<?xml version='1.0' encoding='UTF-8' ?>
<rss version='2.0' xmlns:atom='http://www.w3.org/2005/Atom'>
<channel>
<title><![CDATA[20 กระทรวง]]></title>
<link>https://pscd.prd.go.th/th/content/category/index/id/36</link>
<atom:link href="https://pscd.prd.go.th/th/content/category/index/id/36" rel="self" type="application/rss+xml" />
<description><![CDATA[-]]></description>
<item>
<title><![CDATA[“ศึกษา – แรงงาน” เร่งพัฒนา “ทุนมนุษย์” ยกระดับการศึกษา พัฒนาทักษะที่ตลาดแรงงานต้องการ]]></title>
<link>https://pscd.prd.go.th/th/content/category/detail/id/36/iid/528118</link>
<guid isPermaLink="false">e2fa41b52d80fbc3da3e70f2566cf8a1</guid>
<pubDate>Mon, 03 Aug 2026 08:32:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://pscd.prd.go.th/cms/s308/u2692/3-08-69/229543_1024x1024.jpg" style="width: 100%;" /></p>

<p>&nbsp;</p>

<p><strong>หลังจากการเปิดงาน &ldquo;THAILAND&sup2; ยกกำลังประเทศไทย ยกระดับทุนมนุษย์&rdquo;</strong>&nbsp;เมื่อวันที่ 21 กรกฎาคม 2569 ที่มุ่งเน้นการลงทุนกับสิ่งที่มีค่าที่สุดคือคนไทย เปิดโอกาสให้คนทุกช่วงวัยเข้าถึงการศึกษา การพัฒนาทักษะแบบ Upskill และ Reskill เพื่อให้ประชาชนสามารถปรับตัวพร้อมรับการเปลี่ยนแปลงของโลกในอนาคต และการเติบโตทางเศรษฐกิจ ซึ่งเป็นการผนึกกำลังของ 5 กระทรวง ได้แก่ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมกระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงแรงงาน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์</p>

<p><strong>สำหรับด้านการศึกษาและแรงงาน</strong>&nbsp;ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ได้มอบหมายให้สถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ หารือร่วมกับกระทรวงแรงงาน กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ และกระทรวงศึกษาธิการ ปรับปรุงหลักสูตรและระบบการพัฒนาทักษะให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบันและความต้องการของตลาดแรงงาน พร้อมทั้งผลักดันพระราชบัญญัติ การศึกษาแห่งชาติฉบับใหม่ เพื่อให้ผู้เรียนสามารถเรียนรู้ควบคู่กับการทำงานมีทั้งความรู้ ทักษะ และรายได้ โดยไม่สูญเสียโอกาสทางการศึกษาและสอดคล้องกับหลักการเรียนรู้ตลอดชีวิต</p>

<p><strong>เมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม 2569</strong>&nbsp;นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ได้ร่วมหารือกับนายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานในการขับเคลื่อนการดำเนินงานด้านการศึกษาและแรงงาน โดยนายประเสริฐ กล่าวว่า ได้หารือร่วมกันใน 6 ประเด็นหลัก ได้แก่</p>

<p><strong>1. เรียนตรงทักษะ จบแล้วมีงานทำ</strong>&nbsp;เชื่อมโยงการจัดการอาชีวศึกษาและการพัฒนาทักษะกับความต้องการของตลาดแรงงาน ผ่านระบบ Skill Matching เปิดให้สถานประกอบการร่วมออกแบบหลักสูตรการส่งเสริมกรอบคุณวุฒิแห่งชาติ ระบบ Credit Bank และการเทียบโอนประสบการณ์ ภายใต้แนวคิด &ldquo;มีงาน มีเงิน มีวุฒิ&rdquo; เพื่อผลิตและพัฒนากำลังคนให้ตรงกับความต้องการของตลาดแรงงาน โดยกระทรวงศึกษาธิการและกระทรวงแรงงานจะร่วมกันเชื่อมโยงการดำเนินงานระหว่างสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษาและหน่วยงานด้านแรงงาน เพื่อพัฒนาหลักสูตรและยกระดับระบบสะสมหน่วยการเรียนรู้ (Credit Bank) ให้สามารถเชื่อมโยงการศึกษา การฝึกอบรม และการทำงานได้อย่างต่อเนื่อง รองรับแนวคิดการเรียนรู้&nbsp; ตลอดชีวิต (Lifelong Learning)</p>

<p><strong>2. ไม่มีเด็กคนใดถูกทิ้งไว้ข้างหลัง</strong>&nbsp;ป้องกันและแก้ไขปัญหาเด็กและเยาวชนหลุดออกจากระบบการศึกษา รวมถึงกลุ่มเยาวชนที่ไม่ได้อยู่ในระบบการศึกษา โดยขับเคลื่อนนโยบาย Thailand Zero Dropout เชื่อมโยงฐานข้อมูลรายบุคคลติดตามเด็กที่หลุดจากระบบและกลุ่ม NEETs (Youth Not in Education, Employment or Training) เยาวชนอายุ 15 &ndash; 24 ปีที่ไม่อยู่ในระบบการศึกษา การจ้างงาน หรือการฝึกอบรม พัฒนาใด ๆ ให้กลับเข้าสู่การเรียนรู้หรือการมีงานทำ ร่วมกันกำหนดแนวทางดูแลเด็กและเยาวชนในช่วงรอยต่อทางการศึกษา เพื่อป้องกันการหลุดออกจากระบบการศึกษา ผ่านการศึกษาที่ยืดหยุ่น Learn to Earn ระบบทวิภาคี การฝึกงานกับสถานประกอบการ ส่งเสริมให้มีงานทำ มีรายได้ และสามารถศึกษาต่อควบคู่กับการทำงาน</p>

<p><strong>3. ฝึกงานได้ ปลอดภัย และได้ประสบการณ์จริง</strong>&nbsp;สร้างความชัดเจนระหว่างสถานะ &ldquo;ผู้เรียนฝึกงาน&rdquo; กับ &ldquo;ลูกจ้าง&rdquo; ให้เยาวชนได้เรียนรู้จากการทำงานจริงโดยไม่ถูกเอาเปรียบ และได้รับการคุ้มครองตามกฎหมาย โดยเฉพาะผู้มีอายุต่ำกว่า 18 ปี ซึ่งต้องไม่ทำงานล่วงเวลา งานกลางคืน หรืองานอันตราย</p>

<p><strong>4. ป้องกันการใช้แรงงานเด็กผิดกฎหมาย</strong>&nbsp;กระทรวงศึกษาธิการและกระทรวงแรงงานจะเชื่อมข้อมูลเด็ก ที่หลุดจากระบบกับข้อมูลสถานประกอบการ เพื่อค้นหาและช่วยเหลือเด็กที่เสี่ยงถูกใช้แรงงานหรือทำงานในสภาพแวดล้อมที่ไม่ปลอดภัย มาตรการสำคัญ ได้แก่ การตรวจสถานประกอบการเสี่ยง การบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง การจัดช่องทางร้องเรียนที่ปลอดภัย และการนำเด็กกลับเข้าสู่การศึกษาหรือการฝึกอาชีพที่ถูกต้อง โดยได้หารือเรื่องการใช้แรงงานเด็กที่มีอายุระหว่าง 15 &ndash; 18 ปี ซึ่งทั้งสองฝ่ายจะต้องเชื่อมโยงฐานข้อมูลระบบเข้าด้วยกัน เพื่อให้มั่นใจว่าเด็กจะไม่หลุดจากระบบการศึกษา มีงานทำ และได้รับวุฒิการศึกษาควบคู่กันไป</p>

<p><strong>5. ดึงบุคลากรคุณภาพจากต่างประเทศ</strong>&nbsp;หารือการปรับปรุงระบบ E-Work Permit สำหรับครูและอาจารย์ชาวต่างชาติ เพื่ออำนวยความสะดวกในการดำเนินการด้านใบอนุญาตทำงาน ทั้งการต่อใบอนุญาตทำงาน วีซ่า การยืนยันตัวตน และการพัฒนาศูนย์บริการแบบเบ็ดเสร็จ (One Stop Service) เพื่อให้สถานศึกษาดำเนินการได้สะดวก รวดเร็ว และถูกต้อง พร้อมทั้งพิจารณาแนวทางคุ้มครองสิทธิและสวัสดิการของครูต่างชาติ เพื่อเพิ่มศักยภาพของประเทศไทยในการดึงดูดบุคลากรคุณภาพเข้าสู่ระบบการศึกษา</p>

<p><strong>6. ปฏิรูปการศึกษา สู่การเรียนรู้เพื่อสร้างรายได้</strong>&nbsp;ทั้งสองกระทรวงจะร่วมผลักดันการพัฒนาทุนมนุษย์ผ่านพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ โดยเน้นการเรียนรู้ตลอดชีวิต การศึกษาไร้รอยต่อ การกระจายอำนาจ และการสร้างความร่วมมือกับทุกภาคส่วน เป้าหมายคือทำให้การศึกษาไม่สิ้นสุดเพียงการได้รับวุฒิ แต่ต้องเชื่อมไปสู่การพัฒนาทักษะ การสร้างรายได้ และการมีงานทำ พร้อมทั้งยกระดับครูให้สามารถเตรียมผู้เรียนรับมือกับการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจและตลาดแรงงาน</p>

<p><strong>นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน กล่าวว่า</strong>&nbsp;โจทย์หลักของการทำงานร่วมกันครั้งนี้คือเรื่อง &ldquo;ทุนมนุษย์&rdquo; เพราะทั้งสองกระทรวงมีความใกล้ชิดกับประชาชนและรับผิดชอบทรัพยากรมนุษย์โดยตรง โดยกระทรวงศึกษาธิการเปรียบเสมือนต้นทางในการพัฒนาเยาวชน ขณะที่กระทรวงแรงงานมีบทบาทในการต่อยอดศักยภาพกำลังคนเข้าสู่ตลาดแรงงาน จึงจำเป็นต้องเชื่อมโยงการทำงานตั้งแต่ระบบการศึกษาไปจนถึงการจ้างงาน เพื่อให้การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ของประเทศเป็นไปอย่างต่อเนื่อง การทำงานร่วมกันแบบไร้รอยต่อเป็นสิ่งสำคัญมาก ที่ผ่านมาทีมงานได้ประชุมหารือกันหลายครั้ง จนสามารถระบุปัญหาและมีข้อสรุปที่นำไปสู่แผนการดำเนินงานที่ชัดเจน เพื่อคลี่คลายประเด็นปัญหาต่างๆ เช่น ประเด็น &ldquo;เครดิตแบงก์&rdquo; (Credit Bank) ที่กระทรวงศึกษาธิการกำลังดำเนินการ ซึ่งเป็นระบบที่รวบรวมทักษะ ความรู้ และความสามารถของเด็กในระบบทั้งหมด จะเป็นฐานข้อมูลสำคัญในการรวบรวมทักษะ ความรู้ และสมรรถนะของผู้เรียน เมื่อเชื่อมโยงกับฐานข้อมูลของกระทรวงแรงงาน จะช่วยให้สามารถจับคู่ทักษะกับความต้องการของตลาดแรงงาน ติดตามการพัฒนาศักยภาพแรงงาน และสนับสนุนการเรียนรู้ตลอดชีวิต (Lifelong Learning) เมื่อกระทรวงศึกษาธิการส่งบุคลากรเข้าสู่ตลาดแรงงาน กระทรวงแรงงานจะมีหน้าที่นำข้อมูลเหล่านั้นมาปรับปรุงให้เป็นปัจจุบันอยู่เสมอ เพื่อให้สามารถติดตามศักยภาพของกำลังคน วิเคราะห์ความต้องการของตลาดแรงงาน และวางแผนพัฒนาทักษะให้สอดคล้องกับการเติบโตในสายอาชีพในอนาคตนี่คือโจทย์ร่วมกันที่จะส่งมอบสิ่งที่ดีที่สุดให้แก่เยาวชน นักศึกษา และแรงงานทุกคน</p>

<p><strong>ความร่วมมือระหว่างกระทรวงแรงงานและกระทรวงศึกษาธิการจะเป็นกลไกสำคัญในการเชื่อมโยง</strong>&nbsp;&ldquo;การศึกษา&ndash;การพัฒนาทักษะ&ndash;ตลาดแรงงาน&rdquo; ให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน เป็นการวาง &ldquo;รอยต่อแห่งอนาคต&rdquo; ระหว่างการศึกษา ทักษะ และการมีงานทำ เพื่อเปลี่ยนจากระบบที่ &ldquo;เรียนจบแล้วค่อยหางาน&rdquo; ไปสู่ระบบที่ผู้เรียน&ldquo;มีทักษะ มีประสบการณ์ และมีเส้นทางสู่อาชีพ&rdquo; ตั้งแต่ยังอยู่ในห้องเรียน ซึ่งเป็นการยกระดับคุณภาพกำลังคนของประเทศให้มีทักษะตรงตามความต้องการของภาคธุรกิจและอุตสาหกรรม สร้างโอกาสทางการศึกษา การพัฒนาทักษะ การมีงานทำให้แก่เด็กและเยาวชน และรองรับการเปลี่ยนแปลงของโลกการทำงานในอนาคตได้อย่างมีประสิทธิภาพ สอดคล้องกับเจตนารมณ์ของพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติที่มุ่งส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิต ยกระดับการศึกษา การพัฒนาทักษะกำลังคน และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ</p>
]]></description>
<enclosure url='https://pscd.prd.go.th/th/file/get/file/202608030e027bcb398292619f7f8f11134f156e153726.jpg' type='image/jpg' length='101420' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[“ศุภจี” Kick Off “ไทยช่วยไทย แฟรนไชส์สร้างอาชีพ พลัส” สร้างรายได้ รัฐช่วยจ่ายสูงสุด 10,000 บาท]]></title>
<link>https://pscd.prd.go.th/th/content/category/detail/id/36/iid/521959</link>
<guid isPermaLink="false">416609231ef682524038851d49406123</guid>
<pubDate>Tue, 14 Jul 2026 09:27:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://pscd.prd.go.th/cms/s308/u2692/14-07-69/215266_1024x1024.jpg" style="width: 100%;" /></p>

