม่มีสมาร์ทโฟนหรือรายได้น้อย น่าจะอยู่ในกลุ่มผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐอยู่แล้ว โดยวันที่ 2 มิถุนายน 2569 กระทรวงการคลัง จะเสนอคณะรัฐมนตรี เพื่อตรวจสอบสิทธิใหม่ โดยจะนำสิทธิของผู้รับสิทธิเก่า ซึ่งปัจจุบันมี 13.18 ล้านคน มาคัดกรองตามเกณฑ์ใหม่ คาดว่าปริมาณผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐอาจลดลง 20 &ndash; 40% ซึ่งจะช่วยประหยัดงบประมาณได้มากกว่า 20,000 ล้านบาท สำหรับผู้ที่ตกหล่นหรือเป็นผู้มีรายได้น้อย สามารถไปติดต่อได้ที่กระทรวงมหาดไทยเพื่อเก็บตกมาคัดกรองใหม่ โดยไม่มีการเปิดลงทะเบียนใหม่</span></p>
]]></description>
<enclosure url='https://pscd.prd.go.th/th/file/get/file/20260602a16d91c7aeed46906e7f05747a3ca53b133728.jpg' type='image/jpg' length='156952' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[“ไทยช่วยไทย พลัส 60/40” ผลตอบรับดี “คลัง” เตรียมเปิดใช้ AI “นกกระซิบ” ช่วยร้านค้าจัดการต้นทุน เพิ่มยอดขาย 1 มิ.ย. นี้]]></title>
<link>https://pscd.prd.go.th/th/content/category/detail/id/36/iid/507378</link>
<guid isPermaLink="false">e54ae5ca99a368aacab77b4a4b18cb5e</guid>
<pubDate>Thu, 28 May 2026 12:05:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://pscd.prd.go.th/cms/s308/u2692/28-05-69/970937_1024x1024.jpg" style="width: 100%;" /></p>

<p>&nbsp;</p>

<p><strong>นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย</strong>&nbsp;กล่าวถึงการเปิดลงทะเบียนโครงการ &ldquo;ไทยช่วยไทย พลัส 60/40&rdquo; ว่า รัฐบาลได้จัดสรรสิทธิให้ประชาชนรวมทั้งสิ้น 30 ล้านสิทธิ โดยเพียงวันแรกของการเปิดลงทะเบียนเมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม 2569 มีประชาชนลงทะเบียนแล้วถึง 25 ล้านคน สะท้อนให้เห็นถึงการตอบรับอย่างล้นหลามต่อมาตรการที่รัฐบาลตั้งใจผลักดัน เพื่อกระตุ้นการใช้จ่ายภายในประเทศและช่วยบรรเทาภาระค่าครองชีพของประชาชน ท่ามกลางสถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลางที่ส่งผลกระทบต่อราคาพลังงานของโลก ซึ่งรัฐบาลมีความมุ่งมั่นอย่างยิ่งที่จะลดผลกระทบต่อประชาชนให้ได้มากที่สุด และเชื่อมั่นว่าโครงการ &ldquo;ไทยช่วยไทย พลัส 60/40&rdquo; จะเป็นกลไกสำคัญในการส่งเสริมการจับจ่ายใช้สอย ลดต้นทุนการดำรงชีพ และเสริมสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจให้กับประเทศ โดยครั้งนี้รัฐบาลได้ขยายระยะเวลาเป็น 4 เดือน วงเงินเดือนละ 1,000 บาท เพื่อให้ประชาชนสามารถใช้สิทธิได้อย่างต่อเนื่อง ขอความร่วมมือประชาชนให้ใช้สิทธิในทุกเดือน เนื่องจากไม่สามารถสะสมสิทธิข้ามเดือนได้ เพราะรัฐบาลจำเป็นต้องบริหารการใช้จ่ายงบประมาณ<br />
ให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด พร้อมย้ำว่า โครงการนี้ไม่ใช่ &ldquo;การแจกเงิน&rdquo; แต่เป็นความร่วมมือระหว่างภาครัฐและประชาชน ภายใต้วงเงินงบประมาณกว่า 200,000 ล้านบาท ที่จะหมุนเวียนเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจภายในประเทศ</p>

<p><strong>จากการได้รับเสียงสะท้อนจากผู้ประกอบการร้านค้าจำนวนมากว่า</strong>&nbsp;หากมีโอกาสอยากให้รัฐบาลดำเนินโครงการนี้ต่อไป เพราะยอดขายเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน บางรายเพิ่มขึ้นถึง 5 &ndash; 10 เท่า ซึ่งหมายถึงการก้าวข้ามจุดคุ้มทุน และกลายเป็นรายได้ที่ช่วยประคับประคองชีวิตและธุรกิจของร้านค้าได้จริง พร้อมระบุว่า โครงการ&ldquo;ไทยช่วยไทย พลัส&rdquo; คือการที่คนไทยช่วยเหลือกัน ประชาชนร่วมจ่าย 40% ขณะที่ภาครัฐสนับสนุนอีก 60% เม็ดเงินที่หมุนเวียนจากการซื้อขายจะส่งต่อจากผู้บริโภคไปยังผู้ค้า และหมุนกลับเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจในวงกว้าง ซึ่งจะช่วยเสริมสร้างฐานะทางเศรษฐกิจของประเทศให้มีความมั่นคงยิ่งขึ้น พร้อมยอมรับว่าเฝ้ารอการเริ่มต้นโครงการในช่วงต้นเดือนมิถุนายนด้วยความคาดหวังที่จะเห็นเม็ดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจโดยเร็วที่สุด</p>

<p><strong>ด้านนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง</strong>&nbsp;ขอบคุณคนไทยที่ให้การตอบรับกับโครงการ ไทยช่วยไทย พลัส สำหรับผู้ประกอบการร้านค้ามีผู้ที่ใช้สิทธิเดิมอยู่ประมาณ 9.7 &ndash; 9.8 ล้านร้านค้า ซึ่งโครงการนี้เป็นการช่วยประคองสภาพคล่องแก่ร้านค้ารายย่อย จึงขอเชิญชวนร้านค้าที่ยังไม่ได้ลงทะเบียน โดยเฉพาะร้านค้ารายย่อย ลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการ &ldquo;ไทยช่วยไทย พลัส&rdquo; ในวันที่ 1 มิถุนายน 2569 จะมี AI ชื่อว่า &ldquo;นกกระซิบ&rdquo; ช่วยร้านค้าบริหารต้นทุน ค้นหาข้อมูล ลดต้นทุน และทำบัญชีอย่างง่าย เพื่อให้ร้านค้าต่าง ๆ ขายของได้มากขึ้น ซึ่งร้านค้าที่เคยเข้าร่วมโครงการ &ldquo;คนละครึ่ง พลัส&rdquo; และ ใช้ AI สามารถบริหารจัดการต้นทุนและเพิ่มยอดขายได้มากขึ้นถึง 100 &ndash; 200%</p>

<p><strong>ขณะที่นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง</strong>&nbsp;เชื่อมั่นว่า เป้าหมาย 30 ล้านสิทธิ เพียงพอกับประชาชน เนื่องจากประชากรไทยที่มีอายุเกิน 18 ปี มีประมาณ 53 ล้านคน จากการให้สิทธิ 30 ล้านคน เมื่อรวมกับผู้ที่อยู่ในโครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ อีก 13.18 ล้านคน จะครอบคลุมคนถึง 43 ล้านคน ส่วนอีก 10 ล้านคนที่เหลือ มักเป็นกลุ่มที่ไม่เข้าร่วมโครงการรัฐอยู่แล้ว ประกอบกับสถิติโครงการลักษณะนี้ในอดีตมียอดสูงสุดที่ 28 ล้านคน ส่วนร้านค้าเดิมที่เคยอยู่ในโครงการรอบที่แล้ว จะต้องเข้ามากดยืนยันเข้าร่วมโครงการอีกครั้งก่อน ซึ่งขณะนี้ยืนยันแล้ว 400,000 ร้านค้า และยังเหลืออีกกว่า 500,000 ร้านค้า สำหรับการลงทะเบียนของประชาชนได้ลงทะเบียนรับสิทธิแล้ว 25,411,934 สิทธิ ยังคงเหลือสิทธิ 4,588,066 สิทธิ เชิญชวนประชาชนลงทะเบียนได้ถึงวันที่ 29 พฤษภาคม 2569 เวลา 06.00 &ndash; 22.00 น. หรือจนกว่าสิทธิจะครบจำนวน 30 ล้านสิทธิ</p>

<p><strong>ส่วนการใช้จ่ายตามโครงการ &ldquo;ไทยช่วยไทย พลัส 60/40&rdquo;</strong>&nbsp;ภาครัฐสนับสนุนเงินร่วมจ่ายค่าอาหาร เครื่องดื่ม สินค้า และบริการที่กำหนด ในอัตรา 60% ไม่เกิน 200 บาทต่อคนต่อวัน และไม่เกิน 1,000 บาทต่อคนต่อเดือน ส่วนประชาชน ร่วมจ่าย 40% หรือต้องเติมเงินเพิ่ม 133 บาทต่อวัน ประมาณ 667 บาทต่อเดือน ตั้งแต่เดือนมิถุนายน ถึงกันยายน 2569 (4 เดือน) มีเงื่อนไขต้องใช้จ่ายในแต่ละเดือนให้หมดภายในเดือนนั้น ๆ ไม่สามารถสะสมไปในเดือนถัดไปได้ โดยผู้เข้าร่วมโครงการผ่านร้านค้า ชำระเงินผ่าน G Wallet ในแอปฯ เป๋าตัง ได้ตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน &ndash; 30 กันยายน 2569 เวลา 06.00 &ndash; 23.00 น. หรือสั่งอาหารผ่านฟู้ดเดลิเวอรี ตามแพลตฟอร์มฟู้ดเดลิเวอรีที่ร่วมโครงการ และชำระเงินผ่าน G Wallet ในแอปฯ เป๋าตัง ได้ตั้งแต่วันที่ 15 มิถุนายน &ndash; 30 กันยายน 2569 เวลา 06.00 &ndash; 21.00 น.</p>

<p><strong>ด้านนายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม</strong>&nbsp;สั่งการให้ศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม ประเทศไทย (Anti-Fake News Center: AFNC) ติดตาม ตรวจสอบ และเฝ้าระวังการแอบอ้างของมิจฉาชีพอย่างเข้มข้น แจ้งเตือนประชาชนในการลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการ &ldquo;ไทยช่วยไทย พลัส (60/40)&rdquo; ขอให้ประชาชน ยึด &ldquo;หลัก 4 ไม่ คือ 1. ไม่กดลิงก์ 2. ไม่เชื่อ 3. ไม่รีบ และ 4. ไม่โอน&rdquo; โดยประชาชนสามารถลงทะเบียนร่วมโครงการได้ที่แอปพลิเคชัน &ldquo;เป๋าตัง&rdquo; เท่านั้น ส่วนผู้ประกอบการที่เคยเข้าร่วมโครงการ &ldquo;คนละครึ่ง พลัส&rdquo; สามารถยืนยันสิทธิผ่านแอปพลิเคชัน &ldquo;ถุงเงิน&rdquo; ด้านผู้ประกอบการใหม่ที่สนใจเข้าร่วมต้องสมัครผ่าน ธ.กรุงไทย ทุกสาขาเท่านั้น ทั้งนี้หน่วยงานรัฐจะไม่มีการส่ง SMS หรือลิงก์ เพื่อให้ลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการแต่อย่างใด</p>
]]></description>
<enclosure url='https://pscd.prd.go.th/th/file/get/file/20260528da5438d58bc5904dff8a7ba91a953c11140530.jpg' type='image/jpg' length='163523' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[นายกฯ เปิดงาน THAIFEX – ANUGA ASIA 2026 ผลักดันไทยสู่ “ศูนย์กลางอาหารแห่งอนาคตของโลก” คาดเงินสะพัดกว่า 130,000 ล้านบาท]]></title>
<link>https://pscd.prd.go.th/th/content/category/detail/id/36/iid/507366</link>
<guid isPermaLink="false">179f1e5e69ff7d4827432d40d459a3d9</guid>
<pubDate>Thu, 28 May 2026 10:46:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://pscd.prd.go.th/cms/s308/u2692/28-05-69/970936_1024x1024.jpg" style="width: 100%;" /></p>