<p>&nbsp;</p>

<p><span style="color:#000000;"><strong>นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์</strong>&nbsp;เป็นประธานเปิดโครงการ &ldquo;ไทยช่วยไทย แฟรนไชส์สร้างอาชีพ พลัส&rdquo; โดยมีนายนภินทร ศรีสรรพางค์ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ผู้กำกับดูแลสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) พร้อมผู้บริหารหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และผู้ประกอบธุรกิจแฟรนไชส์เข้าร่วม</span></p>

<p><span style="color:#000000;"><strong>นางศุภจี กล่าวว่า</strong>&nbsp;โครงการนี้เกิดจากความร่วมมือระหว่างกระทรวงพาณิชย์ สสว. และภาคีเครือข่ายภาครัฐและเอกชน ภายใต้นโยบายของรัฐบาลที่มุ่งดูแลค่าครองชีพของประชาชนควบคู่กับการสร้างรายได้ โดยกรมพัฒนาธุรกิจการค้าได้พัฒนาธุรกิจแฟรนไชส์มาอย่างต่อเนื่อง เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ที่ต้องการมีอาชีพหรือหารายได้เพิ่มเติม สามารถเริ่มต้นธุรกิจได้ง่ายขึ้นผ่านระบบแฟรนไชส์ ซึ่งปัจจุบันมีธุรกิจแฟรนไชส์จดทะเบียนกับกรมพัฒนาธุรกิจการค้ากว่า 500 ราย และได้คัดเลือกแฟรนไชส์มาตรฐานที่มีมูลค่าการลงทุนไม่เกิน 100,000 บาท เข้าร่วมโครงการกว่า 100 แบรนด์ &nbsp;</span></p>

<p><span style="color:#000000;"><strong>นายนภินทร ศรีสรรพางค์ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า</strong>&nbsp;สสว. ได้จัดสรรงบประมาณจำนวน 100 ล้านบาท เพื่อสนับสนุนโครงการ โดยช่วยเหลือผู้ซื้อแฟรนไชส์ที่มีมูลค่าไม่เกิน 100,000 บาท ในอัตรา 50% ของค่าแพ็กเกจ สูงสุดไม่เกิน 10,000 บาทต่อราย คาดว่าจะช่วยผู้ประกอบการได้ประมาณ 10,000 ราย หรือ 10,000 ครอบครัว ทำให้ผู้ที่ต้องการมีอาชีพหรือมีรายได้เพิ่ม สามารถเริ่มต้นธุรกิจได้ทันที โดยไม่ต้องเริ่มต้นคิดหรือพัฒนาธุรกิจใหม่ทั้งหมด ลดความเสี่ยงในการประกอบอาชีพ และช่วยยกระดับผู้ประกอบการ SME ให้มีรายได้เพิ่มขึ้น โดยรัฐบาลตั้งเป้าหมายเพิ่มสัดส่วนผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ของภาค SME จากปัจจุบันประมาณ 35% เป็น 40% ภายใน 4 ปี ซึ่งโครงการนี้ถือเป็นหนึ่งในมาตรการสำคัญที่จะช่วยผลักดันผู้ประกอบการรายย่อยให้เติบโตอย่างเป็นรูปธรรม</span></p>

<p><span style="color:#000000;"><strong>นอกจากการสนับสนุนเงินอุดหนุนจาก สสว. แล้ว</strong>&nbsp;กระทรวงพาณิชย์ยังได้ประสานความร่วมมือกับ ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (SME D Bank) ธนาคารกรุงไทย ธนาคารออมสิน และบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) เพื่อให้ผู้ซื้อแฟรนไชส์ที่ยังมีเงินลงทุนไม่เพียงพอ สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนในอัตราดอกเบี้ยพิเศษ พร้อมการค้ำประกันสินเชื่อ ช่วยลดข้อจำกัดในการเริ่มต้นธุรกิจ และได้รับความร่วมมือจาก บริษัท ซีพี แอ็กซ์ตร้า จำกัด (มหาชน) เปิดพื้นที่ค้าขายในห้างโลตัสและแม็คโคร กว่า 2,000 สาขา รวมกว่า 10,000 จุดทั่วประเทศ ให้ผู้เข้าร่วมโครงการใช้พื้นที่จำหน่ายสินค้า ฟรีค่าเช่าเป็นเวลา 6 เดือน เพื่อช่วยลดภาระต้นทุนในช่วงเริ่มต้นธุรกิจ รวมถึงได้รับความร่วมมือจากสมาคมตลาดสดไทย ซึ่งมีสมาชิกกว่า 100 ตลาด สนับสนุนพื้นที่ค้าขายเพิ่มเติมให้แก่ผู้ประกอบการ และอีกหนึ่งจุดเด่นของโครงการ คือ การเชื่อมโยงธุรกิจแฟรนไชส์เข้าสู่ระบบดิจิทัลผ่านแอปพลิเคชัน &ldquo;ถุงเงิน&rdquo; ของธนาคารกรุงไทย เพื่อให้ผู้ประกอบการสามารถเข้าร่วมโครงการ &ldquo;ไทยช่วยไทย พลัส 60/40&rdquo; และได้รับประโยชน์จากมาตรการกระตุ้นกำลังซื้อของรัฐบาล ช่วยเพิ่มโอกาสทางการตลาดและสร้างรายได้ตั้งแต่เริ่มเปิดกิจการ</span></p>

<p><span style="color:#000000;"><strong>สำหรับขั้นตอนการดำเนินงานเพื่อเข้าสู่การเป็นเจ้าของธุรกิจผ่าน 3 ขั้นตอนหลัก</strong>&nbsp;ได้แก่</span></p>

<p><span style="color:#000000;">1. การเลือกและติดต่อธุรกิจ ผู้สนใจสามารถเลือกซื้อแพ็กเกจแฟรนไชส์ที่ผ่านการคัดสรรคุณภาพจาก<br />
กรมพัฒนาธุรกิจการค้า ได้ที่เว็บไซต์ </span><a href="https://ไทยช่วยไทยแฟรนไชส์.dbd.go.th" target="_blank"><span style="color:#0000cd;">https://ไทยช่วยไทยแฟรนไชส์.dbd.go.th</span></a><span style="color:#000000;"> เพื่อติดต่อกับผู้ประกอบธุรกิจ<br />
แฟรนไชส์ (Franchisor) ได้โดยตรง</span></p>

<p><span style="color:#000000;">2. การชำระเงินงวดแรก ชำระเงินส่วนแรกผ่านบริการ Bill Payment ของธนาคารกรุงไทย</span></p>

<p><span style="color:#000000;">3. การจัดตั้งสาขาและรับเงินสนับสนุน เมื่อเริ่มจัดตั้งสาขาและส่งหลักฐานประกอบครบถ้วนตามเงื่อนไขการเข้าร่วมโครงการฯ ผ่านแฟรนไชส์ซอร์มายังกรมพัฒนาธุรกิจการค้า</span></p>

<p><span style="color:#000000;"><strong>ทั้งนี้ ผู้ที่สนใจซื้อแพ็กเกจแฟรนไชส์จะต้องลงทะเบียน SME ONE ID ของ สสว.</strong>&nbsp;และดาวน์โหลด<br />
แอปพลิเคชัน &ldquo;ถุงเงิน&rdquo; ด้วย</span></p>

<p><span style="color:#000000;">คุณสมบัติแฟรนไชส์ซี (Franchisee) หรือ ผู้ซื้อสิทธิ</span></p>

<p><span style="color:#000000;">1. มีบัตรประชาชนสัญชาติไทย</span></p>

<p><span style="color:#000000;">2. อายุ 20 ปีบริบูรณ์ขึ้นไป ณ วันเริ่มโครงการ</span></p>

<p><span style="color:#000000;">3. มีความสามารถตามกฎหมาย</span></p>

<p><span style="color:#000000;">4. มีความพร้อมด้านเงินลงทุน</span></p>

<p><span style="color:#000000;">5. ไม่เป็นบุคคลล้มละลาย</span></p>

<p><span style="color:#000000;">6. ไม่เป็นบุคคลที่ปรากฏรายชื่ออยู่ในบัญชี HR-03 (บัญชีม้า)</span></p>

<p><span style="color:#000000;">7. ไม่เป็นกรรมการในนิติบุคคลที่สนใจลงทุน</span></p>

<p><span style="color:#000000;">8. ไม่เป็นผู้มีผลประโยชน์ร่วมกันกับธุรกิจแฟรนไชส์ที่สนใจลงทุน</span></p>

<p><span style="color:#000000;"><strong>นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ระบุว่า</strong>&nbsp;ความพิเศษของโครงการในครั้งนี้ คือการเปิดมิติใหม่ในการสร้างอาชีพ นำระบบแฟรนไชส์ที่เจ้าของธุรกิจได้พิสูจน์แล้วจนประสบความสำเร็จมาเป็นพี่เลี้ยงในการประกอบธุรกิจ ขอเชิญชวนผู้สนใจรีบสมัครร่วมโครงการได้ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป (เริ่มโครงการ 1 กรกฎาคม 2569) และสิ้นสุดโครงการวันที่ 31 สิงหาคม 2569 เพื่อจะได้สมัครเป็นร้านค้าในโครงการ ซึ่งจะเชื่อมโยงกับสิทธิประโยชน์ร่วมจ่าย &ldquo;ไทยช่วยไทย พลัส 60/40&rdquo; ของรัฐบาล มาตรการดังกล่าวจะช่วยการันตียอดขายและสร้างฐานลูกค้าที่แน่นอนให้กับผู้ซื้อแฟรนไชส์ตั้งแต่เริ่มเปิดร้าน ส่งผลให้ผู้ประกอบการรายย่อยสามารถดึงกำลังซื้อจากนโยบายภาครัฐมาขับเคลื่อนร้านค้าในชุมชนได้อย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน</span></p>

<p><span style="color:#000000;"><strong>ทั้งนี้ผู้สนใจสามารถศึกษารายละเอียดและเลือกธุรกิจแฟรนไชส์ที่เข้าร่วมโครงการได้ที่</strong>&nbsp;เว็บไซต์ </span><a href="https://ไทยช่วยไทยแฟรนไชส์.dbd.go.th" target="_blank"><span style="color:#0000cd;">https://ไทยช่วยไทยแฟรนไชส์.dbd.go.th</span></a><span style="color:#000000;"> หรือ Line OA @franchisedbdplus รวมทั้งสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ กองส่งเสริมและพัฒนาธุรกิจ กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ โทร. 0 2547 5953, 0 2547 5955 และ Call Center 1570</span></p>
]]></description>
<enclosure url='https://pscd.prd.go.th/th/file/get/file/2026071468afa3cbcfe149363258c5859610770f152733.jpg' type='image/jpg' length='142284' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[“ศุภมาส” สั่ง สคบ. เร่งดูแลครอบครัวผู้เสียชีวิตและผู้บาดเจ็บเหตุเพลิงไหม้ลาดพร้าว “จุลพันธ์” สั่งยกระดับมาตรการป้องกันอัคคีภัยในสถานบันเทิง]]></title>
<link>https://pscd.prd.go.th/th/content/category/detail/id/36/iid/521957</link>
<guid isPermaLink="false">7cee7c3c8bf9c8531c02036b235a3f9b</guid>
<pubDate>Tue, 14 Jul 2026 08:18:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://pscd.prd.go.th/cms/s308/u2692/14-07-69/215268_1024x1024.jpg" style="width: 100%;" /></p>

<p>&nbsp;</p>

<p><span style="color:#000000;"><strong>จากกรณีเกิดเหตุเพลิงไหม้ภายในร้านอาหารโรงเบียร์ ณ ลาดพร้าว</strong>&nbsp;ซึ่งอยู่ใกล้เคียงซอยลาดพร้าว 1 ถนนลาดพร้าว แขวงจอมพล เขตจตุจักร กรุงเทพฯ จนทำให้มีผู้เสียชีวิต 29 ราย บาดเจ็บ 70 ราย หลังเกิดเหตุนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้ลงพื้นที่พร้อมสั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งดำเนินการอย่างละเอียดโดยเร็ว ทั้งการตรวจสอบสาเหตุ การติดตามอาการผู้บาดเจ็บที่รักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาล และการติดต่อญาติของผู้เสียชีวิต รวมถึงการพิสูจน์อัตลักษณ์บุคคลตามกระบวนการ</span></p>

<p><span style="color:#000000;"><strong>นางสาวศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี</strong>&nbsp;ผู้กำกับดูแลสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) เปิดเผยว่า นายกรัฐมนตรีได้กำชับให้ทุกหน่วยงานเร่งให้ความช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบ ดูแลผู้บาดเจ็บ อำนวยความสะดวกแก่ครอบครัวผู้เสียชีวิต และตรวจสอบข้อเท็จจริงของเหตุการณ์อย่างเร่งด่วน จึงสั่งการให้นายรณรงค์ พูลพิพัฒน์ เลขาธิการคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค พร้อมด้วยนายศรัณย์ รักษ์เผ่า รองเลขาธิการคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค นำทีมเจ้าหน้าที่ สคบ. บูรณาการการทำงานร่วมกับสำนักงานเขตจตุจักร ลงพื้นที่ตรวจสอบสถานที่เกิดเหตุ พร้อมประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อเร่งให้ความช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบ โดยมอบหมายให้นายประเดิมชัย บุญช่วยเหลือ ที่ปรึกษารัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และ ดร.พัชรินทร์ ซำศิริพงษ์ เลขานุการรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ติดตามกำกับการดำเนินงาน และรายงานความคืบหน้าอย่างต่อเนื่อง</span></p>

<p><span style="color:#000000;"><strong>อีกทั้งได้ร่วมกับสำนักงานเขตจตุจักร จัดตั้ง&nbsp;</strong>&ldquo;ศูนย์รับเรื่องร้องทุกข์และประสานงานช่วยเหลือผู้ประสบภัย (ส่วนหน้า)&rdquo; ที่สำนักงานเขตจตุจักร เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ผู้ได้รับผลกระทบในการรับเรื่องร้องเรียน รับเอกสารและพยานหลักฐาน ให้คำปรึกษาด้านกฎหมาย และอำนวยความสะดวกแก่ผู้ได้รับบาดเจ็บและญาติของผู้เสียชีวิตในการใช้สิทธิเรียกร้องค่าเสียหาย</span></p>