<p>&nbsp;</p>

<p><span style="color:#000000;"><strong>นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย</strong>&nbsp;เป็นประธานเปิดงานแสดงสินค้าอาหาร 2569 (THAIFEX &ndash; ANUGA ASIA 2026) ซึ่งเป็นงานแสดงสินค้าอาหารและเครื่องดื่มที่ครบวงจรและมีบทบาทสำคัญที่สุดในภูมิภาคเอเชีย ภายใต้แนวคิด &ldquo;Beyond Food Experience&rdquo; ที่มุ่งสร้างประสบการณ์รอบด้านให้กับธุรกิจอาหารในทุกมิติ ระหว่างวันที่ 26 &ndash; 30 พฤษภาคม 2569 จัดขึ้นโดย กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กระทรวงพาณิชย์ ร่วมกับ หอการค้าไทย (TCC) และ โคโลญเมสเซ่ (Koelnmesse: KM) ประเทศเยอรมนี เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ซื้อกว่า 130 ประเทศทั่วโลก ได้มาเจรจาการค้า สร้างเครือข่ายทางธุรกิจ และต่อยอดความร่วมมือในระยะยาว กับผู้จัดแสดงสินค้าจากไทยและต่างชาติ รวม 56 ประเทศทั่วโลก ที่มาจัดแสดงสินค้า ณ อิมแพ็ค ชาเลนเจอร์ อาคาร 1 &ndash; 3 อิมแพ็ค ฟอรั่ม อาคาร 4 และอิมแพ็ค เอ็กซิบิชั่น เซ็นเตอร์ อาคาร 5 &ndash; 12 &nbsp;ซึ่งเป็นการจัดงานครั้งที่ใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีมา โดยความน่าสนใจของปีนี้อยู่ที่การยกระดับงานให้ &ldquo;ใหญ่ขึ้น ดีขึ้น&nbsp; เข้มข้นขึ้น&rdquo; ทั้งในด้านจำนวนผู้เข้าร่วมงาน เทรนด์อาหารแห่งอนาคต นวัตกรรมจากแบรนด์ชั้นนำระดับโลก รวมถึงโอกาสทางธุรกิจที่ครอบคลุมตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ จึงเป็นอีกหนึ่งเวทีสำคัญของคนในอุตสาหกรรมอาหาร มีผู้ร่วมจัดแสดงสินค้ามากถึง 3,590 บริษัท รวม 6,710 คูหา และเปิดจำหน่ายสินค้าปลีกสำหรับประชาชนทั่วไป ในวันที่ 30 พฤษภาคม 2569 เวลา 10.00 &ndash; 18.00 น. คาดว่าการจัดงานจะสร้างมูลค่าการค้ารวมกว่า 130,000 ล้านบาท</span></p>

<p><span style="color:#000000;"><strong>วัตถุประสงค์ของการจัดงาน&nbsp;</strong><strong>THAIFEX &ndash; Anuga Asia 2026</strong></span></p>

<p><span style="color:#000000;">1. เพื่อส่งเสริมการส่งออกผลิตภัณฑ์อาหารและเครื่องดื่มของประเทศไทย</span></p>

<p><span style="color:#000000;">2. เพื่อให้เกิดการพัฒนาคุณภาพสินค้าอาหาร และเทคโนโลยีในอุตสาหกรรมอาหาร</span></p>

<p><span style="color:#000000;">3. เพื่อเผยแพร่ให้ประชาชนในประเทศได้ทราบถึงศักยภาพในการผลิตสินค้าอาหาร เทคโนโลยี และบริการต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับนวัตกรรมอาหารในประเทศ</span></p>

<p><span style="color:#000000;">4. เพื่อให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางของการจัดงานแสดงสินค้าอาหาร เทคโนโลยีและบริการต่าง ๆ<br />
ที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมอาหารในเอเชีย</span></p>

<p><span style="color:#000000;"><strong>โดยในงาน THAIFEX &ndash; ANUGA ASIA 2026</strong>&nbsp;ยังเป็นพื้นที่สำคัญสำหรับการอัปเดตเทรนด์ เปิดมุมมองใหม่ และต่อยอดองค์ความรู้ให้กับคนในอุตสาหกรรมอาหาร ผ่านกิจกรรม นิทรรศการ และเวทีสัมมนาที่รวบรวมทั้งข้อมูลเชิงลึก เทรนด์ผู้บริโภค และทิศทางธุรกิจอาหารจากผู้เชี่ยวชาญและแบรนด์ชั้นนำจากทั่วโลก เพื่อช่วยจุดประกายไอเดียและสร้างโอกาสใหม่ให้กับธุรกิจอาหารในทุกมิติ ได้แก่</span></p>

<p><span style="color:#000000;">&ndash; THAIFEX &ndash; Anuga Trend Zone: นำเสนอเทรนด์ตลาดล่าสุดในอุตสาหกรรมอาหาร โดย Innova Market Insights การศึกษาเทรนด์จากประเทศต่างๆ นำมาจัดแสดง เพื่อให้ธุรกิจสามารถมองเห็นทิศทางและสามารถปรับตัวให้ทันกับเทรนด์ที่เปลี่ยนไป</span></p>

<p><span style="color:#000000;">&ndash; THAIFEX &ndash; Anuga tasteInnovation Show: การประกวดและจัดแสดงผลิตภัณฑ์ที่ได้รับการคัดเลือกความคิดสร้างสรรค์ที่โดดเด่นในกลุ่มอาหารและเครื่องดื่มที่กำลังเป็นกระแส เช่น โปรตีนจากพืช ซูเปอร์ฟู้ด ผลิตภัณฑ์เพื่อความยั่งยืน</span></p>

<p><span style="color:#000000;">&ndash; Future Food Experience+ กิจกรรมสัมมนาให้ความรู้ และชิมอาหารแห่งอนาคต</span></p>

<p><span style="color:#000000;">&ndash; THAIFEX &ndash; Anuga Startup: ผลงานคิดค้นสินค้าอาหารและเครื่องดื่มจากผู้ประกอบการรุ่นใหม่ที่สามารถร่วมมือกันสร้างธุรกิจให้เติบโตร่วมกันในอนาคต</span></p>

<p><span style="color:#000000;">&ndash; Exhibitions &amp; Seminar: เวทีเรียนรู้เพื่อสร้างความสำเร็จมากขึ้นด้วยสัมมนาจากผู้เชี่ยวชาญ และนิทรรศการ อาทิ นิทรรศการสินค้าฮาลาล อาหารออร์แกนิค สมุนไพรในอาหาร บรรจุภัณฑ์เพื่อความยั่งยืน</span></p>

<p><span style="color:#000000;">&ndash; Thailand Ultimate Chef Challenge: การแข่งขันระดับโลกเพื่อค้นหาเชฟมืออาชีพและเชฟรุ่นใหม่ระดับนานาชาติ</span></p>

<p><span style="color:#000000;"><strong>นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า งาน THAIFEX &ndash; ANUGA ASIA 2026</strong>&nbsp;ถือเป็นกลไกขับเคลื่อนสำคัญของรัฐบาลในการส่งเสริมอุตสาหกรรมอาหาร โดยงานนี้ได้รับการจัดอันดับให้เป็นงานแสดงสินค้าอาหารและเครื่องดื่มที่ใหญ่ที่สุดเป็นอันดับ 4 ของโลก และมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในภาคอุตสาหกรรมเกษตรและอาหารของไทย อีกทั้งยังช่วยสร้างโอกาสในการเจรจาการค้าและสร้างเครือข่ายธุรกิจ ร่วมกับผู้ซื้อจากประเทศต่างๆ ทั่วโลก ซึ่งเป็นการขยายโอกาสทางการค้าให้เติบโตยิ่งขึ้น สอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลที่มุ่งเน้นการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการไทย ยกระดับระบบนิเวศการผลิตอาหารของไทย และขับเคลื่อนประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางระดับภูมิภาคและระดับโลกด้านการค้าและอุตสาหกรรมอาหารระหว่างประเทศ</span></p>

<p><span style="color:#000000;"><strong>ในปัจจุบัน &ldquo;อาหาร&rdquo; ไม่ใช่แค่สินค้าอุปโภคบริโภค</strong>&nbsp;แต่เป็นทั้งความมั่นคง เสถียรภาพ และประเด็นยุทธศาสตร์สำคัญของโลก งานนี้จึงมีบทบาทสำคัญในการเชื่อมโยงรัฐบาล ภาคธุรกิจ นักวิจัย เกษตรกร และผู้ประกอบการจากทั่วโลก เพื่อแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ สร้างความร่วมมือ และกำหนดทิศทางอนาคตของอุตสาหกรรมอาหารร่วมกันโดยประเทศไทยมีศักยภาพด้านอุตสาหกรรมอาหารที่ได้รับการยอมรับในระดับสากลมาอย่างยาวนานในฐานะ &ldquo;ครัวของโลก&rdquo; และปัจจุบันไทยกำลังก้าวไปสู่การเป็น &ldquo;ศูนย์กลางอาหารแห่งอนาคตของโลก&rdquo; ที่ให้ความสำคัญกับนวัตกรรม ความยั่งยืน สุขภาพ และความเชื่อมั่นด้านคุณภาพอาหาร โดยจุดแข็งของไทยมีทั้งทรัพยากรทางการเกษตรและความหลากหลายทางชีวภาพ รวมถึงระบบการผลิตอาหารที่เข้มแข็ง มาตรฐานที่ได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติ และความสามารถในการเพิ่มมูลค่าด้วยนวัตกรรม และรัฐบาลยังเดินหน้าส่งเสริมการเกษตรอัจฉริยะ เทคโนโลยีชีวภาพ อาหารฟังก์ชัน โปรตีนทางเลือก การผลิตที่ยั่งยืน การใช้พลังงานสะอาด และการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลตลอดห่วงโซ่อุปทานอาหาร ซึ่งสอดคล้องกับแนวทางเศรษฐกิจ BCG ที่มุ่งสร้างการเติบโตควบคู่กับการดูแลโลกและประชาชน</span></p>

<p><span style="color:#000000;"><strong>นายกรัฐมนตรี เน้นย้ำว่า</strong>&nbsp;ประเทศไทยพร้อมทำหน้าที่เป็นหุ้นส่วนที่น่าเชื่อถือด้านความมั่นคงทางอาหารของทั้งภูมิภาคและประชาคมโลก อีกทั้ง คนไทยยังมีความผูกพันกับอาหารในฐานะส่วนหนึ่งของวัฒนธรรม วิถีชีวิต และการต้อนรับที่อบอุ่น ความใส่ใจในคุณภาพ รสชาติ ความคิดสร้างสรรค์ และประสบการณ์ที่มอบให้แก่ผู้บริโภค คือหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ทำให้อาหารไทยได้รับความเชื่อมั่นจากผู้บริโภคและคู่ค้าทั่วโลก โดยในปี 2568 ไทยมีมูลค่าการส่งออกอาหารมากกว่า 38,000 ล้านเหรียญสหรัฐ ตอกย้ำบทบาทของไทยในฐานะหนึ่งในผู้ส่งออกอาหารรายสำคัญของโลก และผู้มีส่วนสำคัญต่อความมั่นคงทางอาหารของโลก นอกจากนี้ ประเทศไทยยังมีความพร้อมทั้งด้านโครงสร้างพื้นฐาน เครือข่ายธุรกิจ และการสนับสนุนจากภาครัฐ เพื่อก้าวสู่ศูนย์กลางการค้าและธุรกิจระดับนานาชาติ</span></p>
]]></description>
<enclosure url='https://pscd.prd.go.th/th/file/get/file/202605280aa65684400cbaf63186a1accfb86dbb134801.jpg' type='image/jpg' length='183220' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[ครม. เห็นชอบ “โครงการผลิตครูเพื่อพัฒนาท้องถิ่น เฟส 2” บรรจุในพื้นที่ภูมิลำเนา ยกระดับคุณภาพการศึกษาไทย]]></title>
<link>https://pscd.prd.go.th/th/content/category/detail/id/36/iid/507363</link>
<guid isPermaLink="false">9b6424c62dcf80c8d70c55161f7fa1ab</guid>
<pubDate>Wed, 27 May 2026 12:42:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://pscd.prd.go.th/cms/s308/u2692/28-05-69/199504_1024x1024.jpg" style="width: 100%;" /></p>

<p>&nbsp;</p>

<p><span style="color:#000000;"><strong>คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบการดำเนินงาน &ldquo;โครงการผลิตครูเพื่อพัฒนาท้องถิ่น ระยะที่ 2&rdquo;</strong>&nbsp;พ.ศ. 2569 &ndash; 2582 ตามที่กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เสนอ พร้อมทั้งอนุมัติจัดสรรกรอบวงเงินงบประมาณรวมทั้งสิ้น 2,037.96 ล้านบาท เพื่อใช้เป็นงบดำเนินการในการเพิ่มศักยภาพทักษะความเป็นครู และเป็นงบในการบริหารจัดการโครงการ</span></p>

<p><span style="color:#000000;"><strong>สำหรับโครงการในระยะที่ 2 นี้</strong>&nbsp;เป็นการดำเนินการต่อเนื่องจากโครงการผลิตครูเพื่อพัฒนาท้องถิ่น ระยะที่ 1 ที่มีวัตถุประสงค์เพื่อ</span></p>

<p><span style="color:#000000;">1. ผลิตครูภายใต้ระบบจำกัดรับในสาขาวิชาที่ขาดแคลนและมีความจำเป็นต่อการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานตามความต้องการของพื้นที่และหน่วยงานผู้ใช้ครู</span></p>

<p><span style="color:#000000;">2. ผลิตครูให้มีทักษะและสมรรถนะสูงมีความรู้ทางวิชาการ และบูรณาการกับความเชี่ยวชาญทางวิชาชีพและมีอุดมการณ์ในวิชาชีพครู</span></p>

<p><span style="color:#000000;">3. ส่งเสริมและสนับสนุนสถาบันอุดมศึกษาฝ่ายผลิตครูในการปฏิรูปหลักสูตรและกระบวนการจัดการเรียนการสอนและสร้างต้นแบบของหลักสูตรเชิงนวัตกรรม ที่เน้นการสร้างชุดทักษะจากประสบการณ์การเรียนรู้จากการปฏิบัติงานจริง</span></p>

<p><span style="color:#000000;">4. พัฒนาสถานศึกษาในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน และกรุงเทพมหานครให้เป็นโรงเรียนนำร่องในการจัดการศึกษาของสถาบันอุดมศึกษา ฝ่ายผลิตครูและนักศึกษาทุนภายใต้โครงการ และนำไปสู่เป้าหมายในการพัฒนาการศึกษาขั้นพื้นฐานของผู้เรียน รวมทั้งขยายเครือข่ายชุมชนการเรียนรู้เชิงวิชาชีพ</span></p>

<p><span style="color:#000000;"><strong>เป้าหมายการผลิตครูเพื่อพัฒนาท้องถิ่น ระยะที่&nbsp;</strong><strong>2</strong></span></p>

<p><span style="color:#000000;">1.เพื่อผลิตครูคุณภาพที่มีทักษะและสมรรถนะ ทั้งทักษะวิชาชีพครู ทักษะภาษาอังกฤษ และทักษะการใช้เทคโนโลยี รวมทั้งสิ้น 16,033 คน รวม 9 รุ่น โดยจะเริ่มรับนักศึกษารุ่นแรกตั้งแต่ปีการศึกษา 2570 &ndash; 2578 และจะเริ่มบรรจุเข้ารับราชการครูตั้งแต่ปี พ.ศ. 2574 &ndash; 2582 ในสถานศึกษาทั่วประเทศ</span></p>

<p><span style="color:#000000;">2. สถาบันอุดมศึกษาฝ่ายผลิตครูที่เข้าร่วมโครงการสามารถผลิตครูคุณภาพให้กับหน่วยงานผู้ใช้ครูได้จำนวน 16,033 คน มีหลักสูตรและรูปแบบการเรียนการสอนในการผลิตครูที่มีทักษะ สมรรถนะ และศักยภาพสูง โดยเน้นการปฏิบัติงานจริงในโรงเรียนฝึกหัดครูเพื่อร่วมพัฒนาวิชาชีพ และเกิดการพัฒนาการศึกษาของผู้เรียนขั้นพื้นฐานในโรงเรียนฝึกหัดครูเพื่อร่วมพัฒนาวิชาชีพ</span></p>

<p><span style="color:#000000;">3. ยกระดับทักษะ/สมรรถนะ และความฉลาดรู้ของผู้เรียนตามแนวทางของโปรแกรมประเมินสมรรถนะนักเรียนมาตรฐานสากล (Programme for International Student Assessment: PISA) ให้มีคะแนนไม่น้อยกว่าคะแนนเฉลี่ยขององค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนาในปีที่ 9 ของโครงการ</span></p>

<p><span style="color:#000000;"><strong>ประโยชน์ที่จะได้รับ</strong></span></p>

<p><span style="color:#000000;">1. ช่วยให้สถาบันอุดมศึกษาผลิตครูในสาขาและพื้นที่ที่ขาดแคลนให้กับหน่วยงานผู้ใช้ครู ทั้งสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน หรือ สพฐ. สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา และ กรุงเทพมหานครได้อย่างมีคุณภาพ</span></p>

<p><span style="color:#000000;">2. เมื่อสำเร็จการศึกษาและผ่านเกณฑ์แล้ว จะได้รับการบรรจุให้เข้ารับราชการครูในพื้นที่ภูมิลำเนา หรือพื้นที่อื่นตามความต้องการของหน่วยงานผู้ใช้ครู โดยมีเงื่อนไขต้องไม่ขอโยกย้ายเป็นระยะเวลา 5 ปี นับจากวันที่มีคำสั่งบรรจุเข้ารับราชการ</span></p>

<p><span style="color:#000000;"><strong>รัฐบาลให้ความสำคัญกับการปฏิรูประบบการผลิตครูและการพัฒนาคุณภาพการศึกษาขั้นพื้นฐานเป็นอย่างมาก</strong>&nbsp;โครงการผลิตครูเพื่อพัฒนาท้องถิ่น ระยะที่ 2 นอกจากจะช่วยแก้ปัญหาครูขาดแคลนในพื้นที่ห่างไกล ได้อย่างตรงจุดแล้ว ยังเป็นกลไกหลักในการสร้างครูยุคใหม่ที่มีสมรรถนะสูง พร้อมเปลี่ยนแปลงห้องเรียนและยกระดับขีดความสามารถของเยาวชนไทยให้ก้าวสู่ระดับสากลได้อย่างยั่งยืน</span></p>
]]></description>
<enclosure url='https://pscd.prd.go.th/th/file/get/file/2026052864261de24a59f991707cc257251f1ce6134247.jpg' type='image/jpg' length='90868' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[นายกฯ สั่งการทุกจังหวัดเตรียมพร้อมรับมือภัยแล้ง ฝนทิ้งช่วง บรรเทาความเดือดร้อนประชาชน “อุตุฯ เตือนฝนตกหนัก ถึง 21 พ.ค.]]></title>
<link>https://pscd.prd.go.th/th/content/category/detail/id/36/iid/504950</link>
<guid isPermaLink="false">b7916c99bcf24119c4f80a046b678204</guid>
<pubDate>Wed, 20 May 2026 13:01:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://pscd.prd.go.th/cms/s308/u2692/20-05-69/195493_1024x1024.jpg" style="width: 100%;" /></p>

<p>&nbsp;</p>

<p><span style="color:#000000;"><strong>คณะองคมนตรี ประกอบด้วย</strong>&nbsp;นายพลากร สุวรรณรัฐ พลอากาศเอก ชลิต พุกผาสุข พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา พลเอก ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ พลเอก ไพบูลย์ คุ้มฉายา พลเรือเอก พงษ์เทพ หนูเทพ พลเอก เฉลิมชัย สิทธิสาท พลอากาศเอก จอม รุ่งสว่าง และนายเศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ ร่วมสังเกตการณ์ ให้คำแนะนำและข้อห่วงใย ในการประชุมกองบัญชาการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ (บกปภ.ช.) เพื่อติดตามสถานการณ์และเตรียมการแก้ไขปัญหาภัยแล้ง ปี 2569 ซึ่งมี นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในฐานะผู้บัญชาการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ เป็นประธานการประชุม ผ่านระบบ Video Conference ร่วมกับผู้ว่าราชการจังหวัดทุกจังหวัด</span></p>

<p><span style="color:#000000;"><strong>คณะองคมนตรีได้ให้คำแนะนำและข้อห่วงใยในการบริหารจัดการน้ำและแก้ไขปัญหาภัยแล้งอย่างยั่งยืน</strong>&nbsp;โดยเน้นย้ำการน้อมนำแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มาเป็นกรอบในการวางแผนบริหารจัดการน้ำในระยะยาว พร้อมทั้งให้ความสำคัญกับการบูรณาการข้อมูลสารสนเทศ เพื่อกำหนดเป้าหมายและสื่อสารกับประชาชนให้เข้าใจถึงสถานการณ์อย่างชัดเจนและทันท่วงที ทั้งยังได้กำชับการเตรียมความพร้อมด้านเครื่องจักรกลและอากาศยาน ในการทำฝนหลวง การหารือร่วมกับหน่วยงานที่ดูแลพื้นที่ป่าไม้เพื่อแก้ปัญหาเส้นทางในการจัดทำแหล่งกักเก็บน้ำบนพื้นที่สูง ตลอดจนการจัดสรรน้ำให้เพียงพอต่อความต้องการในทุกภาคส่วน โดยคำนึงถึงน้ำเพื่อการอุปโภคบริโภคของประชาชนเป็นลำดับแรก ควบคู่การรักษาสมดุลของน้ำเพื่อรองรับภาคอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ ให้สามารถขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศอย่างต่อเนื่อง สำหรับด้านการเยียวยาและบรรเทาทุกข์ประชาชนได้ชื่นชมองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และผู้ว่าราชการจังหวัดที่เป็นกำลังหลักด่านหน้าในการเข้าถึงพื้นที่ โดยกำชับให้ดูแลกลุ่มเปราะบางอย่างใกล้ชิด พร้อมทั้งได้น้อมนำพระราชกระแสรับสั่งของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ที่ทรงห่วงใยพสกนิกรที่ประสบเหตุอุทกภัยในพื้นที่พัทลุงและนครศรีธรรมราชว่า &ldquo;อย่าให้ลูกหลานประชาชนของเราอดข้าวแม้แต่มื้อเดียว&rdquo; ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของโรงครัวพระราชทาน มาเป็นหลักยึดในการปฏิบัติงาน เพื่อให้ทุกหน่วยงานมีความพร้อมในการเข้าช่วยเหลือ จัดเตรียมอาหาร ชดเชยค่าเสียหาย และดูแลทั้งร่างกายและจิตใจของประชาชนในทุกวิกฤตภัยได้อย่างรวดเร็วและไม่ทอดทิ้งใครไว้ข้างหลัง</span></p>