<p><span style="color:#000000;"><strong>นางสาวศุภมาส กล่าวอีกว่า</strong>&nbsp;ผู้ที่เข้าไปใช้บริการในสถานประกอบการดังกล่าวถือเป็นผู้บริโภคที่มีสิทธิได้รับความปลอดภัยและการคุ้มครองตามกฎหมาย จึงได้กำชับให้ สคบ. เป็นตัวกลางประสานผู้เสียหาย และผู้ประกอบการ เพื่อเร่งเข้าสู่กระบวนการเจรจาไกล่เกลี่ยและการเยียวยา ให้ผู้ได้รับผลกระทบได้รับการชดใช้ค่าเสียหายอย่างเป็นธรรมและรวดเร็ว ทั้งค่ารักษาพยาบาล ค่าทรัพย์สินที่เสียหาย และความเสียหายอื่นที่เกี่ยวข้อง</span></p>

<p><span style="color:#000000;"><strong>นอกจากนี้จะประสานงานร่วมกับพนักงานสอบสวนและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง&nbsp;</strong>เพื่อรวบรวมข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานประกอบการดำเนินการตามกฎหมาย หากผลการตรวจสอบพบว่ามีเหตุอันทำให้ผู้บริโภคได้รับความเสียหาย และผู้ประกอบการไม่แสดงความรับผิดชอบหรือปฏิเสธการเยียวยา คณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (คคบ.) พร้อมใช้อำนาจตามกฎหมายดำเนินคดีทางแพ่งเพื่อเรียกค่าเสียหายแทนผู้บริโภค เพื่อให้ผู้ได้รับผลกระทบและครอบครัวได้รับการเยียวยาอย่างเป็นธรรม โดยผู้เสียหายไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดี ส่วนความรับผิดชอบทางอาญา ทางพนักงานสอบสวน สถานีตำรวจนครบาลพหลโยธินจะต้องดูแลรับผิดชอบต่อไป พร้อมย้ำว่าสิ่งสำคัญที่สุดในเวลานี้ คือการดูแลผู้ได้รับบาดเจ็บและครอบครัวผู้เสียชีวิตให้ได้รับการช่วยเหลืออย่างเต็มที่ สคบ. จะเข้าไปอยู่เคียงข้างผู้เสียหาย ประสานการเยียวยา ให้คำปรึกษาด้านกฎหมาย และใช้กลไกตามกฎหมายเพื่อคุ้มครองสิทธิของผู้บริโภคอย่างเต็มกำลัง หากผู้เสียหายไม่ได้รับความเป็นธรรม สคบ. พร้อมดำเนินการตามกฎหมายจนถึงที่สุด</span></p>

<p><span style="color:#000000;"><strong>ทั้งนี้ผู้ได้รับผลกระทบหรือญาติ สามารถติดต่อยื่นเรื่องร้องทุกข์ได้ที่</strong>&nbsp;ศูนย์รับเรื่องร้องทุกข์และประสานงานช่วยเหลือผู้ประสบภัย (ส่วนหน้า) หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ สายด่วน สคบ. 1166 แอปพลิเคชัน OCPB Connect เว็บไซต์ www.ocpb.go.th และ ศูนย์ดำรงธรรมทั่วประเทศ</span></p>

<p><span style="color:#000000;"><strong>ขณะที่นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน</strong>&nbsp;มอบหมายให้สถาบันส่งเสริมความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน หรือ สสปท. เร่งดำเนินการด้านความปลอดภัยร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อป้องกันความเสี่ยงและลดโอกาสเกิดเหตุซ้ำในสถานบันเทิง ร้านอาหาร และสถานประกอบกิจการที่มีผู้ใช้บริการจำนวนมาก ซึ่งการดำเนินงานในระยะเร่งด่วนจะมุ่งเน้นการสื่อสารและส่งเสริมให้สถานประกอบกิจการตรวจสอบความพร้อมของระบบป้องกันและระงับอัคคีภัย ระบบแจ้งเหตุเพลิงไหม้ ทางหนีไฟ ไฟส่องสว่างฉุกเฉิน ระบบไฟฟ้า ระบบก๊าซ ตลอดจนอุปกรณ์ดับเพลิง ให้สามารถใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพ รวมทั้งเน้นย้ำการจัดทำและฝึกซ้อมแผนอพยพหนีไฟ เพื่อให้ผู้ปฏิบัติงานสามารถรับมือกับสถานการณ์ฉุกเฉินได้อย่างทันท่วงที</span></p>

<p><span style="color:#000000;"><strong>ด้าน ดร.นันทชัย ปัญญาสุรฤทธิ์ ผู้อำนวยการสถาบันส่งเสริมความปลอดภัย อาชีวอนามัย</strong>&nbsp;และสภาพแวดล้อมในการทำงาน กล่าวว่า เหตุเพลิงไหม้ภายในอาคารปิด โดยเฉพาะสถานบันเทิงหรือสถานที่ที่มีผู้ใช้บริการจำนวนมาก สามารถลุกลามอย่างรวดเร็วและสร้างความสูญเสียรุนแรงภายในเวลาอันสั้น หากระบบแจ้งเหตุเพลิงไหม้ ระบบดับเพลิง การควบคุมควัน หรือแผนอพยพไม่มีประสิทธิภาพเพียงพอ แม้สาเหตุของเพลิงไหม้จะยังอยู่ระหว่างการตรวจสอบและพิสูจน์หลักฐานจากเจ้าหน้าที่ แต่ลักษณะของเหตุการณ์ที่มีเปลวไฟลุกลามอย่างรวดเร็วและเกิดควันหนาแน่น สะท้อนให้เห็นถึงความจำเป็นที่สถานประกอบกิจการต้องให้ความสำคัญกับการควบคุมปัจจัยเสี่ยงอย่างรอบด้าน ไม่ว่าจะเป็นระบบไฟฟ้า ระบบก๊าซเชื้อเพลิง วัสดุตกแต่งภายในอาคาร ระบบแจ้งเหตุเพลิงไหม้ ระบบดับเพลิงอัตโนมัติ และการจัดการเส้นทางอพยพให้สามารถใช้งานได้จริงในภาวะฉุกเฉิน จากข้อมูลด้านความปลอดภัยระบุว่า ผู้เสียชีวิตจากเหตุเพลิงไหม้จำนวนมากไม่ได้เสียชีวิตจากเปลวไฟโดยตรง แต่เกิดจากการสูดดมควันและก๊าซพิษที่มีอุณหภูมิสูง ซึ่งอาจทำให้หมดสติได้ภายในเวลาเพียงไม่กี่นาที ดังนั้น ระบบแจ้งเตือนที่รวดเร็ว การตัดสินใจอพยพทันที และการมีทางหนีไฟที่เพียงพอและไม่มีสิ่งกีดขวาง จึงเป็นหัวใจสำคัญของการลดความสูญเสีย</span></p>

<p><span style="color:#000000;"><strong>สสปท. ขอให้ผู้ประกอบกิจการร้านอาหาร สถานบันเทิง ผับ บาร์ และสถานบริการทั่วประเทศ</strong>&nbsp;เร่งตรวจสอบระบบไฟฟ้า ระบบก๊าซ ระบบแจ้งเหตุเพลิงไหม้ ระบบดับเพลิงอัตโนมัติ และอุปกรณ์ดับเพลิงให้พร้อมใช้งานอยู่เสมอ จัดให้มีทางหนีไฟที่เพียงพอและไม่มีสิ่งกีดขวาง ติดตั้งป้ายทางหนีไฟและไฟส่องสว่างฉุกเฉินที่สามารถใช้งานได้เมื่อไฟฟ้าดับ ตลอดจนฝึกซ้อมแผนอพยพหนีไฟอย่างสม่ำเสมอ และควบคุมจำนวนผู้ใช้บริการให้สอดคล้องกับความจุและข้อจำกัดของอาคาร</span></p>

<p><span style="color:#000000;"><strong>สำหรับประชาชนที่เข้าใช้บริการสถานบันเทิงหรือสถานที่ที่มีผู้คนหนาแน่น</strong>&nbsp;ควรสังเกตตำแหน่งประตูทางออกและทางหนีไฟทุกครั้ง หากเกิดเหตุเพลิงไหม้ให้รีบอพยพออกจากอาคารทันที ไม่ย้อนกลับไปเก็บทรัพย์สิน ก้มต่ำหรือคลานเมื่อมีควันหนาแน่น และหลีกเลี่ยงการเข้าไปหลบภายในห้องน้ำหรือพื้นที่ปิดที่ไม่มีทางออก อย่างไรก็ตามหลังจากนี้จะรวบรวมข้อมูลและข้อเท็จจริงจากเหตุการณ์ เพื่อนำมาประกอบการจัดทำข้อเสนอแนะทางวิชาการและแนวทางยกระดับมาตรการป้องกันอัคคีภัยในสถานบันเทิงและสถานประกอบกิจการที่มีผู้ใช้บริการจำนวนมาก พร้อมประสานความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อผลักดันให้มาตรการด้านความปลอดภัยสามารถนำไปปฏิบัติได้อย่างเป็นรูปธรรมและเกิดผลในระยะยาว</span></p>
]]></description>
<enclosure url='https://pscd.prd.go.th/th/file/get/file/20260714748db6d192f83ca608603f239bda50a9151837.jpg' type='image/jpg' length='135096' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[“ทรงศักดิ์” สั่งทุกหน่วย เร่งสำรวจพื้นที่เสี่ยง รับมือซูเปอร์เอลนีโญ ติดตามรับมืออุทกภัย จ.น่าน หาดใหญ่ และ 3 จังหวัดชายแดนใต้]]></title>
<link>https://pscd.prd.go.th/th/content/category/detail/id/36/iid/517632</link>
<guid isPermaLink="false">f1051b410735ebe0481331bf28d527ad</guid>
<pubDate>Tue, 30 Jun 2026 09:02:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://pscd.prd.go.th/cms/s308/u2692/30-06-69/211150_1024x1024.jpg" style="width: 100%;" /></p>

<p>&nbsp;</p>

<p><span style="color:#000000;"><strong>นายทรงศักดิ์ ทองศรี รองนายกรัฐมนตรี</strong>&nbsp;เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (กนช.) ครั้งที่ 2/2569 โดยมีนายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี นายชยันต์ เมืองสง เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมประชุม โดยนายทรงศักดิ์ เปิดเผยว่า นายกรัฐมนตรีได้สั่งการให้ทุกหน่วยงานเร่งติดตามปัญหา อุปสรรค และร่วมกันแก้ไขปัญหาด้านการบริหารจัดการน้ำอย่างเร่งด่วน ทั้งน้ำท่วม น้ำแล้ง และคุณภาพน้ำ เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชน และเสริมสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศ ในส่วนของการบริหารจัดการคุณภาพน้ำและผลกระทบต่อสุขอนามัยในแม่น้ำสาย แม่น้ำรวก และแม่น้ำกก หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ติดตามคุณภาพน้ำอย่างต่อเนื่อง พร้อมกันนี้ สทนช. ได้ประสานกรมควบคุมมลพิษ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เพื่อพัฒนาระบบ Dashboard คุณภาพน้ำในภาพรวมของประเทศ ร่วมกับสถาบันข้อมูลขนาดใหญ่ (องค์การมหาชน) โดยในระยะแรกได้มุ่งเน้นการสร้างระบบการรวบรวมข้อมูลและฐานข้อมูลกลาง เพื่อใช้วิเคราะห์ข้อมูลและสนับสนุนการตัดสินใจได้อย่างมีประสิทธิภาพ ขณะเดียวกัน ปัจจุบันประเทศไทยได้มีการคาดการณ์ว่าจะเกิดซูเปอร์เอลนีโญ (Super El Ni&ntilde;o) ในช่วงปลายปี 2569 ต่อเนื่องถึงปี 2570 ส่งผลให้อุณหภูมิสูงขึ้นและอาจส่งผลกระทบต่อปริมาณน้ำต้นทุนในเขื่อน จึงได้เน้นย้ำให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเตรียมความพร้อมรับมือ ดังนี้</span></p>

<p><span style="color:#000000;">1. ให้ สทนช. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เร่งสำรวจพื้นที่ที่มีความเสี่ยงภัยแล้ง พร้อมทั้งเสนอแนวทางในการแก้ไขปัญหา ส่งให้จังหวัด องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และคณะกรรมการลุ่มน้ำ ใช้เป็นข้อมูลประชาสัมพันธ์แก่ประชาชนในพื้นที่ เพื่อเตรียมความพร้อมรับมือสถานการณ์ ทั้งก่อน ระหว่าง และหลังเกิดภัย โดยเฉพาะพื้นที่ที่อยู่นอกเขตชลประทาน</span></p>

<p><span style="color:#000000;">2. ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เร่งสำรวจ ฟื้นฟู และพัฒนาบ่อบาดาล รวมถึงแหล่งน้ำผิวดิน ตลอดจนพัฒนาแหล่งกักเก็บน้ำสำรอง เพื่อรองรับการใช้น้ำในช่วงหน้าแล้งและฝนทิ้งช่วงปีนี้และปีต่อๆ ไป โดยเฉพาะน้ำเพื่อการอุปโภคบริโภค</span></p>

<p><span style="color:#000000;">3. ให้ สทนช. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เฝ้าระวังสถานการณ์น้ำ ทั้งน้ำท่วมและน้ำแล้ง โดยดำเนินการตามมาตรการรับมือฤดูฝน ปี 2569 และรายงานให้คณะรัฐมนตรีรับทราบอย่างต่อเนื่อง</span></p>

<p><span style="color:#000000;">4. ให้ สทนช. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง บูรณาการวางแผนการบริหารจัดการน้ำทั้งระบบ และเปิดโอกาสให้ทุกภาคส่วนมีส่วนร่วม ทั้งในระดับพื้นที่และระดับลุ่มน้ำ เพื่อรับมือกับการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศและภัยพิบัติด้านน้ำที่มีความไม่แน่นอน</span></p>

<p><span style="color:#000000;"><strong>ที่ประชุมยังได้รับทราบความก้าวหน้าการดำเนินงานเตรียมความพร้อมรับมืออุทกภัยของคณะทำงานทั้ง 3 คณะ</strong>&nbsp;ประกอบด้วย</span></p>

<p><span style="color:#000000;">1) คณะทำงานถอดบทเรียนและเตรียมความพร้อมรับมือมหาอุทกภัย ซึ่งขับเคลื่อนร่วมกับองค์การความร่วมมือระหว่างประเทศแห่งญี่ปุ่น (JICA) โดยได้ข้อสรุปแผนงานป้องกันและแก้ไขปัญหาอุทกภัยในพื้นที่อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา จำนวน 223 โครงการ ครอบคลุมการจัดการน้ำ ระบบไฟฟ้า การสื่อสาร ประปา และสาธารณสุข เพื่อให้เกิดการป้องกันและแก้ไขปัญหาอย่างเป็นระบบ โดยขณะนี้รายงานถอดบทเรียนและเตรียมความพร้อมรับมือมหาอุทกภัยจัดทำเสร็จเรียบร้อยแล้ว และจะนำเสนอ กนช. ในครั้งถัดไป และนำเสนอต่อคณะกรรมการถอดบทเรียนและเตรียมความพร้อมรับมือมหาอุทกภัย และคณะรัฐมนตรีตามลำดับ รวมถึงเร่งขับเคลื่อนแผนงานระยะเร่งด่วน จำนวน 97 โครงการ เพื่อให้การป้องกันและบรรเทาอุทกภัยในพื้นที่เห็นผลเป็นรูปธรรมโดยเร็ว</span></p>

<p><span style="color:#000000;">2) คณะทำงานจัดทำแผนงานการเตรียมความพร้อมรับมืออุทกภัยให้เกิดความยั่งยืนในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ปัจจุบันอยู่ระหว่างตรวจสอบยืนยันแผนงานโครงการและสถานะความพร้อมจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ก่อนจะจัดลำดับความสำคัญเพื่อเสนอคณะกรรมการลุ่มน้ำภาคใต้ฝั่งตะวันออกตอนล่าง โดยได้รวบรวมแผนงานการป้องกันและแก้ไขปัญหาอุทกภัยไว้รวม 859 โครงการ ครอบคลุมทั้งด้านโครงสร้างพื้นฐาน การจัดการ และเทคนิค รวมถึงจะเร่งจัดทำรายงานแผนงานการเตรียมความพร้อมรับมืออุทกภัย คู่มือประชาชน และคู่มือเจ้าหน้าที่ให้แล้วเสร็จภายในเดือนสิงหาคมนี้</span></p>

<p><span style="color:#000000;">3) คณะทำงานจัดทำแผนงานการเตรียมความพร้อมรับมือภัยแล้ง และอุทกภัยให้เกิดความยั่งยืนในพื้นที่จังหวัดน่าน ขณะนี้ได้รวบรวมและวิเคราะห์แผนงานป้องกันและแก้ไขปัญหาอุทกภัยในพื้นที่รวมทั้งสิ้น 619 โครงการ ครอบคลุมทั้งด้านการสร้างความมั่นคงของน้ำภาคการผลิต การจัดการน้ำท่วมและอุทกภัย การอนุรักษ์ฟื้นฟูระบบนิเวศ และการบริหารจัดการ โดยอยู่ระหว่างการประสานแผนงานเพิ่มเติม รวมทั้งจัดทำคู่มือการปฏิบัติงานสำหรับประชาชนและเจ้าหน้าที่ให้แล้วเสร็จกลางเดือนสิงหาคมนี้</span></p>

<p><span style="color:#000000;"><strong>ที่ประชุมยังได้พิจารณาโครงการสำคัญด้านทรัพยากรน้ำ</strong>&nbsp;โดยมีมติเห็นชอบในหลักการโครงการอ่างเก็บน้ำคลองวังโตนด จังหวัดจันทบุรี โดยให้นำข้อสังเกตของกรรมการไปพิจารณาดำเนินการอย่างเคร่งครัด โครงการนี้มีระยะเวลาดำเนินโครงการ 6 ปี (พ.ศ. 2570 &ndash; 2575) กักเก็บน้ำได้ในปริมาณ 99.50 ล้านลูกบาศก์เมตร สามารถแก้ไขปัญหาด้านน้ำในพื้นที่และสนับสนุนการจัดการน้ำในพื้นที่ เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (Eastern Economic Corridor หรือ EEC) และเห็นชอบการขอขยายระยะเวลาดำเนินการโครงการ ภายใต้กรอบวงเงินโครงการที่ได้รับอนุมัติไว้เดิม จำนวน 2 โครงการ ได้แก่ โครงการประตูระบายน้ำบ้านก่อพร้อมระบบส่งน้ำ จังหวัดสกลนคร จากเดิม 9 ปี (พ.ศ. 2562 &ndash; 2570) เป็น 11 ปี (พ.ศ. 2562 &ndash; 2572) และโครงการประตูระบายน้ำลำน้ำพุง-น้ำก่ำ อันเนื่องมาจากพระราชดำริ จังหวัดสกลนคร จากเดิม 9 ปี (พ.ศ. 2562 &ndash; 2570) เป็น 12 ปี (พ.ศ. 2562 &ndash; 2573) พร้อมกันนี้ ได้มีมติเห็นชอบการขอขยายระยะเวลาโครงการอ่างเก็บน้ำลำสะพุง อันเนื่องมาจากพระราชดำริ จังหวัดชัยภูมิ จากเดิม 8 ปี (พ.ศ. 2562 &ndash; 2569) เป็น 14 ปี (พ.ศ. 2562 &ndash; 2575) และขยายกรอบวงเงินงบประมาณจากเดิม 3,100 ล้านบาท เป็น 5,900 ล้านบาท โดยทุกโครงการให้ดำเนินการให้เป็นไปตามระเบียบและกฎหมายที่เกี่ยวข้องอย่างเคร่งครัด</span></p>

<p><span style="color:#000000;"><strong>นอกจากนี้ ที่ประชุมเห็นควรให้ดำเนินการตามข้อเสนอของกรมทรัพยากรน้ำบาดาล</strong>&nbsp;กรณีการขอรับการจัดสรรงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 งบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น เพื่อดำเนินโครงการพัฒนาน้ำบาดาลเพื่อความมั่นคงระดับชุมชน จำนวน 858 แห่ง ตามที่คณะรัฐมนตรีได้อนุมัติแล้ว เมื่อวันที่ 23 มิถุนายน 2569 โดยให้นำความเห็นของสำนักงบประมาณ สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และ สทนช. ไปประกอบการดำเนินการ</span></p>

<p><span style="color:#000000;"><strong>ด้านนายชยันต์ เมืองสง เลขาธิการ สทนช. กล่าวว่า</strong>&nbsp;ที่ประชุมได้มีมติเห็นชอบ (ร่าง) ปฏิทินการจัดทำแผนปฏิบัติการด้านทรัพยากรน้ำ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2571 ให้หน่วยงานของรัฐ จังหวัด และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ใช้เป็นกรอบแนวทางในการจัดทำแผนและเสนอขอรับการจัดสรรงบประมาณตามขั้นตอนที่กฎหมายกำหนดไว้อย่างถูกต้อง ครบถ้วน สอดคล้องกับกรอบงบประมาณรายจ่ายประจำปี อีกทั้งยังมีมติเห็นชอบการอนุญาตการใช้น้ำประเภทที่สาม จำนวน 52 คำขอ ตามที่กรมชลประทานและกรมทรัพยากรน้ำเสนอ โดยให้ติดตามการใช้น้ำอย่างเคร่งครัดเพื่อป้องกันผลกระทบต่อความสมดุลของทรัพยากรน้ำ และเห็นชอบการแต่งตั้งคณะอนุกรรมการตามมาตรา 20 แห่งพระราชบัญญัติทรัพยากรน้ำ พ.ศ. 2561 จำนวน 4 คณะ เพื่อสนับสนุนการขับเคลื่อนงานของ กนช. ให้บรรลุเป้าหมายตามแผนแม่บทการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ 20 ปี ทั้งนี้ สทนช. จะบูรณาการความร่วมมือกับทุกหน่วยงาน เร่งดำเนินการตามมติที่ประชุมและข้อสั่งการของรองนายกรัฐมนตรีให้เกิดผลเป็นรูปธรรม เพื่อขับเคลื่อนการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำของประเทศอย่างมีประสิทธิภาพต่อไป</span></p>
]]></description>
<enclosure url='https://pscd.prd.go.th/th/file/get/file/2026063017cf05f092b6e68424d3aed76069a02f120843.jpg' type='image/jpg' length='132971' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[“เอกนิติ” แถลงงบฯ 2570 วงเงิน 3.788 ล้านล้านบาท ย้ำคุ้มค่า โปร่งใส ประเทศเติบโตอย่างยั่งยืน]]></title>
<link>https://pscd.prd.go.th/th/content/category/detail/id/36/iid/517629</link>
<guid isPermaLink="false">1ac4e5bab9df6cad56b43200633a30ce</guid>
<pubDate>Tue, 30 Jun 2026 08:54:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://pscd.prd.go.th/cms/s308/u2692/30-06-69/211148_1024x1024.jpg" style="width: 100%;" /></p>

<p>&nbsp;</p>

<p><span style="color:#000000;"><strong>นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง</strong>&nbsp;นำเสนอร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 วาระที่ 1 (รับหลักการ) ต่อที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร วงเงิน 3,788,000 ล้านบาท เพิ่มจากปีก่อน 7,400 ล้านบาท หรือประมาณร้อยละ 0.2 จากคำของบประมาณที่หน่วยงานต่าง ๆ เสนอรวมกว่า 5.97 ล้านล้านบาท เป็นการจัดทำงบประมาณตามหลักงบประมาณฐานศูนย์ (Zero-based Budgeting) ทบทวนความจำเป็นของทุกโครงการ เพื่อลดภาระการคลังและเพิ่มประสิทธิภาพการใช้จ่าย ซึ่งผ่านกระบวนการพิจารณา คัดกรอง และจัดลำดับความสำคัญตามความจำเป็น ความเร่งด่วน และความคุ้มค่า โดยจัดทำขึ้นภายใต้ข้อจำกัดด้านการคลังและสถานการณ์เศรษฐกิจโลกที่ยังมีความไม่แน่นอน ซึ่งการพิจารณาร่าง พ.ร.บ. งบประมาณฯ วาระที่ 1 (รับหลักการ) มีขึ้นระหว่างวันที่ 29 มิถุนายน &ndash; 1 กรกฎาคม 2569 รวม 3 วัน รวม 41 ชั่วโมง แบ่งเป็นเวลาของประธานการประชุม 1 ชั่วโมง และจัดสรรเวลาอภิปรายฝ่ายรัฐบาลกับคณะรัฐมนตรี รวม 20 ชั่วโมง ขณะที่ ฝ่ายค้านได้รับเวลารวม 20 ชั่วโมง</span></p>

<p><span style="color:#000000;"><strong>นายเอกนิติ ได้แถลงหลักการของร่าง พ.ร.บ. งบประมาณฯ ระบุว่า</strong>&nbsp;การตั้งงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 เป็นจำนวนไม่เกิน 3,788,000 ล้านบาท เป็นการตั้งงบประมาณเพื่อชดใช้เงินคงคลังเป็นจำนวน 71,038,040,300 บาท เพื่อให้หน่วยรับงบประมาณได้มีกรอบวงเงินงบประมาณสำหรับใช้จ่ายในปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจ พัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน มุ่งสร้างโอกาสยกระดับคุณภาพชีวิต และความมั่นคงของประชาชนในทุกพื้นที่อย่างทั่วถึงตามเป้าหมายยุทธศาสตร์ชาติและนโยบายรัฐบาล โดยมุ่งเน้นการฟื้นฟูสภาพทางการคลังของประเทศ ให้ความสำคัญกับการปรับสมดุลทางการคลังในทุกมิติ ภายใต้กรอบวินัยการคลัง ความโปร่งใส และเป็นรูปธรรมในทุกมิติของการบริหารจัดการด้านการคลัง โดยมีแนวทางที่จะปรับลดขนาดการขาดดุลการคลังให้อยู่ในระดับไม่เกินร้อยละ 3 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศภายในปี 2572 ร่าง พ.ร.บ. นี้ จึงต้องทำหน้าที่สองด้านพร้อมกัน คือ ประคับประคองประชาชนและเศรษฐกิจ และวางรากฐานให้ประเทศแข็งแรงขึ้นในอนาคต โดยรัฐบาลได้ยึดหลัก&nbsp;5T ในการจัดทำงบประมาณ ได้แก่</span></p>

<p><span style="color:#000000;">Targetใช้งบประมาณให้ตรงเป้า ตรงกลุ่ม ตรงปัญหา และลดรายการที่ยังไม่จำเป็น</span></p>

<p><span style="color:#000000;">Transparent&nbsp;จัดทำงบประมาณให้สะท้อนภาระค่าใช้จ่ายจริง โปร่งใส ตรวจสอบได้ และเปิดข้อมูลให้วิเคราะห์ต่อได้</span></p>

<p><span style="color:#000000;">Transition&nbsp;ช่วยประเทศข้ามผ่านวิกฤต โดยเฉพาะด้านพลังงาน ค่าครองชีพ และภัยพิบัติ พร้อมลดความเปราะบางในระยะยาว</span></p>

<p><span style="color:#000000;">Transformation&nbsp;เปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจและภาครัฐ ผ่านการลงทุนในคน ดิจิทัล ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ทักษะ และกฎหมายที่เอื้อต่อการแข่งขัน</span></p>

<p><span style="color:#000000;">Together&nbsp;ระดมความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งงบประมาณ รัฐวิสาหกิจ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ภาคเอกชน และมาตรการส่งเสริมการลงทุน เพื่อให้ทรัพยากรที่มีจำกัดสร้างผลลัพธ์ได้มากที่สุด</span></p>

<p><span style="color:#000000;"><strong>การจัดทำร่าง พ.ร.บ. นี้ จึงมุ่งเน้นการจัดสรรงบประมาณแบบแม่นยำ</strong>&nbsp;ตรงเป้าหมาย ตอบโจทย์การแก้ไขปัญหาของประเทศ ยึดหลักการจัดทำงบประมาณที่ให้ความสำคัญกับการตอบโจทย์ความต้องการและการลดผลกระทบของประชาชน นอกจากนี้ รัฐบาลได้พิจารณาความครอบคลุมทุกแหล่งเงิน ทั้งเงินงบประมาณ และเงินนอกงบประมาณ โดยให้หน่วยรับงบประมาณพิจารณานำเงินนอกงบประมาณ เพื่อลดภาระงบประมาณของประเทศ</span></p>