<p><span style="color:#000000;"><strong>ขณะที่นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า</strong>&nbsp;รัฐบาลได้มีความห่วงใยต่อสถานการณ์ภัยพิบัติที่มีความรุนแรงและมีความถี่เกิดมากขึ้น และปัจจุบันประเทศไทยเริ่มเข้าสู่ฤดูฝนอย่างเป็นทางการแล้ว แต่จากการคาดการณ์พบว่าปีนี้จะมีปริมาณฝนน้อยกว่าปีที่ผ่านมา เนื่องจากแนวโน้มการเผชิญกับสภาวะเอลนีโญ ในช่วงเดือนพฤษภาคม &ndash; กรกฎาคม 2569 และอาจต่อเนื่องจนถึงปลายปี ซึ่งจะทำให้หลายจังหวัดมีพื้นที่เสี่ยงและได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ภัยแล้งและฝนทิ้งช่วง โดยทุกหน่วยงานต่างน้อมนำพระราชกระแสรับสั่งของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่พระราชทานผ่านคณะองคมนตรี เมื่อปี พ.ศ. 2560 ยึดถือเป็นแนวทางปฏิบัติในการเตรียมความพร้อมสถานการณ์จากภัยต่างๆ รวมถึงภัยแล้ง ได้แก่ 1. ติดตามสถานการณ์และเตรียมพร้อมป้องกันและแก้ไขปัญหาภัยพิบัติต่าง ๆ อย่างต่อเนื่อง 2. ปรับแผนเผชิญเหตุเป็นประจำให้สอดคล้องกับสภาพปัญหาในแต่ละพื้นที่ รวมถึงสอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศในปัจจุบัน และ 3. บูรณาการให้ความช่วยเหลือบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนอย่างรวดเร็วทันท่วงที เพื่อให้ประชาชนได้รับผลกระทบน้อยที่สุด</span></p>

<p><span style="color:#000000;"><strong>กองบัญชาการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ</strong>&nbsp;ได้ร่วมกับหน่วยงานต่างๆ เตรียมความพร้อมรับสถานการณ์ภัยแล้ง ด้วยการประสานการปฏิบัติกับหน่วยงานด้านการพยากรณ์ หน่วยงานบริหารจัดการน้ำ รวมถึงหน่วยงานทางวิชาการ เพื่อเฝ้าระวังติดตามสภาพอากาศ วิเคราะห์และประเมินสถานการณ์น้ำเป็นระยะอย่างต่อเนื่อง ซึ่งในระดับพื้นที่ได้กำชับให้ผู้ว่าราชการจังหวัดทุกจังหวัด เตรียมความพร้อมจัดทำแผนเผชิญเหตุภัยแล้ง ให้สอดคล้องกับสถานการณ์น้ำ สภาพความเสี่ยงภัยและความต้องการใช้น้ำต่างๆ ในพื้นที่ ประสานความร่วมมือจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้พร้อมช่วยเหลือประชาชน ทั้งเรื่องน้ำอุปโภคบริโภค และน้ำเพื่อการเกษตร พร้อมทั้งการใช้กลไกฝ่ายปกครองท้องถิ่นและท้องที่ร่วมสอดส่องดูแล สร้างการรับรู้ให้ประชาชนทราบถึงสถานการณ์ แนวทางการให้ความช่วยเหลือ และช่องทางการขอรับการช่วยเหลือของภาครัฐ</span></p>

<p><span style="color:#000000;"><strong>สำหรับพื้นที่ที่ยังไม่เกิดสถานการณ์</strong>&nbsp;ได้กำชับทุกจังหวัดป้องกันล่วงหน้า เช่น การสูบน้ำเข้าระบบประปาหมู่บ้าน การล้างบ่อบาดาล กำจัดสิ่งกีดขวางทางน้ำเพื่อเปิดทางน้ำ และเพิ่มปริมาณน้ำสำรองในพื้นที่ให้เพียงพอ ส่วนพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากภัยแล้งและฝนทิ้งช่วง ได้สั่งการให้จังหวัดดำเนินการตามแผนเผชิญเหตุ โดยให้ประสานการปฏิบัติอย่างใกล้ชิดร่วมกับทุกภาคส่วน ทั้งฝ่ายพลเรือน ทหาร และเอกชน เพื่อแก้ไขปัญหาและให้ความช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อนโดยเร่งด่วน และช่วยเหลือ เยียวยาให้เป็นไปด้วยความรวดเร็วและทั่วถึง เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชน ทั้งนี้สาธารณภัยเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นวงรอบเป็นประจำทุกปี และได้มีการถอดบทเรียน วางแผนและปรับแผนการดำเนินการ ก่อสร้างโครงการต่างๆ เพื่อให้การระบายน้ำ และการกักเก็บน้ำเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ในกรณีประสบภัย ได้เยียวยาให้กับประชาชนด้วยความรวดเร็ว แม้ว่าเงินที่เยียวยารายครัวเรือนจะเทียบไม่ได้กับความสูญเสียที่ประชาชนได้รับ แต่รัฐบาลเอาใจใส่ดูแลอย่างใกล้ชิด ประกอบกับการนำบทเรียนและประสบการณ์ต่างๆ ในการเผชิญเหตุเหล่านี้มาปรับปรุงแก้ไขและวางแผนในปีงบประมาณถัดไป โดยในช่วง 3 &ndash; 4 ปีที่ผ่านมา ได้จัดสรรงบประมาณช่วยเหลือเยียวยาภัยพิบัติทุกประเภท ทั้งอุทกภัย ภัยแล้ง และวิกฤตฝุ่น PM2.5 เป็นจำนวนเงินกว่า 40,000 ล้านบาทต่อปี แต่การเยียวยาก็ยังเป็นการแก้ไขปัญหาที่ปลายเหตุ จึงได้บูรณาการร่วมกับทุกภาคส่วนเพื่อปรับเปลี่ยนการใช้งบประมาณดังกล่าว มามุ่งเน้นการพัฒนาโครงการเชิงโครงสร้างที่ยั่งยืน อาทิ การสร้างทางระบายน้ำและแหล่งกักเก็บน้ำที่ถาวร เพื่อรองรับวัฏจักรของสาธารณภัยในแต่ละช่วงเวลา ซึ่งจะเป็นการบรรเทาความเดือดร้อนและสร้างความมั่นคงให้แก่ประชาชนได้อย่างยั่งยืนในระยะยาว</span></p>

<p><span style="color:#000000;"><strong>นายกรัฐมนตรียืนยันถึงความร่วมมือในการบูรณาการทำงานว่า</strong>&nbsp;ทุกครั้งที่เกิดภัยพิบัติ ไม่ว่าจะเป็นภัยธรรมชาติหรือภัย ใดๆ ทุกภาคส่วนได้ร่วมแรงร่วมใจและระดมสรรพกำลังเข้าช่วยเหลืออย่างเต็มกำลังความสามารถ รัฐบาลให้ความสำคัญและพร้อมสนับสนุนการดำเนินงานด้านสาธารณภัย ตลอดจนการรับมือในภาวะวิกฤตอย่างต่อเนื่อง เพื่อแก้ไขปัญหาและสร้างความปลอดภัยสูงสุดให้แก่ประชาชน โดยยึดหลักการสำคัญคือ ต้องดูแลประชาชนผู้ประสบภัยให้ได้รับความสะดวกสบาย มีอาหารและที่พักพิงอย่างเพียงพอ เสมือนได้พักอาศัยอยู่ในบ้านของตนเอง เพื่อไม่ให้ประชาชนรู้สึกสิ้นหวังหรือถูกทอดทิ้ง ดังเช่นที่ได้แสดงให้เห็นแล้วจากสถานการณ์อุทกภัยในจังหวัดสงขลา รัฐบาลได้ทุ่มเทแก้ไขปัญหาอย่างเต็มกำลัง จนสามารถนำพาประชาชนก้าวผ่านวิกฤตการณ์มาได้ ความสำเร็จนี้ล้วนเกิดจากการบูรณาการความร่วมมืออย่างเข้มแข็งของทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐและภาคเอกชนที่มีเป้าหมายสูงสุดร่วมกันคือการบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชน และขอนำคำแนะนำ ความห่วงใย และแนวทางการปฏิบัติงานของคณะองคมนตรี ไปเป็นแนวทางขับเคลื่อนงานต่างๆ ตลอดจนเป็นขวัญและกำลังใจ พร้อมทำหน้าที่เพื่อ &ldquo;บำบัดทุกข์ บำรุงสุข&rdquo; ประชาชนอย่างเต็มความสามารถ</span></p>

<p><span style="color:#000000;"><strong>นายธีรพัฒน์ คัชมาตย์ อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย</strong>&nbsp;กล่าวว่า กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ได้เตรียมการป้องกันและแก้ไขปัญหาภัยแล้ง โดยระดมกำลังเจ้าหน้าที่และเครื่องจักรกลสาธารณภัยจากศูนย์ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ทั้ง 18 เขตทั่วประเทศ ทั้งเครื่องสูบน้ำระยะไกล รถบรรทุกน้ำ รถขุดเจาะบ่อบาดาล รถขุดตัก ไฮดรอลิก และรถผลิตน้ำดื่ม เพื่อสนับสนุนภารกิจสูบน้ำเข้าแหล่งผลิตประปาหมู่บ้าน เจาะบ่อบาดาล แจกจ่ายน้ำให้ประชาชน กำจัดวัชพืชและสิ่งกีดขวางทางน้ำ ทำฝายเปียกเพื่อเพิ่มความชุ่มชื้นและป้องกันไฟป่า พร้อมเดินหน้าโครงการ &ldquo;มหาดไทยเติมน้ำ เติมสุข บำบัดทุกข์ คลายแล้ง ปี 2569&rdquo; สูบน้ำกลับเข้าแหล่งน้ำใน 18 จังหวัด ปริมาณรวม 1,997,691 ลูกบาศก์เมตร ครอบคลุมประชาชน 34,169 ครัวเรือน ซึ่งได้บูรณาการข้อมูลจากดาวเทียมและข้อมูลสารสนเทศเพื่อประเมินสถานการณ์ และแจ้งให้ทั้ง 76 จังหวัดเตรียมพร้อมรับมือและแก้ไขปัญหาภัยแล้งอย่างครอบคลุมต่อไป</span></p>

<p><span style="color:#000000;"><strong>นอกจากนี้ กรมอุตุนิยมวิทยา</strong>&nbsp;ยังได้ประกาศแจ้งเตือนฝนตกหนักถึงหนักมาก บริเวณภาคเหนือ ภาคตะวันออก เฉียงเหนือตอนบน ภาคกลาง ภาคตะวันออก และภาคใต้ฝั่งตะวันตก ถึงวันที่ 21 พฤษภาคม 2569 ขอให้ประชาชน ในบริเวณดังกล่าวระวังอันตรายจากฝนตกหนักถึงหนักมากและฝนที่ตกสะสม ซึ่งอาจทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลันและน้ำป่าไหลหลาก โดยเฉพาะพื้นที่ลาดเชิงเขาใกล้ทางน้ำไหลผ่านและพื้นที่ลุ่มไว้ด้วย สำหรับคลื่นลมบริเวณทะเลอันดามันและอ่าวไทยมีกำลังค่อนข้างแรง โดยทะเลอันดามันตอนบนตั้งแต่จังหวัดภูเก็ตขึ้นมามีคลื่นสูง 2 &ndash; 3 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงมากกว่า 3 เมตร ส่วนทะเลอันดามันตอนล่างตั้งแต่จังหวัดกระบี่ลงไป และอ่าวไทยตอนบนมีคลื่นสูงประมาณ 2 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงมากกว่า 2 เมตร ขอให้ชาวเรือในบริเวณดังกล่าวเดินเรือด้วยความระมัดระวังและหลีกเลี่ยงการเดินเรือในบริเวณที่มีฝนฟ้าคะนอง ส่วนเรือเล็กบริเวณทะเลอันดามันตอนบนควรงดออกจากฝั่ง</span></p>
]]></description>
<enclosure url='https://pscd.prd.go.th/th/file/get/file/20260520a7c77ce661777d5a4aab15f2c5ab7523160214.jpg' type='image/jpg' length='160581' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[ครม. อนุมัติ “ไทยช่วยไทยพลัส” บรรเทาภาระค่าครองชีพประชาชนกว่า 43 ล้านคน เริ่มลงทะเบียน 25 พ.ค.]]></title>
<link>https://pscd.prd.go.th/th/content/category/detail/id/36/iid/504913</link>
<guid isPermaLink="false">73cc2b750920da98eb17133c97cd17c7</guid>
<pubDate>Wed, 20 May 2026 12:25:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://pscd.prd.go.th/cms/s308/u2692/20-05-69/195491_1024x1024.jpg" style="width: 100%;" /></p>

<p>&nbsp;</p>

<p><span style="color:#000000;"><strong>นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย</strong>&nbsp;เป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรี ณ ทำเนียบรัฐบาล โดยคณะรัฐมนตรีได้มีมติอนุมัติโครงการ &ldquo;ไทยช่วยไทยพลัส&rdquo; กรอบวงเงินไม่เกิน 175,718.66 ล้านบาท ซึ่งอยู่ภายใต้กรอบวงเงินกู้ 200,000 ล้านบาท</span></p>

<p><span style="color:#000000;"><strong>ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง</strong>&nbsp;เปิดเผยว่า คณะรัฐมนตรีได้อนุมัติโครงการ &ldquo;ไทยช่วยไทย พลัส&rdquo; เพื่อช่วยประชาชนและผู้ประกอบการรายเล็กรับมือกับวิกฤตค่าครองชีพที่กำลังส่งผลกระทบเป็นระลอก จากต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้น สู่ต้นทุนสินค้าและบริการที่แพงขึ้น และอาจลุกลามไปสู่ภาวะกำลังซื้อหดตัว หากไม่เร่งดูแลอย่างทันท่วงที โครงการ &ldquo;ไทยช่วยไทย พลัส&rdquo; จึงออกแบบมาเพื่อประคับประคองประชาชนทุกกลุ่มที่ได้รับผลกระทบ ทั้งกลุ่มเปราะบางผ่านโครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ประชาชนทั่วไปผ่านโครงการ 60/40 ที่รัฐช่วยจ่าย 60% สำหรับค่าใช้จ่ายจำเป็นในชีวิตประจำวัน นอกจากนี้ยังเป็นการช่วยร้านค้ารายเล็กรายน้อยทั่วประเทศที่จะได้รับผลกระทบจากวิกฤตต้นทุนที่สูงขึ้น ช่วยต่อลมหายใจให้ธุรกิจเดินต่อได้ พร้อมทั้งเรียนรู้การค้าขายด้วยระบบดิจิทัลและ AI วิกฤตครั้งนี้ไม่ใช่เพียงเรื่องตัวเลขเศรษฐกิจ แต่คือวิกฤตต้นทุนและค่าครองชีพ ซึ่งส่งผลต่อกำลังซื้อหดหาย และอาจนำไปสู่การปิดตัวของธุรกิจรายเล็กที่ไม่มีสายป่านยาวพอและส่งผลต่อการจ้างงาน ทั้งหมดนี้จะกระทบต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจของคนไทยจำนวนมาก จึงต้องร่วมกันประคองกำลังซื้อ ลดภาระค่าครองชีพ และช่วยให้ประชาชน ร้านค้า และ SMEs ฝ่าวิกฤตครั้งนี้ไปด้วยกัน</span></p>

<p><span style="color:#000000;"><strong>โครงการ &ldquo;ไทยช่วยไทย พลัส&rdquo;</strong>&nbsp;จะมุ่งเน้น 1) ช่วยเหลือและบรรเทาผลกระทบให้กับประชาชนกลุ่มเปราะบางผ่านกลไกของบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ (บัตรฯ) และ 2) บรรเทาภาระค่าใช้จ่ายและประคับประคองกำลังซื้อภาคประชาชนรวมถึงช่วยเหลือผู้ค้าขายรายย่อยให้สามารถประกอบอาชีพได้อย่างต่อเนื่องเพื่อรักษาความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศอย่างจำเป็นรีบด่วนอันมิอาจหลีกเลี่ยงได้ โดยมีรายละเอียด ดังนี้</span></p>

<p><span style="color:#000000;"><strong>1. โครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ปี 2569 เพื่อดูแลกลุ่มเปราะบาง</strong></span></p>

<p><span style="color:#000000;">คณะรัฐมนตรีได้อนุมัติการจัดสรรงบประมาณให้แก่กองทุนประชารัฐสวัสดิการเพื่อเศรษฐกิจฐานรากและสังคม สำหรับโครงการสนับสนุนและช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยที่ลงทะเบียนในโครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ ตลอดปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 เพื่อให้ผู้มีบัตรฯ ได้รับสิทธิสวัสดิการแห่งรัฐอย่างต่อเนื่องในปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 สำหรับเป็นวงเงินค่าซื้อสินค้าอุปโภคบริโภค วงเงินส่วนลดค่าซื้อก๊าซหุงต้ม วงเงินค่าเดินทางผ่านระบบขนส่งสาธารณะ และวงเงินค่าไฟฟ้าและน้ำประปา รวมทั้งเป็นเบี้ยสวัสดิการเพิ่มเติมให้แก่คนพิการ และได้อนุมัติโครงการเพิ่มวงเงินสวัสดิการให้แก่ผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ปี 2569 เพื่อเป็นการช่วยเหลือและบรรเทาภาระค่าครองชีพจากวิกฤตพลังงานที่ส่งผลกระทบอย่างรวดเร็วและรุนแรงต่อความเชื่อมั่นและกำลังซื้อของกลุ่มผู้มีรายได้น้อยซึ่งเป็นกลุ่มเปราะบาง โดยผู้มีบัตรฯ จำนวนประมาณ 13.18 ล้านราย จะได้รับวงเงินเพิ่มอีกจำนวน 700 บาทต่อคนต่อเดือน เพิ่มเติมจากวงเงินที่ได้รับเดิมจำนวน 300 บาทต่อคนต่อเดือน รวม 1,000 บาทต่อเดือนเป็นระยะเวลา 4 เดือน ตั้งแต่เดือนมิถุนายน &ndash; กันยายน 2569 (กรณีมีวงเงินคงเหลือในเดือนใด จะไม่มีการสะสมไปในเดือนถัดไป)</span></p>

<p><span style="color:#000000;"><strong>กระทรวงการคลังจะเร่งรัดให้มีการดำเนินโครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐรอบใหม่</strong>เพื่อคัดกรองตามเกณฑ์คุณสมบัติที่กำหนดสำหรับผู้มีบัตรฯ เดิม พร้อมทั้งประสานกับกระทรวงมหาดไทยสำรวจกลุ่มคนชายขอบ ที่ตกหล่นให้ได้กลุ่มคนที่ถูกต้อง ตรงตามเป้าหมาย และสอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน</span></p>

<p><span style="color:#000000;"><strong>2. โครงการไทยช่วยไทย พลัส (60/40)</strong></span></p>

<p><span style="color:#000000;">มีวัตถุประสงค์เพื่อช่วยเหลือประชาชนซึ่งได้รับผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานจากสถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลาง โดยบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายและรักษากำลังซื้อของประชาชน รวมถึงช่วยให้ผู้ประกอบการร้านค้ามีรายได้จากการขายสินค้าและบริการเพื่อให้สามารถประกอบอาชีพหรือดำเนินธุรกิจได้อย่างต่อเนื่อง โดยภาครัฐให้การสนับสนุนเงินร่วมจ่ายค่าอาหาร เครื่องดื่ม สินค้า และบริการที่กำหนด ให้แก่ประชาชนผู้เข้าร่วมโครงการไทยช่วยไทย พลัส (60/40) เพื่อนำไปใช้จ่ายกับผู้ประกอบการร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการไทยช่วยไทย พลัส (60/40) โดยมีรายละเอียด ดังนี้</span></p>

<p><span style="color:#000000;"><strong>ระยะเวลาโครงการไทยช่วยไทย พลัส (60/40)</strong>&nbsp;ตั้งแต่วันที่ 25 พฤษภาคม &ndash; 30 กันยายน 2569</span></p>

<p><span style="color:#000000;"><strong>เปิดรับลงทะเบียนร้านค้า</strong></span></p>

<p><span style="color:#000000;">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; 1) กรณีเป็นผู้ประกอบการที่เคยเข้าร่วมโครงการคนละครึ่ง พลัส สามารถยืนยันสิทธิเพื่อเข้าร่วมโครงการไทยช่วยไทย พลัส (60/40) ผ่านแอปพลิเคชัน &ldquo;ถุงเงิน&rdquo; ได้ตั้งแต่วันที่ 25 พฤษภาคม &ndash; 30 กันยายน 2569</span></p>

<p><span style="color:#000000;">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; 2) กรณีเป็นผู้ประกอบการที่ไม่เคยเข้าร่วมโครงการคนละครึ่ง พลัส สามารถลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการไทยช่วยไทย พลัส (60/40) ผ่านสาขาของธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ได้ตั้งแต่วันที่ 25 พฤษภาคม &ndash; 31 กรกฎาคม 2569</span></p>

<p><span style="color:#000000;"><strong>เปิดรับลงทะเบียนประชาชน</strong>&nbsp;ตั้งแต่วันที่ 25 พฤษภาคม &ndash; 29 พฤษภาคม 2569 (เวลา 06.00 &ndash; 22.00 น.) จนกว่าจะครบจำนวน 30 ล้านคน</span></p>