<p><span style="color:#000000;"><strong>สาระสำคัญของงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570&nbsp;</strong>ร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 มีวงเงินงบประมาณทั้งสิ้น 3,788,000 ล้านบาท จำแนกเป็น รายจ่ายประจำ จำนวน 2,786,367.1 ล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ 73.6 รายจ่ายเพื่อชดใช้เงินคงคลัง จำนวน 71,038.1 ล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ 1.9 รายจ่ายลงทุน จำนวน 789,171.5 ล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ 20.8 และรายจ่ายชำระคืนต้นเงินกู้ จำนวน 151,520 ล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ 4 โดยรายจ่ายชำระคืนต้นเงินกู้ที่เป็นรายจ่ายลงทุน กรณีการกู้เพื่อการลงทุนของรัฐวิสาหกิจ จำนวน 10,096.7 ล้านบาท</span></p>

<p><span style="color:#000000;">ทั้งนี้ สาระสำคัญของงบประมาณรายจ่าย ที่จำแนกการนำเสนอตามกลุ่มงบประมาณ และยุทธศาสตร์การจัดสรรงบประมาณ ดังนี้</span></p>

<p><span style="color:#000000;"><strong>1. งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 จำแนกตามกลุ่มงบประมาณ</strong>&nbsp;ประกอบด้วย</span></p>

<p><span style="color:#000000;">1.1 งบประมาณรายจ่ายงบกลาง จำนวน 693,880.0 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 18.3 ของวงเงินงบประมาณ</span></p>

<p><span style="color:#000000;">1.2 งบประมาณรายจ่ายของหน่วยรับงบประมาณ จำนวน 1,342,836.3 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 35.4 ของวงเงินงบประมาณ</span></p>

<p><span style="color:#000000;">1.3 งบประมาณรายจ่ายบูรณาการ จำนวน 70,247.0 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 1.9 ของวงเงินงบประมาณ จำนวน 3 เรื่อง ได้แก่ 1. ต่อต้านการทุจริตและประพฤติมิชอบ 2. บริหารจัดการทรัพยากรน้ำ 3. รัฐบาลดิจิทัล</span></p>

<p><span style="color:#000000;">1.4 งบประมาณรายจ่ายบุคลากร จำนวน 852,671.2 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 22.5 ของวงเงินงบประมาณ</span></p>

<p><span style="color:#000000;">1.5 งบประมาณรายจ่ายสำหรับทุนหมุนเวียน จำนวน 294,857.1 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 7.8 ของวงเงินงบประมาณ</span></p>

<p><span style="color:#000000;">1.6 งบประมาณรายจ่ายเพื่อการชำระหนี้ภาครัฐ จำนวน 462,470.3 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 12.2 ของวงเงินงบประมาณ</span></p>

<p><span style="color:#000000;">1.7 งบประมาณรายจ่ายเพื่อชดใช้เงินคงคลัง จำนวน 71,038.1 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 1.9 ของวงเงินงบประมาณ</span></p>

<p><span style="color:#000000;"><strong>2. งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570</strong>&nbsp;จำแนกตามยุทธศาสตร์การจัดสรรงบประมาณ กำหนดไว้จำนวน 6 ยุทธศาสตร์ 1 รายการ มีรายละเอียดการดำเนินงานที่สำคัญ ดังนี้</span></p>

<p><span style="color:#000000;">ยุทธศาสตร์ที่ 1 : ด้านความมั่นคง รัฐบาลได้จัดสรรงบประมาณรายจ่าย จำนวน 407,165.1 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 10.7 ของวงเงินงบประมาณ เพื่อให้ประเทศมีความมั่นคง ส่งเสริมการอยู่ร่วมกันของคนในชาติอย่างมีความสุขและสันติ เสริมสร้างความสามัคคีปรองดองของคนในชาติ ธำรงไว้ซึ่งสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ส่งเสริมการเมืองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข</span></p>

<p><span style="color:#000000;">ยุทธศาสตร์ที่ 2 : ด้านการสร้างความสามารถในการแข่งขัน รัฐบาลได้จัดสรรงบประมาณรายจ่าย จำนวน 348,427.4 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 9.2 ของวงเงินงบประมาณ เพื่อส่งเสริมให้เศรษฐกิจของประเทศเติบโตอย่างมีเสถียรภาพและยั่งยืน ยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันในทุกมิติ</span></p>

<p><span style="color:#000000;">ยุทธศาสตร์ที่ 3 : ด้านการพัฒนาและเสริมสร้างศักยภาพทรัพยากรมนุษย์ รัฐบาลได้จัดสรรงบประมาณรายจ่าย จำนวน 611,194.5 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 16.1 ของวงเงินงบประมาณ เพื่อมุ่งพัฒนาคนไทยให้เป็นคนดี คนเก่ง มีคุณภาพ พร้อมสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการพัฒนาตลอดช่วงชีวิต</span></p>

<p><span style="color:#000000;">ยุทธศาสตร์ที่ 4 : ด้านการสร้างโอกาสและความเสมอภาคทางสังคม รัฐบาลได้จัดสรรงบประมาณรายจ่าย จำนวน 960,916.6 ล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ 25.4 ของวงเงินงบประมาณ เพื่อสร้างความเป็นธรรมลดความเหลื่อมล้ำในทุกมิติ โดยสนับสนุนความคุ้มครองทางสังคมขั้นพื้นฐานแก่ประชาชนทุกกลุ่ม</span></p>

<p><span style="color:#000000;">ยุทธศาสตร์ที่ 5 : ด้านการสร้างการเติบโตบนคุณภาพชีวิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม รัฐบาลได้จัดสรรงบประมาณรายจ่าย จำนวน 137,507.8 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 3.6 ของวงเงินงบประมาณ มุ่งเน้นการสร้างความสมดุลและความยั่งยืนของฐานทรัพยากรธรรมชาติ</span></p>

<p><span style="color:#000000;">ยุทธศาสตร์ที่ 6 : ด้านการปรับสมดุลและพัฒนาระบบการบริหารจัดการภาครัฐ รัฐบาลได้จัดสรรงบประมาณรายจ่าย จำนวน 676,320.2 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 17.9 ของวงเงินงบประมาณ เพื่อยกระดับการบริการภาครัฐให้มีขีดสมรรถนะสูงเปลี่ยนผ่านไปสู่ราชการทันสมัยในระบบดิจิทัล เพิ่มประสิทธิภาพการบริการที่ตอบสนองต่อความต้องการของประชาชนอย่างสะดวกรวดเร็ว</span></p>

<p><span style="color:#000000;"><strong>รัฐบาลได้จัดสรรงบประมาณ จำนวน 646,468.4 ล้านบาท</strong>&nbsp;คิดเป็นร้อยละ 17.1 ของวงเงินงบประมาณ เพื่อสำรองไว้เป็นค่าใช้จ่ายในการรองรับเหตุการณ์ที่อาจเกิดขึ้นโดยไม่ได้คาดหมายสำหรับกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น การเยียวยาหรือบรรเทาความเสียหายจากภัยพิบัติสาธารณะร้ายแรง ภารกิจที่เป็นความจำเป็นเร่งด่วนของรัฐ และเงินชดเชยค่างานสิ่งก่อสร้าง รวมทั้งเพื่อแก้ปัญหา ฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคมจากวิกฤตด้านพลังงาน การบริหารจัดการหนี้และการชำระหนี้ภาครัฐเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและเกิดประโยชน์สูงสุดต่อเศรษฐกิจ และเพื่อชดใช้เงินคงคลังที่ได้จ่ายไปแล้ว ตามพระราชบัญญัติเงินคงคลัง พ.ศ. 2491 และที่แก้ไขเพิ่มเติม</span></p>

<p><span style="color:#000000;"><strong>ร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570</strong>&nbsp;มุ่งเป้าขับเคลื่อนเศรษฐกิจ พัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน มุ่งสร้างโอกาส และลดความเหลื่อมล้ำอย่างทั่วถึง ภายใต้แรงสนับสนุนจากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกและอุปสงค์ภายในประเทศ รัฐบาลจึงดำเนินนโยบายงบประมาณแบบขาดดุล วงเงิน 3,788,000 ล้านบาท เพื่อรักษาเสถียรภาพและเสริมสร้างความเข้มแข็งให้แก่ระบบเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง โดยรัฐบาลจะบริหารงบประมาณรายจ่ายนี้ ให้เป็นไปตามกฎหมายและกรอบวินัยการเงินการคลังของรัฐอย่างเคร่งครัด จะใช้จ่ายภาษีของประชาชนให้มีประสิทธิภาพมากที่สุด ให้เม็ดเงินไปสู่ประชาชน สร้างการเติบโตให้ประเทศอย่างเต็มศักยภาพ ทั่วถึง และยั่งยืน เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชนอย่างเป็นรูปธรรมต่อไป</span></p>

<p><span style="color:#000000;"><strong>สำหรับกระทรวงที่ได้รับการจัดสรรงบประมาณสูงสุด 5 อันดับ</strong>&nbsp;ประกอบด้วย</span></p>

<p><span style="color:#000000;">1. กระทรวงการคลัง 4.4 แสนล้านบาท</span></p>

<p><span style="color:#000000;">2. กระทรวงศึกษาธิการ 3.6 แสนล้านบาท</span></p>

<p><span style="color:#000000;">3. กระทรวงมหาดไทย 2.8 แสนล้านบาท</span></p>

<p><span style="color:#000000;">4. กระทรวงกลาโหม 2.3 แสนล้านบาท</span></p>

<p><span style="color:#000000;">5. กระทรวงสาธารณสุข 1.8 แสนล้านบาท</span></p>
]]></description>
<enclosure url='https://pscd.prd.go.th/th/file/get/file/202606302bc80629873986067a1f31f82a5c2b01115544.jpg' type='image/jpg' length='123881' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[15 มิ.ย. 69 เริ่มใช้สิทธิ “ไทยช่วยไทย พลัส 60/40” ผ่านฟู้ดเดลิเวอรี ย้ำผู้ถือบัตรสวัสดิการฯ รีบยืนยันสิทธิ ภายใน 21 มิ.ย. 69]]></title>
<link>https://pscd.prd.go.th/th/content/category/detail/id/36/iid/512367</link>
<guid isPermaLink="false">1f00aa10b3ca478f047747efed7d722b</guid>
<pubDate>Mon, 15 Jun 2026 09:17:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://pscd.prd.go.th/cms/s308/u2692/15-06-69/206930_1_1024x1024.jpg" style="width: 100%;" /></p>

<p>&nbsp;</p>

<p><span style="color:#000000;"><strong>จากนโยบายที่มุ่งแก้ปัญหาค่าครองชีพเพิ่มสูงขึ้นจากผลกระทบการสู้รบในตะวันออกกลาง</strong>&nbsp;ของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ที่เดินหน้านโยบายลดภาระค่าครองชีพของประชาชนอย่างต่อเนื่อง ผ่านโครงการ &ldquo;ไทยช่วยไทย พลัส 60/40&rdquo; เริ่มโครงการมาตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2569 เป็นต้นมา โดยตั้งแต่วันที่ 15 มิถุนายน 2569 เป็นต้นไป จะเป็นวันแรกที่ประชาชนสามารถใช้สิทธิผ่านบริการ ฟู้ดเดลิเวอรี บน 4 แพลตฟอร์มหลัก ได้แก่ 1. ShopeeFood 2. LINE MAN 3. GrabFood และ 4. Robinhood หลังจากเปิดให้ร้านอาหารทั่วประเทศลงทะเบียนเชื่อมระบบผ่านแอปพลิเคชัน &ldquo;ถุงเงิน&rdquo; ตั้งแต่วันที่ 10 มิถุนายนที่ผ่านมา ขณะนี้มีร้านอาหารที่ลงทะเบียนเข้าร่วมบริการฟู้ดเดลิเวอรีและเชื่อมระบบสำเร็จแล้ว 88,198 ร้านค้า สะท้อนถึงความพร้อมของผู้ประกอบการทั่วประเทศในการเข้าร่วมมาตรการของรัฐบาล เพื่อขยายช่องทางการขาย เพิ่มรายได้ และอำนวยความสะดวกให้ประชาชนสามารถใช้สิทธิได้มากยิ่งขึ้น</span></p>

<p><span style="color:#000000;"><strong>สำหรับประชาชน สามารถใช้สิทธิผ่านบริการฟู้ดเดลิเวอรีได้ตั้งแต่วันที่ 15 มิถุนายน &ndash; 30 กันยายน 2569</strong>&nbsp;ระหว่างเวลา 06.00 &ndash; 21.00 น. ของทุกวัน ซึ่งจะช่วยเพิ่มความสะดวกในการเข้าถึงสิทธิ ลดภาระค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน และช่วยกระจายเม็ดเงินสู่ร้านอาหาร ผู้ประกอบการรายย่อย และเศรษฐกิจชุมชนในทุกพื้นที่ทั่วประเทศ เชื่อมั่นว่าการเปิดใช้สิทธิผ่านฟู้ดเดลิเวอรีจะช่วยเพิ่มความสะดวกให้ประชาชน ขยายโอกาสทางการค้าให้ผู้ประกอบการรายย่อย และทำให้เม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจฐานรากได้รวดเร็วและทั่วถึงมากยิ่งขึ้น สอดคล้องกับเป้าหมายของรัฐบาลที่มุ่งดูแลค่าครองชีพของประชาชน</span></p>

<p><span style="color:#000000;"><strong>ทั้งนี้ บรรยากาศการจับจ่ายใช้สอยภายใต้โครงการ &ldquo;ไทยช่วยไทย พลัส 60/40&rdquo;&nbsp;</strong>ยังคงคึกคักอย่างต่อเนื่อง โดยข้อมูล ณ วันที่ 14 มิถุนายน 2569 เวลา 17.00 น. มีผู้ได้รับสิทธิแล้ว 26,040,623 คน และมีร้านค้าลงทะเบียนพร้อมใช้งานแล้วกว่า 1,044,682 ร้านค้า ขณะที่ยอดใช้จ่ายสะสมตั้งแต่เปิดโครงการอยู่ที่ 29,772.15 ล้านบาท แบ่งเป็น เงินที่รัฐบาลร่วมจ่าย 17,242.91 ล้านบาท และ เงินที่ประชาชนร่วมจ่าย 12,529.24 ล้านบาท มีผู้ใช้สิทธิสำเร็จแล้ว 24,852,342 คน และมีผู้ใช้สิทธิครบวงเงิน 1,000 บาทแล้ว 2,656,376 คน (ข้อมูล ณ วันที่ 13 มิ.ย. 69 เวลา 23.00 น.)</span></p>