<p><span style="color:#000000;">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ประชาชนผู้ได้รับสิทธิสามารถใช้สิทธิโครงการไทยช่วยไทย พลัส (60/40) ได้ตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน&nbsp; ถึง 30 กันยายน 2569 (เวลา 06.00 &ndash; 23.00 น.) โดยสามารถซื้ออาหาร เครื่องดื่ม สินค้าและบริการที่กำหนดจากร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการไทยช่วยไทย พลัส (60/40) สำหรับการซื้ออาหารหรือเครื่องดื่มผ่านผู้ให้บริการระบบขนส่งอาหาร (Food Delivery Platform) ที่ได้รับอนุมัติให้เข้าร่วมโครงการไทยช่วยไทย พลัส (60/40) ผ่านแอปพลิเคชัน &ldquo;เป๋าตัง&rdquo; สามารถใช้สิทธิได้ตั้งแต่วันที่ 15 มิถุนายน &ndash; 30 กันยายน 2569 (เวลา 06.00 &ndash; 21.00 น.)</span></p>

<p><span style="color:#000000;"><strong>กลุ่มเป้าหมาย</strong>&nbsp;ประชาชนจำนวนไม่เกิน 30 ล้านคน โดยมีคุณสมบัติ ดังนี้ 1) เป็นผู้มีสัญชาติไทย 2) มีอายุตั้งแต่ 18 ปีบริบูรณ์ขึ้นไป ณ วันที่ลงทะเบียน 3) มีบัตรประจำตัวประชาชน 4) ไม่เป็นผู้ที่ถูกระงับสิทธิหรือถูกเรียกเงินคืนในโครงการคนละครึ่งในอดีต ได้แก่ โครงการคนละครึ่ง โครงการคนละครึ่ง ระยะที่ 2 โครงการคนละครึ่ง ระยะที่ 3 โครงการคนละครึ่ง ระยะที่ 4 โครงการคนละครึ่ง ระยะที่ 5 โครงการคนละครึ่ง พลัส และไม่เป็นผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐตามฐานข้อมูลของกระทรวงการคลัง ณ วันที่ 18 พฤษภาคม 2569</span></p>

<p><span style="color:#000000;"><strong>การใช้จ่าย</strong>&nbsp;ภาครัฐสนับสนุนเงินร่วมจ่ายค่าอาหาร เครื่องดื่ม สินค้า และบริการที่กำหนด ในอัตราร้อยละ 60 แต่ไม่เกิน 200 บาทต่อคนต่อวัน และไม่เกิน 1,000 บาทต่อคนต่อเดือน ตั้งแต่เดือนมิถุนายน &ndash; กันยายน 2569 (4 เดือน) ทั้งนี้ กรณีมีวงเงินสิทธิเหลือในเดือนใด จะไม่ทบสิทธิไปในเดือนถัดไป ซึ่งประชาชนกลุ่มเป้าหมายสามารถใช้สิทธิในโครงการไทยช่วยไทย พลัส (60/40) ผ่านแอปพลิเคชัน &ldquo;เป๋าตัง&rdquo; เพื่อซื้ออาหาร เครื่องดื่ม สินค้า และบริการที่กำหนดจากร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการไทยช่วยไทย พลัส (60/40) หรือซื้ออาหารและเครื่องดื่มจากร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการไทยช่วยไทย พลัส (60/40) ผ่านผู้ให้บริการระบบขนส่งอาหาร (Food Delivery Platform) ที่ได้รับอนุมัติให้เข้าร่วมโครงการไทยช่วยไทย พลัส (60/40) โดยรับชำระเงินผ่านแอปพลิเคชัน &ldquo;ถุงเงิน&rdquo; ซึ่งกระทรวงการคลัง โดยกรมบัญชีกลางจะดำเนินการโอนเงินในส่วนที่ภาครัฐร่วมจ่ายให้แก่ร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการไทยช่วยไทย พลัส (60/40) ภายในระยะเวลาที่กำหนด</span></p>

<p><span style="color:#000000;"><strong>การดำเนินโครงการไทยช่วยไทย พลัส (60/40)&nbsp;</strong>จะเป็นการช่วยเหลือประชาชนซึ่งได้รับผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานจากสถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลาง โดยบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายและรักษากำลังซื้อของประชาชน รวมถึงช่วยให้ผู้ประกอบการร้านค้ามีรายได้จากการขายสินค้าและบริการเพื่อให้สามารถประกอบอาชีพหรือดำเนินธุรกิจได้อย่างต่อเนื่อง อีกทั้ง จะช่วยสนับสนุนให้ประชาชนสามารถบริหารจัดการค่าใช้จ่ายและสภาพคล่องได้อย่างเหมาะสมในช่วงที่ค่าครองชีพอยู่ในระดับสูง และช่วยรักษาการบริโภคและกิจกรรมทางเศรษฐกิจในภาพรวมของประเทศ</span></p>

<p><span style="color:#000000;"><strong>นอกจากนี้ ร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการไทยช่วยไทย พลัส</strong>&nbsp;(60/40) ยังจะได้มีการพัฒนาความรู้และทักษะที่จำเป็น ผ่านแอปพลิเคชัน &ldquo;ถุงเงิน&rdquo; โดยการนำปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence: AI) เข้ามาวิเคราะห์ธุรกิจ เช่น การบริหารจัดการต้นทุน การบริหารจัดการสินค้าคงคลังและสภาพคล่องหมุนเวียน การวิเคราะห์ยอดขายตามช่วงเวลา เพื่อให้ผู้ประกอบการร้านค้าได้เรียนรู้ทักษะใหม่และเพิ่มทักษะที่จำเป็นต่อธุรกิจ ซึ่งเป็นการสนับสนุนการเข้าถึงองค์ความรู้และเทคโนโลยี รวมถึงสนับสนุนการจัดเก็บข้อมูลรายได้รายจ่ายเพื่อใช้ประกอบการเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้</span></p>
]]></description>
<enclosure url='https://pscd.prd.go.th/th/file/get/file/2026052099f26cec13d9ed492488c0c2418237ca152610.jpg' type='image/jpg' length='142639' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[“อุตุฯ” ประกาศไทยเข้าฤดูฝน 15 พ.ค. “มหาดไทย” สั่งผู้ว่าฯ 54 จังหวัด รับมือน้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก 15 – 18 พ.ค. ช่วยเหลือประชาชน 24 ชม.]]></title>
<link>https://pscd.prd.go.th/th/content/category/detail/id/36/iid/503378</link>
<guid isPermaLink="false">d8e3d2c57fbabebc636a6849982cac33</guid>
<pubDate>Fri, 15 May 2026 12:53:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://pscd.prd.go.th/cms/s308/u2692/15-05-69/194348_1024x1024.jpg" style="width: 100%;" /></p>

<p>&nbsp;</p>

<p><span style="color:#000000;"><strong>ดร.สุกันยาณี ยะวิญชาญ อธิบดีกรมอุตุนิยมวิทยา</strong>&nbsp;เปิดเผยว่า ประเทศไทยเข้าสู่ฤดูฝนอย่างเป็นทางการ ตั้งแต่วันที่ 15 พฤษภาคม 2569 หลังจากตรวจพบว่าองค์ประกอบทางอุตุนิยมวิทยาเป็นไปตามเกณฑ์การเข้าสู่ฤดูฝนของประเทศไทย ประกอบด้วย ประเทศไทยตอนบนมีฝนตกครอบคลุมมากกว่าร้อยละ 60 ของพื้นที่ ลมระดับล่างเปลี่ยนทิศเป็นลมตะวันตกเฉียงใต้ และลมระดับบนเปลี่ยนทิศเป็นลมฝ่ายตะวันออก โดยฤดูฝนของประเทศไทยเริ่มจากตอนบนต่อเนื่องไปจนถึงประมาณกลางเดือนตุลาคม ส่วนภาคใต้ฝั่งตะวันออกจะยังคงมีฝนตกต่อเนื่องไปจนถึงเดือนธันวาคม 2569 สำหรับภาพรวมฤดูฝนปีนี้คาดว่าปริมาณฝนรวมของประเทศจะน้อยกว่าปี 2568 และต่ำกว่าค่าเฉลี่ยปกติประมาณร้อยละ 10 โดยช่วงกลางเดือนพฤษภาคมถึงกลางเดือนมิถุนายน ฝนจะเริ่มเพิ่มขึ้นและตกต่อเนื่องมากขึ้น โดยเฉพาะภาคตะวันออกและภาคใต้ฝั่งตะวันตกที่มีโอกาสเกิดฝนตกหนักบางแห่ง จากนั้นในช่วงปลายเดือนมิถุนายนถึงต้นเดือนกรกฎาคม ปริมาณฝนและการกระจายตัวของฝนอาจลดลง ทำให้หลายพื้นที่มีโอกาสเกิดฝนทิ้งช่วง โดยเฉพาะพื้นที่นอกเขตชลประทาน ก่อนที่ฝนจะกลับมาตกชุกหนาแน่นอีกครั้งในช่วงเดือนสิงหาคม &ndash; กันยายน ซึ่งเป็นช่วงที่ต้องเฝ้าระวังฝนตกหนัก น้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก และน้ำล้นตลิ่งในหลายพื้นที่</span></p>

<p><span style="color:#000000;"><strong>ขณะเดียวกันยังได้ติดตามสถานการณ์ปรากฏการณ์เอลนีโญ-ลานีญา</strong>&nbsp;หรือ ENSO อย่างใกล้ชิด โดยปัจจุบัน<br />
ยังอยู่ในสภาวะเป็นกลาง (ENSO Neutral) แต่มีแนวโน้มเปลี่ยนเข้าสู่สภาวะเอลนีโญในช่วงครึ่งหลังของปี ซึ่งอาจส่งผลให้ประเทศไทยมีปริมาณฝนน้อยกว่าค่าปกติ และอุณหภูมิสูงกว่าค่าปกติเล็กน้อย แม้ว่าภาพรวมปริมาณฝนทั้งปีจะมีแนวโน้มน้อยกว่าปกติ แต่ยังคงต้องเฝ้าระวังฝนตกหนักเป็นระยะจากอิทธิพลของมรสุมและหย่อมความกดอากาศต่ำ ซึ่งอาจส่งผลให้เกิดน้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก และกระทบต่อพื้นที่การเกษตรในหลายพื้นที่ ส่วนแนวโน้มพายุหมุนเขตร้อนปีนี้ คาดว่าอาจมีพายุเคลื่อนเข้าสู่ประเทศไทยหรือส่งผลกระทบประมาณ 1&ndash;2 ลูก โดยมีแนวโน้มเกิดขึ้นในช่วงเดือนสิงหาคม &ndash; กันยายน และอาจส่งผลกระทบต่อบริเวณภาคเหนือและภาคตะวันออก เฉียงเหนือเป็นหลัก โดยกรมอุตุนิยมวิทยาได้เปิด &ldquo;ศูนย์ติดตามฝนตกหนักบริเวณประเทศไทย และคลื่นลมแรงบริเวณทะเลอันดามัน&rdquo; เพื่อติดตาม วิเคราะห์ และประเมินสถานการณ์อากาศอย่างใกล้ชิด</span></p>

<p><span style="color:#000000;"><strong>ในช่วงวันที่ 15-18 พฤษภาคม 2569</strong>&nbsp;แจ้งเตือนประชาชน บริเวณภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง ภาคตะวันออก และภาคใต้ ขอให้ระวังอันตรายจากฝนตกหนักถึงหนักมากและฝนที่ตกสะสมซึ่งอาจทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลันและน้ำป่าไหลหลาก และเฝ้าระวังผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อพืชผลทางการเกษตร ทะเลอันดามันและอ่าวไทยจะมีคลื่นลมแรง โดยทะเลอันดามันมีคลื่นสูง 2&ndash;3 เมตร และบริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงมากกว่า 3 เมตร ประชาชนในพื้นที่เสี่ยงควรเฝ้าระวังน้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก โดยเฉพาะพื้นที่ลาดเชิงเขาและพื้นที่ลุ่มต่ำ ส่วนชาวเรือควรเดินเรือด้วยความระมัดระวัง และเรือเล็กบริเวณทะเลอันดามันควรงดออกจากฝั่งในช่วงวันดังกล่าว</span></p>

<p><span style="color:#000000;"><strong>ด้านนายเจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย</strong>&nbsp;เป็นประธานการประชุมติดตามการคาดการณ์สภาวะอากาศ และพื้นที่เสี่ยงเกิดน้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก น้ำท่วมขังและดินโคลนถล่ม พร้อมด้วย นายธีรพัฒน์ คัชมาตย์ อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ กรมอุตุนิยมวิทยา สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ กรมทรัพยากรธรณี กรมทรัพยากรน้ำ สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน)</span></p>

<p><span style="color:#000000;"><strong>นายเจเศรษฐ์ กล่าวว่า</strong>&nbsp;นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในฐานะผู้บัญชาการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ ได้มีข้อสั่งการให้กระทรวงมหาดไทยโดยกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย สั่งการไปยังผู้ว่าราชการจังหวัด 54 จังหวัด ได้แก่ ภาคเหนือ 17 จังหวัด : แม่ฮ่องสอน เชียงใหม่ เชียงราย ลำพูน ลำปาง พะเยา แพร่ น่าน อุตรดิตถ์ ตาก สุโขทัย กำแพงเพชร พิษณุโลก พิจิตร เพชรบูรณ์ นครสวรรค์ และอุทัยธานี ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 12 จังหวัด : เลย หนองคาย บึงกาฬ อุดรธานี สกลนคร นครพนม ชัยภูมิ มุกดาหาร อำนาจเจริญ นครราชสีมา ศรีสะเกษ และอุบลราชธานี ภาคกลาง 11 จังหวัด : กาญจนบุรี ราชบุรี สุพรรณบุรี นครนายก ปราจีนบุรี ชลบุรี ระยอง จันทบุรี ตราด เพชรบุรี และประจวบคีรีขันธ์ ภาคใต้ 14 จังหวัด : ชุมพร สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช พัทลุง สงขลา ปัตตานี ยะลา นราธิวาส ระนอง พังงา ภูเก็ต กระบี่ ตรัง และสตูล โดยผู้ว่าราชการจังหวัด ในฐานะผู้อำนวยการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัด<br />
ให้ดำเนินมาตรการเตรียมความพร้อมรับมือสถานการณ์ฝนตกหนัก น้ำป่าไหลหลาก น้ำท่วมฉับพลัน น้ำท่วมขัง และคลื่นลมแรง ที่อาจเกิดขึ้นและส่งผลกระทบต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนในพื้นที่เสี่ยงภัยอุทกภัยในช่วงฤดูฝน ปี 2569 ตามแผนป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ และแผนเผชิญเหตุที่ได้มีการซักซ้อมไว้ ให้จังหวัดตรวจสอบพื้นที่เขตชุมชน พื้นที่สำคัญทางเศรษฐกิจ และเส้นทางคมนาคมที่มักเกิดปัญหาน้ำท่วมขังเมื่อฝนตกหนัก เร่งเปิดทางน้ำ กำจัดสิ่งกีดขวางทางน้ำในลำน้ำคูคลอง เพื่อรองรับปริมาณน้ำฝน และเพิ่มอัตราการระบายน้ำให้รวดเร็วยิ่งขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในพื้นที่ชุมชนและเขตเศรษฐกิจที่มีลักษณะคูเชื่อมแหล่งน้ำสาธารณะที่เชื่อมโยงกับทางน้ำหลัก เพื่อขยายพื้นที่ในการรองรับและลำเลียงน้ำลงสู่แม่น้ำสายต่างๆ ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ และเตรียมความพร้อมบุคลากร วัสดุ อุปกรณ์ เครื่องจักรกลสาธารณภัย ใช้ในการเผชิญเหตุให้เหมาะสมกับสภาพพื้นที่เสี่ยงภัยในแต่ละเขตพื้นที่ และติดตั้งเครื่องจักรกลฯ ในพื้นที่เสี่ยงภัยล่วงหน้า เตรียมแผนสำรองในการบูรณาการร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อรองรับการแก้ไขปัญหากรณีฉุกเฉินอื่นๆ พร้อมทั้งให้สร้างการรับรู้ความเข้าใจกับประชาชนเกี่ยวกับแนวทางในการปฏิบัติเพื่อป้องกันเหตุที่เกิดขึ้นจากสถานการณ์อุทกภัย ดินโคลนถล่มหรือวาตภัย ซึ่งมักก่อให้เกิดความสูญเสียต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน ทั้งการยกอุปกรณ์ไฟฟ้าขึ้นที่สูง การตัดกระแสไฟฟ้าในพื้นที่ที่น้ำท่วมถึง และสายด่วนรับแจ้งเหตุหรือขอรับความช่วยเหลือจากเจ้าหน้าที่ทางเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นและเจ้าหน้าที่ของจังหวัด ผ่านสายด่วนนิรภัย 1784 โดยกำชับเจ้าหน้าที่สแตนด์บายรับสายและประสานบูรณาการหน่วยที่เกี่ยวข้องเข้าให้ความช่วยเหลือประชาชนตลอด 24 ชั่วโมง และขอให้ประชาชนเชื่อฟังคำแนะนำจากเจ้าหน้าที่และข้อปฏิบัติตามคำแนะนำของภาครัฐ เพื่อป้องกันความสูญเสียและผลกระทบต่อชีวิตและทรัพย์สิน ของประชาชน</span></p>

<p><span style="color:#000000;"><strong>สำหรับพื้นที่ที่มีน้ำท่วมขัง</strong>&nbsp;ให้อำเภอและท้องถิ่นจัดเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง ผู้นำชุมชน อปพร. และจิตอาสา ร่วมตรวจตรา เฝ้าระวังพื้นที่เสี่ยงภัย โดยเฉพาะในเขตชุมชน สถานศึกษา และคอยให้ความช่วยเหลือ แจ้งเตือนประชาชนที่สัญจรผ่านบริเวณดังกล่าว และให้เตรียมแผนสำรองในการบูรณาการร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค สถานีตำรวจ หน่วยทหาร ประชาชนจิตอาสา เพื่อรองรับการแก้ไขปัญหากรณีฉุกเฉินอื่นๆ อาทิ กรณีเกิดฝนตกหนักจนส่งผลให้ไฟฟ้าดับ เครื่องสูบน้ำเกิดการขัดข้องในชั่วโมงเร่งด่วน</span></p>

<p><span style="color:#000000;"><strong>นายธีรพัฒน์ คัชมาตย์ อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย</strong>&nbsp;เน้นย้ำว่า การเตรียมความพร้อมรับสถานการณ์อุทกภัยในช่วงฤดูฝน ปี 2569 ได้ให้ศูนย์ ปภ. เขต ซึ่งตั้งอยู่ครอบคลุมในทุกภูมิภาคทั่วประเทศ เตรียมพร้อมสนับสนุนเครื่องจักรกลสาธารณภัยแก่จังหวัดให้ทั่วถึง โดยให้วางแผนติดตั้งเครื่องจักรกลด้านอุทกภัยในพื้นที่เสี่ยงเป็นการล่วงหน้าให้เหมาะกับสภาพความเสี่ยงของพื้นที่ อาทิ เครื่องสูบน้ำสมรรถนะสูง เรือท้องแบน และร่วมกับจังหวัดเฝ้าระวังติดตามสภาพอากาศ สถานการณ์น้ำอย่างใกล้ชิด เพื่อวางแผนการสนับสนุนการปฏิบัติงานในการเผชิญเหตุให้สอดคล้องกับสถานการณ์และลดผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับประชาชนให้ได้มากที่สุด</span></p>
]]></description>
<enclosure url='https://pscd.prd.go.th/th/file/get/file/202605152cd3941549282e5ffd12e398371ae2f3135417.jpg' type='image/jpg' length='137039' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[นายกฯ ลงพื้นที่เกาะพะงัน-หาดฟรีด้อม เร่งปราบนอมินีต่างชาติ บุกรุกพื้นที่สาธารณะ ใช้กฎหมายเด็ดขาด คุ้มครองผลประโยชน์ประชาชน]]></title>
<link>https://pscd.prd.go.th/th/content/category/detail/id/36/iid/503054</link>
<guid isPermaLink="false">fea9788c7a2bedf06c9a48a5cf4c2ed1</guid>
<pubDate>Thu, 14 May 2026 12:40:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://pscd.prd.go.th/cms/s308/u2692/14-05-69/194075_1024x1024.jpg" style="width: 100%;" /></p>

<p>&nbsp;</p>

<p><span style="color:#000000;"><strong>นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย</strong>&nbsp;พร้อมด้วยนายสุชาติ ชมกลิ่น รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม นำคณะลงพื้นที่หนึ่งในจุดที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ได้ระดมกำลังเข้าตรวจค้นเป้าหมายชาวต่างชาติลักลอบครอบครองอสังหาริมทรัพย์ วิลล่าหรู ตำบลโฉลกหลำ อำเภอเกาะพะงัน จังหวัดสุราษฎร์ธานี นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า การนำคณะลงพื้นที่ครั้งนี้ เรื่องที่สำคัญ คือ การแก้ปัญหานอมินี โดยกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และกรมที่ดิน กระทรวงมหาดไทย จะดำเนินการตามขั้นตอนกฎหมาย ซึ่งตามกฎหมายชาวต่างชาติสามารถถือหุ้นในบริษัทที่จดทะเบียนในประเทศไทยได้ไม่เกิน 49% และต้องมีคนไทยถือหุ้นอย่างน้อย 51% แต่ปัจจุบันพบว่ามีบางกรณีที่ใช้คนไทยถือหุ้นแทน หรือเปิดหลายบริษัทเพื่อให้ดูเหมือนว่าเป็นบริษัทของคนไทย ทั้งที่ในความเป็นจริง ชาวต่างชาติเป็นผู้ควบคุม บริหาร และตัดสินใจดำเนินธุรกิจทั้งหมด ซึ่งถือเป็นการกระทำที่ขัดต่อเจตนารมณ์ของกฎหมายไทย เช่น กรณีบุคคลคนเดียวมีชื่อเป็นเจ้าของบริษัทกว่า 200 แห่ง คือ การนำบริษัทมาขายเพื่อให้คนต่างชาติไปประกอบธุรกิจ เรื่องนี้สามารถดำเนินคดีได้ ตำรวจจะต้องไปตรวจสอบดูที่มาของเงินว่าเป็นการฟอกเงิน เพื่อเปลี่ยนเป็นที่ดินที่ต่างชาติสามารถถือครองได้หรือไม่ ซึ่งต้องเร่งสกัดกั้นไม่ให้สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้น</span></p>