<p><span style="color:#000000;"><strong>ส่วนความคืบหน้าการเปิดรับลงทะเบียนยืนยันสิทธิโครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ</strong>&nbsp;(โครงการฯ) ปี 2569 ตั้งแต่วันที่ 4 &ndash; 11 มิถุนายน 2569 ณ เวลา 23.00 น. และมีผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐรายเดิม&nbsp;ลงทะเบียนแล้วทั้งสิ้น 11,797,120 ราย แต่ยังมีผู้ที่ยังไม่ลงทะเบียนยืนยันสิทธิ 1,376,853 ราย จึงขอให้ผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐรายเดิมที่ยังไม่ได้ลงทะเบียนยืนยันสิทธิมาดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 21 มิถุนายน 2569 ภายในเวลา 23.00 น. ผ่าน 5 ช่องทาง ได้แก่ ผ่านแอปพลิเคชัน &ldquo;เป๋าตัง&rdquo; แอปพลิเคชัน &ldquo;ทางรัฐ&rdquo; เว็บไซต์ของโครงการ: </span><a href="https://welfare.mof.go.th" target="_blank"><span style="color:#0000cd;">https://welfare.mof.go.th</span></a><span style="color:#000000;"> หรือ </span><a href="https://xn--12cm1ane3a8dcb9a6abq9eehm8a4u7e.mof.go.th/" target="_blank"><span style="color:#0000cd;">https://บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ.mof.go.th</span></a><span style="color:#000000;"> เครื่อง ATM ของบริษัท ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) และหน่วยรับลงทะเบียน 5 แห่ง ได้แก่ ธนาคารกรุงไทย ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร ธนาคารออมสิน ธนาคารอาคารสงเคราะห์ และธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทยและขอให้ตรวจสอบความถูกต้องครบถ้วนของข้อมูลให้เรียบร้อยก่อนยืนยันการลงทะเบียน สำหรับผู้ที่ลงทะเบียนยืนยันสิทธิแล้วขึ้นสถานะข้อมูลตามบัตรประชาชนไม่ถูกต้อง คณะกรรมการประชารัฐสวัสดิการเพื่อเศรษฐกิจฐานรากและสังคม มีมติให้ผู้ลงทะเบียนยืนยันสิทธิที่มีการกรอกข้อมูลเลขบัตรประจำตัวประชาชนถูกต้อง แต่มีการกรอกข้อมูลอื่นๆ ผิดพลาดเล็กน้อย ให้ถือว่าการลงทะเบียนสมบูรณ์แล้ว และไม่ต้องดำเนินการขอแก้ไขข้อมูล หรือลงทะเบียนใหม่ สำหรับผู้ลงทะเบียนยืนยันสิทธิที่มีข้อมูลผิดพลาดในสาระสำคัญ จะเร่งดำเนินการตรวจสอบและแก้ไขข้อมูล</span></p>

<p><span style="color:#000000;"><strong>สำหรับการประกาศผลการตรวจสอบคุณสมบัติของผู้ลงทะเบียนยืนยันสิทธิ&nbsp;</strong>กระทรวงการคลังจะประกาศ ในวันที่ 17 กรกฎาคม 2569 ผ่านเว็บไซต์โครงการฯ แอปพลิเคชันเป๋าตัง แอปพลิเคชันทางรัฐ และหน่วยรับลงทะเบียน 5 ธนาคาร และสามารถติดตามรายละเอียดและข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับโครงการฯ ผ่านเว็บไซต์&nbsp;</span><a href="https://บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ.mof.go.th" target="_blank"><span style="color:#0000cd;">https://บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ.mof.go.th</span></a><span style="color:#000000;">&nbsp;และ </span><a href="https://welfare.mof.go.th" target="_blank"><span style="color:#0000cd;">https://welfare.mof.go.th</span></a><span style="color:#000000;"> หรือช่องทางประชาสัมพันธ์อย่างเป็นทางการของกระทรวงการคลัง พร้อมทั้งเปิดให้ผู้ที่ผ่านการตรวจสอบคุณสมบัติแต่ยังไม่เคยมีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐมาก่อน เข้าไปยืนยันตัวตนได้ตั้งแต่วันที่ 17 กรกฎาคม 2569 ถึงวันที่ 12 มกราคม 2570 ผ่านช่องทางเดียวกัน และสามารถใช้สิทธิสวัสดิการแห่งรัฐได้ตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม 2569 เป็นต้นไป กรณีผู้ที่ไม่ผ่านการตรวจสอบคุณสมบัติ สามารถอุทธรณ์ผลการตรวจสอบผ่านช่องทางแอปพลิเคชัน &ldquo;เป๋าตัง&rdquo; และแอปพลิเคชัน &nbsp;&nbsp;&ldquo;ทางรัฐ&rdquo; เว็บไซต์ </span><a href="https://welfare.mof.go.th" target="_blank"><span style="color:#0000cd;">https://welfare.mof.go.th</span></a><span style="color:#000000;"> หรือ </span><a href="https://บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ.mof.go.th" target="_blank"><span style="color:#0000cd;">https://บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ.mof.go.th</span></a><span style="color:#000000;"> และหน่วยรับลงทะเบียน 5 แห่ง ได้ตั้งแต่วันที่ 17 &ndash; 31 กรกฎาคม 2569 โดยกระทรวงการคลังจะประกาศผลการอุทธรณ์ในวันที่ 14 กันยายน 2569 ซึ่งผู้ผ่านการตรวจสอบคุณสมบัติในรอบอุทธรณ์สามารถยืนยันตัวตนได้ตั้งแต่วันที่มีการประกาศผล และใช้สิทธิสวัสดิการได้ ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2569 เป็นต้นไป</span></p>
]]></description>
<enclosure url='https://pscd.prd.go.th/th/file/get/file/202606150d33894ca1d1ccac1bc3fc701f500003101959.jpg' type='image/jpg' length='138334' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[แถลงการณ์นายกรัฐมนตรี สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา สิ้นพระชนม์]]></title>
<link>https://pscd.prd.go.th/th/content/category/detail/id/36/iid/511776</link>
<guid isPermaLink="false">1169151875a1a78cc6842e158679fed9</guid>
<pubDate>Fri, 12 Jun 2026 12:11:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://pscd.prd.go.th/cms/s308/u2692/12-06-69/000_012_005.jpg" style="width: 100%;" /></p>

<p>&nbsp;</p>

<p>นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี แถลงการณ์ผ่านโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจแห่งประเทศไทย เรื่อง สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา สิ้นพระชนม์ โดยมีใจความสำคัญว่า</p>

<p>พี่น้องประชาชนชาวไทยทุกท่าน สำนักพระราชวังได้มีประกาศอย่างเป็นทางการว่า สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ได้สิ้นพระชนม์แล้ว นำมาซึ่งความโทมนัสสุดอาลัยต่อพสกนิกรชาวไทยทั่วทั้งแผ่นดิน</p>

<p>ไม่มีถ้อยคำใดที่จะสามารถบรรยายความรู้สึกของพสกนิกรชาวไทยได้อย่างครบถ้วน เพราะความสูญเสียครั้งนี้ มิได้เป็นเพียงข่าวร้ายที่ประชาชนได้รับรู้ หากเป็นความอาดูรสุดที่จะประมาณที่เกิดขึ้นในดวงใจของผู้คนทั้งชาติ</p>

<p>ด้วยสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ ทรงเป็นที่รัก เคารพ และเทิดทูนของประชาชนทุกหมู่เหล่า ทรงเป็นเจ้าฟ้าราชนารีผู้เปี่ยมด้วยพระเมตตา พระปรีชาสามารถและพระจริยวัตรอันงดงาม เป็นแบบอย่างแห่งการอุทิศพระองค์เพื่อประเทศชาติ และประชาชนตลอดพระชนม์ชีพ</p>

<p>สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ ทรงดำรงพระองค์เป็นขัตติยนารีผู้ทรงคุณูปการยิ่งแห่งพระบรมราชจักรีวงศ์ ทรงอุทิศพระวรกาย พระสติปัญญา และกำลังพระทัย ด้วยพระราชปณิธานอันแน่วแน่ในการสร้างสรรค์สังคมที่เปี่ยมด้วยความยุติธรรม ความเสมอภาค และศักดิ์ศรีแห่งความเป็นมนุษย์</p>

<p>พระปรีชาสามารถอันรอบด้าน ทั้งในฐานะนักกฎหมาย นักการทูต นักสังคมสงเคราะห์ ล้วนเป็นแบบอย่างการดำรงพระองค์ให้คนไทยเชื่อมั่นในคุณค่าของตนเอง กล้าที่จะใฝ่ฝัน มุ่งมั่นพัฒนาตนเอง และใช้ความรู้ความสามารถเพื่อสร้างประโยชน์แก่สังคมและประเทศชาติ</p>

<p>แม้วันนี้ ขัตติยนารีผู้ทรงเป็นความภาคภูมิใจของแผ่นดินไทย ได้เสด็จสู่สวรรคาลัยแล้ว พระกรุณาธิคุณที่ทรงมีต่อประเทศชาติและประชาชน และพระปณิธานในการสร้างสังคมแห่งความเมตตา ความยุติธรรม และความเสมอภาค จะยังคงดำรงอยู่เป็นมรดกทางคุณธรรมของชาติ เป็นดั่งประกายแสงแห่งเพชรที่ส่องนำทางแก่คนไทยรุ่นแล้วรุ่นเล่าสืบไป</p>

<p>ในการนี้ กระผมขอเชิญชวนพี่น้องประชาชนชาวไทยทุกคน ร่วมกันน้อมรำลึกถึงพระกรุณาธิคุณของ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ด้วยการตั้งมั่นอยู่ในความดี การมีเมตตาต่อกัน การช่วยเหลือผู้ด้อยโอกาส และการทำคุณประโยชน์เพื่อส่วนรวม อันเป็นคุณค่าที่พระองค์ทรงยึดถือและทรงปฏิบัติเป็นแบบอย่างมาตลอดพระชนม์ชีพ เพื่อถวายเป็นกำลังพระราชหฤทัยแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และพระบรมวงศานุวงศ์ทุกพระองค์ในห้วงเวลาแห่งความเศร้าโศกนี้</p>

<p>กระผมในนามของรัฐบาล ข้าราชการ และพสกนิกรชาวไทยทั้งในและนอกราชอาณาจักร ขอน้อมรำลึกถึงพระกรุณาธิคุณอันล้นพ้นหาที่สุดมิได้ ขอให้พระเกียรติคุณ พระจริยวัตร และพระกรุณาธิคุณ สถิตเป็นมิ่งขวัญ เป็นแสงสว่างแห่งเพชรในดวงใจของปวงชนชาวไทยตราบกาลนิรันดร์</p>
]]></description>
<enclosure url='https://pscd.prd.go.th/th/file/get/file/2026061275f4a9529c5c1e2a9a826a204cc6264e131318.jpg' type='image/jpg' length='80480' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[“ไทยช่วยไทย พลัส 60/40” ลดค่าครองชีพ ประชาชนใช้สิทธิคึกคักทั่วประเทศ AI “นกกระซิบ” ช่วยร้านค้าวิเคราะห์ยอดขาย]]></title>
<link>https://pscd.prd.go.th/th/content/category/detail/id/36/iid/508672</link>
<guid isPermaLink="false">14f65aac2a7cbe4d856df781b76fc3ec</guid>
<pubDate>Tue, 02 Jun 2026 10:35:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://pscd.prd.go.th/cms/s308/u2692/2-06-69/201132_1024x1024.jpg" style="width: 100%;" /></p>

<p>&nbsp;</p>

<p><span style="color:#000000;"><strong>นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย</strong>&nbsp;โพสต์เฟซบุ๊ก เชิญชวนประชาชนที่เข้าร่วม โครงการ &ldquo;ไทยช่วยไทย พลัส&rdquo; ไปใช้สิทธิ โดยมีข้อความระบุว่า &ldquo;ไทยช่วยไทย พลัส เริ่มแล้ว อย่าลืมออกไปจับจ่ายใช้สอยกันตามส่วน 60/40 นะครับ&rdquo;</span></p>

<p><span style="color:#000000;"><strong>ด้านนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง</strong>&nbsp;พร้อมด้วยนายอาร์ชวัส เจริญศิลป์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการคลัง และนายผยง ศรีวณิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงไทย ได้ลงพื้นที่ตรวจติดตามความพร้อมของการดำเนินโครงการ &ldquo;ไทยช่วยไทย พลัส 60/40&rdquo; ณ ตลาดสดธนบุรี ถนนบรมราชชนนี ซึ่งเป็นวันแรกของการเปิดให้ประชาชนใช้สิทธิ เพื่อประเมินความพร้อมของร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการ ระบบการชำระเงิน และการให้บริการในพื้นที่จริง โดยได้พบปะประชาชนและผู้ประกอบการร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการ พร้อมรับฟังข้อคิดเห็น ปัญหา และข้อเสนอแนะจากผู้ใช้บริการและผู้ประกอบการ รวมทั้งติดตามการทำงานของระบบและกระบวนการให้บริการ เพื่อให้การดำเนินโครงการเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ สะดวก รวดเร็ว และตอบสนองความต้องการของประชาชนได้อย่างทั่วถึง จากการมาสำรวจรู้สึกดีใจที่เห็นประชาชนมาใช้จ่ายกับโครงการ ซึ่งช่วยลดค่าครองชีพให้กับประชาชนได้จริงๆ และได้รับการยืนยันจากประชาชนว่าการใช้จ่ายผ่าน G Wallet ในแอปพลิเคชัน &ldquo;เป๋าตัง&rdquo; ใช้งานง่าย ทั้งผู้ซื้อ และผู้ขาย ใช้งานสะดวก</span></p>

<p><span style="color:#000000;"><strong>นายเอกนิติ เน้นย้ำว่า โครงการ &ldquo;ไทยช่วยไทย พลัส 60/40&rdquo;</strong>&nbsp;ที่รัฐบาลสมทบค่าใช้จ่ายให้ 60% หรือ 200 บาทต่อวัน และประชาชนจ่ายเอง 40% หรือ 133 บาทต่อวัน รวมเป็น 333 บาทต่อวัน วงเงิน 1,000 บาทต่อเดือน ผู้ที่มีสิทธิไม่จำเป็นต้องใช้วันแรก ใช้เมื่อไรก็ได้ ไม่ตัดสิทธิ แต่ให้ใช้จ่ายให้หมดภายในเดือนไม่สมทบในเดือนถัดไป เพราะวัตถุประสงค์โครงการไม่ได้ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่เพื่อบรรเทาค่าครองชีพให้กับประชาชน แก้วิกฤต ปากท้องของประชาชน ให้ประชาชนได้ซื้อสินค้าราคาถูกลง</span></p>

<p><span style="color:#000000;"><strong>การใช้สิทธิวันแรก</strong>&nbsp;(1 มิ.ย. 69) ประชาชนและร้านค้าใช้สิทธิผ่านโครงการ &ldquo;ไทยช่วยไทย พลัส 60/40&rdquo; กันอย่างคึกคัก เวลา 17.00 น. มียอดใช้จ่ายรวม 1,084.43 ล้านบาท โดยประชาชนจ่าย 454.78 ล้านบาท รัฐร่วมจ่าย 629.65 ล้านบาท จำนวนผู้ใช้จ่าย 5 ล้านคน และจำนวนร้านค้าที่มีการใช้จ่าย 5.66 แสนร้านค้า โดยประชาชนสามารถใช้สิทธิซื้อสินค้ากับร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการ และใช้บริการขนส่งมวลชนสาธารณะ โดยชำระผ่าน G Wallet ในแอปพลิเคชัน &ldquo;เป๋าตัง&rdquo; ได้ตั้งแต่บัดนี้ &ndash; วันที่ 30 กันยายน 2569 เวลา 06.00 &ndash; 23.00 น. และสั่งอาหารผ่านฟู้ดเดลิเวอรีที่ร่วมโครงการ ได้ตั้งแต่วันที่ 15 มิถุนายน &ndash; 30 กันยายน 2569 เวลา 06.00 &ndash; 21.00 น.</span></p>

<p><span style="color:#000000;"><strong>ส่วนผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ</strong>&nbsp;(1 มิ.ย. 69) เป็นวันแรกที่รัฐบาลได้โอนเงินสนับสนุนเพิ่มเติมอีก 700 บาทต่อคนต่อเดือน ทำให้ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐได้รับวงเงินรวม 1,000 บาทต่อเดือน จากเดิม 300 บาท เป็นระยะเวลา 4 เดือน ตั้งแต่เดือนมิถุนายน &ndash; กันยายน 2569 มีผู้มาใช้สิทธิตรวจสอบข้อมูล และสแกนใบหน้า เพื่อเลือกซื้อสินค้าอุปโภคบริโภค โดยเฉพาะสินค้าจำเป็นในครัวเรือน อาทิ ข้าวสาร น้ำตาลทราย น้ำมันพืช น้ำปลา และผลิตภัณฑ์ทำความสะอาด โดยผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐหลายราย รู้สึกดีใจและขอบคุณรัฐบาลที่เพิ่มวงเงินช่วยเหลือ เนื่องจากสามารถช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวันได้อย่างเป็นรูปธรรม และตั้งใจใช้สิทธิเต็มวงเงิน 1,000 บาท เพื่อซื้อสิ่งของจำเป็นให้เพียงพอต่อการดำรงชีพ และหวังให้มีมาตรการช่วยเหลือลักษณะนี้อย่างต่อเนื่อง</span></p>

<p><span style="color:#000000;"><strong>สำหรับผู้ประกอบการร้านค้า ขณะนี้มีร้านค้าเข้าร่วมโครงการแล้ว 1.05 ล้านร้านค้า</strong>&nbsp;ซึ่งยังเปิดให้ร้านค้าใหม่ลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการได้ถึงวันที่ 31 กรกฎาคม 2569 ส่วนร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการแล้ว นายเอกนิติ ได้แนะนำให้ร้านค้าใช้งาน AI &ldquo;นกกระซิบ&rdquo; ซึ่งเป็น AI Chatbot สำหรับร้านค้า ที่อยู่บนแอปพลิเคชัน &ldquo;ถุงเงิน&rdquo; เพื่อให้ร้านค้าใช้ในการวิเคราะห์ยอดขายเป็นรายวัน วิเคราะห์ช่วงเวลาที่ขายดีที่สุด ราคาขายเฉลี่ย และสามารถเตรียมสินค้า เปรียบเทียบราคา ซึ่งจะช่วยลดต้นทุน เพิ่มรายได้ และวางแผนบริหารร้านค้าได้แม่นยำมากขึ้น ที่สำคัญสามารถนำข้อมูลการขายไปขอสินเชื่อในระบบได้ โดยไม่ต้องกู้นอกระบบ</span></p>

<p><span style="color:#000000;"><strong>กรณีกลุ่มผู้ที่ไม่มีสมาร์ทโฟน นายเอกนิติ กล่าวว่า</strong>&nbsp;บุคคลที่ไม่มีสมาร์ทโฟนหรือรายได้น้อย น่าจะอยู่ในกลุ่มผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐอยู่แล้ว โดยวันที่ 2 มิถุนายน 2569 กระทรวงการคลัง จะเสนอคณะรัฐมนตรี เพื่อตรวจสอบสิทธิใหม่ โดยจะนำสิทธิของผู้รับสิทธิเก่า ซึ่งปัจจุบันมี 13.18 ล้านคน มาคัดกรองตามเกณฑ์ใหม่ คาดว่าปริมาณผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐอาจลดลง 20 &ndash; 40% ซึ่งจะช่วยประหยัดงบประมาณได้มากกว่า 20,000 ล้านบาท สำหรับผู้ที่ตกหล่นหรือเป็นผู้มีรายได้น้อย สามารถไปติดต่อได้ที่กระทรวงมหาดไทยเพื่อเก็บตกมาคัดกรองใหม่ โดยไม่มีการเปิดลงทะเบียนใหม่</span></p>
]]></description>
<enclosure url='https://pscd.prd.go.th/th/file/get/file/20260602a16d91c7aeed46906e7f05747a3ca53b133728.jpg' type='image/jpg' length='156952' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[“ไทยช่วยไทย พลัส 60/40” ผลตอบรับดี “คลัง” เตรียมเปิดใช้ AI “นกกระซิบ” ช่วยร้านค้าจัดการต้นทุน เพิ่มยอดขาย 1 มิ.ย. นี้]]></title>
<link>https://pscd.prd.go.th/th/content/category/detail/id/36/iid/507378</link>
<guid isPermaLink="false">e54ae5ca99a368aacab77b4a4b18cb5e</guid>
<pubDate>Thu, 28 May 2026 12:05:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://pscd.prd.go.th/cms/s308/u2692/28-05-69/970937_1024x1024.jpg" style="width: 100%;" /></p>

<p>&nbsp;</p>

<p><strong>นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย</strong>&nbsp;กล่าวถึงการเปิดลงทะเบียนโครงการ &ldquo;ไทยช่วยไทย พลัส 60/40&rdquo; ว่า รัฐบาลได้จัดสรรสิทธิให้ประชาชนรวมทั้งสิ้น 30 ล้านสิทธิ โดยเพียงวันแรกของการเปิดลงทะเบียนเมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม 2569 มีประชาชนลงทะเบียนแล้วถึง 25 ล้านคน สะท้อนให้เห็นถึงการตอบรับอย่างล้นหลามต่อมาตรการที่รัฐบาลตั้งใจผลักดัน เพื่อกระตุ้นการใช้จ่ายภายในประเทศและช่วยบรรเทาภาระค่าครองชีพของประชาชน ท่ามกลางสถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลางที่ส่งผลกระทบต่อราคาพลังงานของโลก ซึ่งรัฐบาลมีความมุ่งมั่นอย่างยิ่งที่จะลดผลกระทบต่อประชาชนให้ได้มากที่สุด และเชื่อมั่นว่าโครงการ &ldquo;ไทยช่วยไทย พลัส 60/40&rdquo; จะเป็นกลไกสำคัญในการส่งเสริมการจับจ่ายใช้สอย ลดต้นทุนการดำรงชีพ และเสริมสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจให้กับประเทศ โดยครั้งนี้รัฐบาลได้ขยายระยะเวลาเป็น 4 เดือน วงเงินเดือนละ 1,000 บาท เพื่อให้ประชาชนสามารถใช้สิทธิได้อย่างต่อเนื่อง ขอความร่วมมือประชาชนให้ใช้สิทธิในทุกเดือน เนื่องจากไม่สามารถสะสมสิทธิข้ามเดือนได้ เพราะรัฐบาลจำเป็นต้องบริหารการใช้จ่ายงบประมาณ<br />
ให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด พร้อมย้ำว่า โครงการนี้ไม่ใช่ &ldquo;การแจกเงิน&rdquo; แต่เป็นความร่วมมือระหว่างภาครัฐและประชาชน ภายใต้วงเงินงบประมาณกว่า 200,000 ล้านบาท ที่จะหมุนเวียนเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจภายในประเทศ</p>

<p><strong>จากการได้รับเสียงสะท้อนจากผู้ประกอบการร้านค้าจำนวนมากว่า</strong>&nbsp;หากมีโอกาสอยากให้รัฐบาลดำเนินโครงการนี้ต่อไป เพราะยอดขายเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน บางรายเพิ่มขึ้นถึง 5 &ndash; 10 เท่า ซึ่งหมายถึงการก้าวข้ามจุดคุ้มทุน และกลายเป็นรายได้ที่ช่วยประคับประคองชีวิตและธุรกิจของร้านค้าได้จริง พร้อมระบุว่า โครงการ&ldquo;ไทยช่วยไทย พลัส&rdquo; คือการที่คนไทยช่วยเหลือกัน ประชาชนร่วมจ่าย 40% ขณะที่ภาครัฐสนับสนุนอีก 60% เม็ดเงินที่หมุนเวียนจากการซื้อขายจะส่งต่อจากผู้บริโภคไปยังผู้ค้า และหมุนกลับเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจในวงกว้าง ซึ่งจะช่วยเสริมสร้างฐานะทางเศรษฐกิจของประเทศให้มีความมั่นคงยิ่งขึ้น พร้อมยอมรับว่าเฝ้ารอการเริ่มต้นโครงการในช่วงต้นเดือนมิถุนายนด้วยความคาดหวังที่จะเห็นเม็ดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจโดยเร็วที่สุด</p>

<p><strong>ด้านนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง</strong>&nbsp;ขอบคุณคนไทยที่ให้การตอบรับกับโครงการ ไทยช่วยไทย พลัส สำหรับผู้ประกอบการร้านค้ามีผู้ที่ใช้สิทธิเดิมอยู่ประมาณ 9.7 &ndash; 9.8 ล้านร้านค้า ซึ่งโครงการนี้เป็นการช่วยประคองสภาพคล่องแก่ร้านค้ารายย่อย จึงขอเชิญชวนร้านค้าที่ยังไม่ได้ลงทะเบียน โดยเฉพาะร้านค้ารายย่อย ลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการ &ldquo;ไทยช่วยไทย พลัส&rdquo; ในวันที่ 1 มิถุนายน 2569 จะมี AI ชื่อว่า &ldquo;นกกระซิบ&rdquo; ช่วยร้านค้าบริหารต้นทุน ค้นหาข้อมูล ลดต้นทุน และทำบัญชีอย่างง่าย เพื่อให้ร้านค้าต่าง ๆ ขายของได้มากขึ้น ซึ่งร้านค้าที่เคยเข้าร่วมโครงการ &ldquo;คนละครึ่ง พลัส&rdquo; และ ใช้ AI สามารถบริหารจัดการต้นทุนและเพิ่มยอดขายได้มากขึ้นถึง 100 &ndash; 200%</p>

<p><strong>ขณะที่นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง</strong>&nbsp;เชื่อมั่นว่า เป้าหมาย 30 ล้านสิทธิ เพียงพอกับประชาชน เนื่องจากประชากรไทยที่มีอายุเกิน 18 ปี มีประมาณ 53 ล้านคน จากการให้สิทธิ 30 ล้านคน เมื่อรวมกับผู้ที่อยู่ในโครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ อีก 13.18 ล้านคน จะครอบคลุมคนถึง 43 ล้านคน ส่วนอีก 10 ล้านคนที่เหลือ มักเป็นกลุ่มที่ไม่เข้าร่วมโครงการรัฐอยู่แล้ว ประกอบกับสถิติโครงการลักษณะนี้ในอดีตมียอดสูงสุดที่ 28 ล้านคน ส่วนร้านค้าเดิมที่เคยอยู่ในโครงการรอบที่แล้ว จะต้องเข้ามากดยืนยันเข้าร่วมโครงการอีกครั้งก่อน ซึ่งขณะนี้ยืนยันแล้ว 400,000 ร้านค้า และยังเหลืออีกกว่า 500,000 ร้านค้า สำหรับการลงทะเบียนของประชาชนได้ลงทะเบียนรับสิทธิแล้ว 25,411,934 สิทธิ ยังคงเหลือสิทธิ 4,588,066 สิทธิ เชิญชวนประชาชนลงทะเบียนได้ถึงวันที่ 29 พฤษภาคม 2569 เวลา 06.00 &ndash; 22.00 น. หรือจนกว่าสิทธิจะครบจำนวน 30 ล้านสิทธิ</p>

<p><strong>ส่วนการใช้จ่ายตามโครงการ &ldquo;ไทยช่วยไทย พลัส 60/40&rdquo;</strong>&nbsp;ภาครัฐสนับสนุนเงินร่วมจ่ายค่าอาหาร เครื่องดื่ม สินค้า และบริการที่กำหนด ในอัตรา 60% ไม่เกิน 200 บาทต่อคนต่อวัน และไม่เกิน 1,000 บาทต่อคนต่อเดือน ส่วนประชาชน ร่วมจ่าย 40% หรือต้องเติมเงินเพิ่ม 133 บาทต่อวัน ประมาณ 667 บาทต่อเดือน ตั้งแต่เดือนมิถุนายน ถึงกันยายน 2569 (4 เดือน) มีเงื่อนไขต้องใช้จ่ายในแต่ละเดือนให้หมดภายในเดือนนั้น ๆ ไม่สามารถสะสมไปในเดือนถัดไปได้ โดยผู้เข้าร่วมโครงการผ่านร้านค้า ชำระเงินผ่าน G Wallet ในแอปฯ เป๋าตัง ได้ตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน &ndash; 30 กันยายน 2569 เวลา 06.00 &ndash; 23.00 น. หรือสั่งอาหารผ่านฟู้ดเดลิเวอรี ตามแพลตฟอร์มฟู้ดเดลิเวอรีที่ร่วมโครงการ และชำระเงินผ่าน G Wallet ในแอปฯ เป๋าตัง ได้ตั้งแต่วันที่ 15 มิถุนายน &ndash; 30 กันยายน 2569 เวลา 06.00 &ndash; 21.00 น.</p>