<p><span style="color:#000000;"><strong>นายกรัฐมนตรี พร้อมคณะ</strong>&nbsp;ยังได้เดินทางไปยังโรงเรียนเกาะพะงันศึกษา เพื่อติดตามการแก้ไขปัญหาการประกอบธุรกิจของชาวต่างชาติในพื้นที่ พร้อมพบปะประชาชน โดยกล่าวว่า การลงพื้นที่เกาะพะงันครั้งนี้เป็นครั้งแรก เพื่อติดตามและจัดการกับการกระทำผิดกฎหมายที่ส่งผลกระทบต่อชาวเกาะพะงัน รวมถึงเดินหน้าจัดระเบียบให้เกิดความเรียบร้อย เพื่อให้ประชาชนสามารถประกอบอาชีพได้อย่างเป็นธรรม และทำให้เกาะพะงันเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่น่าอยู่ น่าเที่ยว ดึงดูดนักท่องเที่ยวให้เข้ามาใช้จ่ายและสร้างรายได้แก่ชุมชน ทั้งนี้นักท่องเที่ยวชาวต่างชาติที่เดินทางมา ต้องมาด้วยเจตนาที่ดี เพื่อการท่องเที่ยว พักผ่อน ปฏิบัติตามกฎหมาย รักษาสภาพแวดล้อม ชายหาดยังต้องมีความสวยงาม ประชาชนต้องไม่ยอม และห้ามยอมให้ใครมายึดครอง เพราะพื้นที่ชายหาดถือเป็นสมบัติสาธารณะของประชาชนทุกคน ไม่มีสิทธิ์ปิดชายหาด เราจึงต้องช่วยกันสอดส่องดูแล ไม่ใช่เอาเปรียบหรือช่วงชิงอาชีพของประชาชนในพื้นที่ พร้อมย้ำว่า รัฐบาลรับทราบถึงปัญหาและความเดือดร้อนของประชาชน และจะเดินหน้าแก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง ส่วนพื้นที่ที่มีการจัดโซนแล้วว่าสามารถทำเป็นห้อง เป็นจุดจัดร้าน ไม่เดือดร้อน ไม่ทำให้ธรรมชาติเสียหาย กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม มีหลักในการผ่อนปรนอยู่ ซึ่งสามารถร่วมมือกับท้องถิ่น ทั้งเทศบาล องค์การบริหารส่วนตำบล ที่จะจัดสรรพื้นที่ให้กับประชาชนได้ทำกิน และการจัดสรรเหล่านี้ต้องตกไปถึงคนไทยโดยตรง ไม่ใช่ไปจัดสรรให้คนใดคนหนึ่ง กลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง หรือบริษัทใดบริษัทหนึ่งมาถือครอง แล้วนำมาแบ่งให้กับประชาชนถือเป็นสิ่งที่ผิดวัตถุประสงค์ ยืนยันจะไม่ให้เกิดขึ้น</span></p>

<p><span style="color:#000000;"><strong>ทั้งนี้ความเดือดร้อนของชาวอำเภอเกาะสมุยและเกาะพะงัน คือ</strong>&nbsp;ความเดือดร้อนของรัฐบาลด้วย ขอให้ประชาชนไม่ต้องกังวล ยืนยันว่าจะดำเนินการให้เกาะพะงันมีสาธารณูปโภคที่ดีที่สุด สร้างงาน สร้างรายได้ สร้างโอกาสให้คนในพื้นที่มากที่สุด นอกจากนี้ รัฐบาลจะดูแลเรื่องแหล่งน้ำ ซึ่งทราบปัญหาว่า ใน 1 ปี จะเดือดร้อนประมาณ 3 เดือน ขณะนี้กำลังทำเรื่องอ่างเก็บน้ำ ให้พอเพียงกับประชาชนได้ใช้อุปโภคบริโภคและให้บริการกับนักท่องเที่ยว</span></p>

<p><span style="color:#000000;"><strong>อย่างไรก็ตามจากการได้มาลงพื้นที่ครั้งนี้ทำให้เห็นว่า</strong>&nbsp;ที่นี่เป็นชุมชน มีประชาชนอยู่จำนวนมาก มีโรงเรียนจนถึงมัธยมปลาย จึงต้องพัฒนาให้คนมีคุณภาพชีวิตที่ดี เพื่อจะได้ร่วมกันพัฒนาพื้นที่เกาะพะงันแห่งนี้ให้ยืนอยู่ได้ด้วยตัวเองได้ดีขึ้น และมีสิ่งอำนวยความสะดวกทั้งหลายครบครัน เพื่อให้ได้ใช้ชีวิตอย่างมีความสุข รวมถึงเรื่องพลังงาน ที่ในอนาคตรูปแบบการใช้พลังงานเปลี่ยนไป ต้องสร้างการพึ่งพาตนเองให้มากที่สุด ปรับเปลี่ยนการใช้ยานพาหนะที่เหมาะสมกับวิถีชีวิต ซึ่งรัฐบาลมีโครงการจัดทำ Solar Rooftop ให้กับชุมชนและประชาชนผลิตไฟฟ้าใช้เอง หากเหลือใช้ให้ขายคืนให้การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค เป็นรายได้แก่ครอบครัว หากสามารถทำได้เร็ว เกาะพะงันจะเป็นเกาะที่ปลอดมลพิษ จะรักษาประมงพื้นบ้านและธุรกิจที่ไม่ก่อมลพิษ ส่งผลให้คุณภาพชีวิตประชาชนดีขึ้น และหากทำแล้วจะต้องนำไปขยายผลว่าสามารถใช้ Sandbox นี้มาทำเป็นตัวอย่าง ขยายการแก้ปัญหาในรูปแบบนี้ออกไปในหลายพื้นที่หลายจังหวัด ทั้งภูเก็ต พังงา ชลบุรี ระยอง แม้กระทั่งเชียงใหม่ เชียงราย ที่เจอทั้งเรื่องบุกรุกที่ เข้ามาครอบครอง แบ่งเช่า โดยผู้มีอิทธิพล ยืนยันว่าจะแก้ให้หมดสิ้นไป เพื่อความผาสุกของสังคม และความสุขของประชาชนทุกคน</span></p>

<p><span style="color:#000000;"><strong>ขณะที่จังหวัดสุราษฎร์ธานีได้ดำเนิน 3 มาตรการหลัก</strong>&nbsp;ได้แก่ 1. มาตรการด้านการตรวจสอบการถือครองกรรมสิทธิ์ที่ดิน และสิ่งปลูกสร้าง และการประกอบธุรกิจของบุคคลต่างด้าว โดยได้ดำเนินตรวจสอบการถือกรรมสิทธิ์หรือสิทธิการถือครองที่ดินของบุคคลที่มีสัญชาติไทย ที่เข้าข่ายเป็นการถือครองแทนบุคคลต่างด้าวหรือนิติบุคคลต่างด้าวในลักษณะอำพราง หรือ นอมินี 2. มาตรการด้านการรักษาความมั่นคงภายในและความสงบเรียบร้อย ได้ตรวจสอบพฤติกรรมบุคคลต่างด้าวที่อาจกระทบต่อความสงบเรียบร้อย ป้องกันและแก้ไขปัญหาบุคคลต่างด้าวที่เข้าเมืองโดยมิชอบด้วยกฎหมาย และตรวจสอบการประกอบกิจกรรมที่ขัดต่อกฎหมาย ความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรม 3. มาตรการด้านการตรวจสอบการเข้ามาในราชอาณาจักรของบุคคลต่างด้าว ได้ตรวจสอบการเดินทางเข้าหรือออกราชอาณาจักรของบุคคลต่างด้าวให้เป็นไปตามที่กฎหมายกำหนด</span></p>

<p><span style="color:#000000;"><strong>นายกรัฐมนตรี ได้ขอความร่วมมือจากทุกภาคส่วน</strong>&nbsp;หากพบการกระทำผิดกฎหมายหรือพฤติกรรมที่สร้างความเสียหายต่อพื้นที่ ขอให้แจ้งเบาะแสต่อเจ้าหน้าที่โดยไม่ต้องเกรงกลัว ย้ำว่า ประชาชนในพื้นที่คือผู้ที่หวงแหนและรักเกาะพะงันมากที่สุด รัฐบาลจึงมีหน้าที่ดูแลและรักษาผลประโยชน์ของประชาชน ควบคู่กับการพัฒนาเกาะพะงันให้เป็นเมืองท่องเที่ยวคุณภาพ และเป็นต้นแบบการบริหารจัดการพื้นที่ท่องเที่ยวที่สามารถขยายผลไปยังพื้นที่อื่นทั่วประเทศได้ต่อไป</span></p>

<p><span style="color:#000000;"><strong>นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรี</strong>&nbsp;ยังได้ลงพื้นที่ติดตามความคืบหน้าการปราบปรามขบวนการบุกรุกพื้นที่ป่า บริเวณพื้นที่ใกล้หาดฟรีด้อม ตำบลกะรน อำเภอเมืองภูเก็ต จังหวัดภูเก็ต ซึ่งถือเป็นพื้นที่ป่าต้นน้ำสำคัญ โดยได้มอบนโยบายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งรัดกระบวนการทางกฎหมายเพื่อดำเนินคดีกับผู้กระทำความผิด พร้อมทั้งกำชับให้บูรณาการความร่วมมือเฝ้าระวังและปกป้องทรัพยากรป่าไม้ ซึ่งคดีบุกรุกพื้นที่สาธารณะบริเวณหาดฟรีด้อม ได้สืบสวนสอบสวนเสร็จแล้ว และสามารถจับกุมผู้ต้องหาได้แล้ว ทั้งนี้ได้แสดงความเสียใจและขออภัยประชาชนที่ลงพื้นที่ล่าช้าจนทำให้ได้รับผลกระทบ ยืนยันว่าได้กำชับหน่วยงานให้เร่งแก้ไขปัญหาอย่างจริงจังและเฝ้าระวังไม่ให้เกิดผลกระทบในอนาคต ควบคู่กับการมอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องรวบรวมข้อมูลเพื่อวางแผนบริหารจัดการและกำหนดทิศทางการบริหารจัดการหาดฟรีด้อมอย่างเป็นระบบ คุ้มครองสิทธิของประชาชนและสร้างความเชื่อมั่นด้านความปลอดภัย อีกทั้งย้ำว่ารับทราบปัญหาทุกอย่างแล้วพร้อมเดินหน้าเร่งแก้ไขปัญหาทุกเรื่องโดยเร็ว โดยได้กำชับฝ่ายความมั่นคง และฝ่ายปกครอง คุ้มครองความปลอดภัยของประชาชนทุกคน ให้ประชาชนได้ใช้ชีวิตทำมาหากินตามปกติ และขอให้ประชาชนเชื่อมั่นในการดำเนินการของรัฐบาลในการแก้ไขปัญหาให้กับประชาชน</span></p>

<p><span style="color:#000000;"><strong>สำหรับผลการปฏิบัติงานของหน่วยงานฝ่ายปกครอง ตำรวจ กรมป่าไม้ และหน่วยงานด้านความมั่นคง&nbsp;</strong>ตามข้อร้องเรียนบริเวณหาดฟรีด้อมและพื้นที่คาบเกี่ยวตำบลป่าตอง อำเภอกะทู้ พบว่ามีการบุกรุกทำลายทรัพยากรธรรมชาติอย่างต่อเนื่อง โดยเจ้าหน้าที่สามารถตรวจยึดและร้องทุกข์กล่าวโทษรวมทั้งสิ้น 23 คดี คิดเป็นเนื้อที่ความเสียหายกว่า 57 ไร่ และจับกุมผู้ต้องหาได้แล้วจำนวน 17 ราย</span></p>
]]></description>
<enclosure url='https://pscd.prd.go.th/th/file/get/file/202605144bdd21d10b2b18cfeedcd15919e10250154106.jpg' type='image/jpg' length='173053' />
</item>
</channel>
</rss>