<p><strong>ด้านนายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม</strong>&nbsp;สั่งการให้ศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม ประเทศไทย (Anti-Fake News Center: AFNC) ติดตาม ตรวจสอบ และเฝ้าระวังการแอบอ้างของมิจฉาชีพอย่างเข้มข้น แจ้งเตือนประชาชนในการลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการ &ldquo;ไทยช่วยไทย พลัส (60/40)&rdquo; ขอให้ประชาชน ยึด &ldquo;หลัก 4 ไม่ คือ 1. ไม่กดลิงก์ 2. ไม่เชื่อ 3. ไม่รีบ และ 4. ไม่โอน&rdquo; โดยประชาชนสามารถลงทะเบียนร่วมโครงการได้ที่แอปพลิเคชัน &ldquo;เป๋าตัง&rdquo; เท่านั้น ส่วนผู้ประกอบการที่เคยเข้าร่วมโครงการ &ldquo;คนละครึ่ง พลัส&rdquo; สามารถยืนยันสิทธิผ่านแอปพลิเคชัน &ldquo;ถุงเงิน&rdquo; ด้านผู้ประกอบการใหม่ที่สนใจเข้าร่วมต้องสมัครผ่าน ธ.กรุงไทย ทุกสาขาเท่านั้น ทั้งนี้หน่วยงานรัฐจะไม่มีการส่ง SMS หรือลิงก์ เพื่อให้ลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการแต่อย่างใด</p>
]]></description>
<enclosure url='https://pscd.prd.go.th/th/file/get/file/20260528da5438d58bc5904dff8a7ba91a953c11140530.jpg' type='image/jpg' length='163523' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[นายกฯ เปิดงาน THAIFEX – ANUGA ASIA 2026 ผลักดันไทยสู่ “ศูนย์กลางอาหารแห่งอนาคตของโลก” คาดเงินสะพัดกว่า 130,000 ล้านบาท]]></title>
<link>https://pscd.prd.go.th/th/content/category/detail/id/36/iid/507366</link>
<guid isPermaLink="false">179f1e5e69ff7d4827432d40d459a3d9</guid>
<pubDate>Thu, 28 May 2026 10:46:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://pscd.prd.go.th/cms/s308/u2692/28-05-69/970936_1024x1024.jpg" style="width: 100%;" /></p>

<p>&nbsp;</p>

<p><span style="color:#000000;"><strong>นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย</strong>&nbsp;เป็นประธานเปิดงานแสดงสินค้าอาหาร 2569 (THAIFEX &ndash; ANUGA ASIA 2026) ซึ่งเป็นงานแสดงสินค้าอาหารและเครื่องดื่มที่ครบวงจรและมีบทบาทสำคัญที่สุดในภูมิภาคเอเชีย ภายใต้แนวคิด &ldquo;Beyond Food Experience&rdquo; ที่มุ่งสร้างประสบการณ์รอบด้านให้กับธุรกิจอาหารในทุกมิติ ระหว่างวันที่ 26 &ndash; 30 พฤษภาคม 2569 จัดขึ้นโดย กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กระทรวงพาณิชย์ ร่วมกับ หอการค้าไทย (TCC) และ โคโลญเมสเซ่ (Koelnmesse: KM) ประเทศเยอรมนี เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ซื้อกว่า 130 ประเทศทั่วโลก ได้มาเจรจาการค้า สร้างเครือข่ายทางธุรกิจ และต่อยอดความร่วมมือในระยะยาว กับผู้จัดแสดงสินค้าจากไทยและต่างชาติ รวม 56 ประเทศทั่วโลก ที่มาจัดแสดงสินค้า ณ อิมแพ็ค ชาเลนเจอร์ อาคาร 1 &ndash; 3 อิมแพ็ค ฟอรั่ม อาคาร 4 และอิมแพ็ค เอ็กซิบิชั่น เซ็นเตอร์ อาคาร 5 &ndash; 12 &nbsp;ซึ่งเป็นการจัดงานครั้งที่ใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีมา โดยความน่าสนใจของปีนี้อยู่ที่การยกระดับงานให้ &ldquo;ใหญ่ขึ้น ดีขึ้น&nbsp; เข้มข้นขึ้น&rdquo; ทั้งในด้านจำนวนผู้เข้าร่วมงาน เทรนด์อาหารแห่งอนาคต นวัตกรรมจากแบรนด์ชั้นนำระดับโลก รวมถึงโอกาสทางธุรกิจที่ครอบคลุมตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ จึงเป็นอีกหนึ่งเวทีสำคัญของคนในอุตสาหกรรมอาหาร มีผู้ร่วมจัดแสดงสินค้ามากถึง 3,590 บริษัท รวม 6,710 คูหา และเปิดจำหน่ายสินค้าปลีกสำหรับประชาชนทั่วไป ในวันที่ 30 พฤษภาคม 2569 เวลา 10.00 &ndash; 18.00 น. คาดว่าการจัดงานจะสร้างมูลค่าการค้ารวมกว่า 130,000 ล้านบาท</span></p>

<p><span style="color:#000000;"><strong>วัตถุประสงค์ของการจัดงาน&nbsp;</strong><strong>THAIFEX &ndash; Anuga Asia 2026</strong></span></p>

<p><span style="color:#000000;">1. เพื่อส่งเสริมการส่งออกผลิตภัณฑ์อาหารและเครื่องดื่มของประเทศไทย</span></p>

<p><span style="color:#000000;">2. เพื่อให้เกิดการพัฒนาคุณภาพสินค้าอาหาร และเทคโนโลยีในอุตสาหกรรมอาหาร</span></p>

<p><span style="color:#000000;">3. เพื่อเผยแพร่ให้ประชาชนในประเทศได้ทราบถึงศักยภาพในการผลิตสินค้าอาหาร เทคโนโลยี และบริการต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับนวัตกรรมอาหารในประเทศ</span></p>

<p><span style="color:#000000;">4. เพื่อให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางของการจัดงานแสดงสินค้าอาหาร เทคโนโลยีและบริการต่าง ๆ<br />
ที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมอาหารในเอเชีย</span></p>

<p><span style="color:#000000;"><strong>โดยในงาน THAIFEX &ndash; ANUGA ASIA 2026</strong>&nbsp;ยังเป็นพื้นที่สำคัญสำหรับการอัปเดตเทรนด์ เปิดมุมมองใหม่ และต่อยอดองค์ความรู้ให้กับคนในอุตสาหกรรมอาหาร ผ่านกิจกรรม นิทรรศการ และเวทีสัมมนาที่รวบรวมทั้งข้อมูลเชิงลึก เทรนด์ผู้บริโภค และทิศทางธุรกิจอาหารจากผู้เชี่ยวชาญและแบรนด์ชั้นนำจากทั่วโลก เพื่อช่วยจุดประกายไอเดียและสร้างโอกาสใหม่ให้กับธุรกิจอาหารในทุกมิติ ได้แก่</span></p>

<p><span style="color:#000000;">&ndash; THAIFEX &ndash; Anuga Trend Zone: นำเสนอเทรนด์ตลาดล่าสุดในอุตสาหกรรมอาหาร โดย Innova Market Insights การศึกษาเทรนด์จากประเทศต่างๆ นำมาจัดแสดง เพื่อให้ธุรกิจสามารถมองเห็นทิศทางและสามารถปรับตัวให้ทันกับเทรนด์ที่เปลี่ยนไป</span></p>

<p><span style="color:#000000;">&ndash; THAIFEX &ndash; Anuga tasteInnovation Show: การประกวดและจัดแสดงผลิตภัณฑ์ที่ได้รับการคัดเลือกความคิดสร้างสรรค์ที่โดดเด่นในกลุ่มอาหารและเครื่องดื่มที่กำลังเป็นกระแส เช่น โปรตีนจากพืช ซูเปอร์ฟู้ด ผลิตภัณฑ์เพื่อความยั่งยืน</span></p>

<p><span style="color:#000000;">&ndash; Future Food Experience+ กิจกรรมสัมมนาให้ความรู้ และชิมอาหารแห่งอนาคต</span></p>

<p><span style="color:#000000;">&ndash; THAIFEX &ndash; Anuga Startup: ผลงานคิดค้นสินค้าอาหารและเครื่องดื่มจากผู้ประกอบการรุ่นใหม่ที่สามารถร่วมมือกันสร้างธุรกิจให้เติบโตร่วมกันในอนาคต</span></p>

<p><span style="color:#000000;">&ndash; Exhibitions &amp; Seminar: เวทีเรียนรู้เพื่อสร้างความสำเร็จมากขึ้นด้วยสัมมนาจากผู้เชี่ยวชาญ และนิทรรศการ อาทิ นิทรรศการสินค้าฮาลาล อาหารออร์แกนิค สมุนไพรในอาหาร บรรจุภัณฑ์เพื่อความยั่งยืน</span></p>

<p><span style="color:#000000;">&ndash; Thailand Ultimate Chef Challenge: การแข่งขันระดับโลกเพื่อค้นหาเชฟมืออาชีพและเชฟรุ่นใหม่ระดับนานาชาติ</span></p>

<p><span style="color:#000000;"><strong>นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า งาน THAIFEX &ndash; ANUGA ASIA 2026</strong>&nbsp;ถือเป็นกลไกขับเคลื่อนสำคัญของรัฐบาลในการส่งเสริมอุตสาหกรรมอาหาร โดยงานนี้ได้รับการจัดอันดับให้เป็นงานแสดงสินค้าอาหารและเครื่องดื่มที่ใหญ่ที่สุดเป็นอันดับ 4 ของโลก และมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในภาคอุตสาหกรรมเกษตรและอาหารของไทย อีกทั้งยังช่วยสร้างโอกาสในการเจรจาการค้าและสร้างเครือข่ายธุรกิจ ร่วมกับผู้ซื้อจากประเทศต่างๆ ทั่วโลก ซึ่งเป็นการขยายโอกาสทางการค้าให้เติบโตยิ่งขึ้น สอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลที่มุ่งเน้นการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการไทย ยกระดับระบบนิเวศการผลิตอาหารของไทย และขับเคลื่อนประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางระดับภูมิภาคและระดับโลกด้านการค้าและอุตสาหกรรมอาหารระหว่างประเทศ</span></p>

<p><span style="color:#000000;"><strong>ในปัจจุบัน &ldquo;อาหาร&rdquo; ไม่ใช่แค่สินค้าอุปโภคบริโภค</strong>&nbsp;แต่เป็นทั้งความมั่นคง เสถียรภาพ และประเด็นยุทธศาสตร์สำคัญของโลก งานนี้จึงมีบทบาทสำคัญในการเชื่อมโยงรัฐบาล ภาคธุรกิจ นักวิจัย เกษตรกร และผู้ประกอบการจากทั่วโลก เพื่อแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ สร้างความร่วมมือ และกำหนดทิศทางอนาคตของอุตสาหกรรมอาหารร่วมกันโดยประเทศไทยมีศักยภาพด้านอุตสาหกรรมอาหารที่ได้รับการยอมรับในระดับสากลมาอย่างยาวนานในฐานะ &ldquo;ครัวของโลก&rdquo; และปัจจุบันไทยกำลังก้าวไปสู่การเป็น &ldquo;ศูนย์กลางอาหารแห่งอนาคตของโลก&rdquo; ที่ให้ความสำคัญกับนวัตกรรม ความยั่งยืน สุขภาพ และความเชื่อมั่นด้านคุณภาพอาหาร โดยจุดแข็งของไทยมีทั้งทรัพยากรทางการเกษตรและความหลากหลายทางชีวภาพ รวมถึงระบบการผลิตอาหารที่เข้มแข็ง มาตรฐานที่ได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติ และความสามารถในการเพิ่มมูลค่าด้วยนวัตกรรม และรัฐบาลยังเดินหน้าส่งเสริมการเกษตรอัจฉริยะ เทคโนโลยีชีวภาพ อาหารฟังก์ชัน โปรตีนทางเลือก การผลิตที่ยั่งยืน การใช้พลังงานสะอาด และการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลตลอดห่วงโซ่อุปทานอาหาร ซึ่งสอดคล้องกับแนวทางเศรษฐกิจ BCG ที่มุ่งสร้างการเติบโตควบคู่กับการดูแลโลกและประชาชน</span></p>

<p><span style="color:#000000;"><strong>นายกรัฐมนตรี เน้นย้ำว่า</strong>&nbsp;ประเทศไทยพร้อมทำหน้าที่เป็นหุ้นส่วนที่น่าเชื่อถือด้านความมั่นคงทางอาหารของทั้งภูมิภาคและประชาคมโลก อีกทั้ง คนไทยยังมีความผูกพันกับอาหารในฐานะส่วนหนึ่งของวัฒนธรรม วิถีชีวิต และการต้อนรับที่อบอุ่น ความใส่ใจในคุณภาพ รสชาติ ความคิดสร้างสรรค์ และประสบการณ์ที่มอบให้แก่ผู้บริโภค คือหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ทำให้อาหารไทยได้รับความเชื่อมั่นจากผู้บริโภคและคู่ค้าทั่วโลก โดยในปี 2568 ไทยมีมูลค่าการส่งออกอาหารมากกว่า 38,000 ล้านเหรียญสหรัฐ ตอกย้ำบทบาทของไทยในฐานะหนึ่งในผู้ส่งออกอาหารรายสำคัญของโลก และผู้มีส่วนสำคัญต่อความมั่นคงทางอาหารของโลก นอกจากนี้ ประเทศไทยยังมีความพร้อมทั้งด้านโครงสร้างพื้นฐาน เครือข่ายธุรกิจ และการสนับสนุนจากภาครัฐ เพื่อก้าวสู่ศูนย์กลางการค้าและธุรกิจระดับนานาชาติ</span></p>
]]></description>
<enclosure url='https://pscd.prd.go.th/th/file/get/file/202605280aa65684400cbaf63186a1accfb86dbb134801.jpg' type='image/jpg' length='183220' />
</item>
</channel>
</rss>
