<?xml version='1.0' encoding='UTF-8' ?>
<rss version='2.0' xmlns:atom='http://www.w3.org/2005/Atom'>
<channel>
<title><![CDATA[20 กระทรวง]]></title>
<link>https://pscd.prd.go.th/th/content/category/index/id/36</link>
<atom:link href="https://pscd.prd.go.th/th/content/category/index/id/36" rel="self" type="application/rss+xml" />
<description><![CDATA[-]]></description>
<item>
<title><![CDATA[“ศุภจี” หารือเศรษฐกิจอาเซียนรับมือความท้าทาย ชูความมั่นคงทางอาหาร เดินหน้าเจรจา DEFA หารือ 14 คู่เจรจา เสนอผู้นำอาเซียน พ.ย. นี้]]></title>
<link>https://pscd.prd.go.th/th/content/category/detail/id/36/iid/543703</link>
<guid isPermaLink="false">73af44efef98a68e44024b06d863c601</guid>
<pubDate>Tue, 22 Sep 2026 08:36:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://pscd.prd.go.th/cms/s308/u2692/22-09-69/250620_1024x1024.jpg" style="width: 100%;" /></p>

<p>&nbsp;</p>

<p><strong>นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์</strong> เสร็จสิ้นภารกิจการประชุมรัฐมนตรีเศรษฐกิจอาเซียน ครั้งที่ 58 และการประชุมที่เกี่ยวข้อง ที่จัดขึ้นระหว่างวันที่ 19-20 กันยายน 2569 ณ กรุงมะนิลา สาธารณรัฐฟิลิปปินส์ นางศุภจี เปิดเผยถึงการประชุมฯ ว่า แม้อาเซียนต้องเผชิญมาตรการด้านภาษีและความผันผวนของราคาพลังงาน แต่เศรษฐกิจอาเซียนในปี 2568 ยังขยายตัวร้อยละ 4.9 และคาดว่าจะขยายตัวร้อยละ 4.5 ในปี 2569 โดยมีการค้าและการลงทุนภายในภูมิภาคเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญ อย่างไรก็ตาม อาเซียนยังเผชิญความท้าทายจากความผันผวนของตลาดพลังงานและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่ส่งผลกระทบต่อผลผลิตและวัตถุดิบทางการเกษตร ซึ่งอาจเพิ่มแรงกดดันด้านเงินเฟ้อและความมั่นคงทางอาหาร จึงจำเป็นต้องเสริมความร่วมมือด้านพลังงานและอาหาร ควบคู่กับการสร้างความยืดหยุ่นทางเศรษฐกิจ เพื่อรองรับความเสี่ยงในอนาคต ในขณะที่ประเทศไทยมองว่าอาเซียนมีศักยภาพเป็นฐานผลิตอาหารและสินค้าเกษตรมูลค่าสูงของโลก และมีจุดแข็งจากความหลากหลายของศักยภาพในแต่ละประเทศ อาทิ ภาคเกษตร ภาคอุตสาหกรรม ธุรกิจและบริการ เทคโนโลยีและนวัตกรรม รวมถึงแหล่งพลังงาน ซึ่งจะช่วยเสริมสร้างความสามารถทางการแข่งขันของภูมิภาค และช่วยเหลือซึ่งกันและกันในยามวิกฤต อีกทั้งในการหารือกับสภาที่ปรึกษาธุรกิจอาเซียน (ASEAN-BAC) ได้ให้ความสำคัญกับการสร้างความมั่นคงทางอาหารด้วยเช่นกัน โดยเสนอให้มีกลไกเชื่อมโยงความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคการผลิต รวมถึงส่งเสริมการลงทุน เพื่อเสริมความเข้มแข็งและความยืดหยุ่นของห่วงโซ่อุปทานอาหารในภูมิภาค</p>

<p><strong>นางศุภจี กล่าวด้วยว่า</strong> ในปีนี้อาเซียนมีผลงานสำคัญด้านเศรษฐกิจกว่า 30 เรื่องที่จะช่วยวางรากฐานการขยายตัวทางเศรษฐกิจและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของภูมิภาค อาทิ การจัดทำแผนงานร่างกรอบยุทธศาสตร์ด้านเซมิคอนดักเตอร์ เพื่อส่งเสริมและดึงดูดการลงทุนในอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์เข้ามายังภูมิภาค การสรุปผลการเจรจาความตกลงเศรษฐกิจดิจิทัลอาเซียน (DEFA) ซึ่งไทยในฐานะประธานคณะกรรมการเจรจา DEFA ได้ทำหน้าที่ขับเคลื่อนการเจรจาและประสานจุดยืนของประเทศสมาชิก จนสามารถสรุปผลการเจรจาได้สำเร็จเมื่อวันที่ 29 พฤษภาคม 2569 รวมถึงการเร่งรัดการบังคับใช้พิธีสารฉบับที่ 1 เพื่อแก้ไขความตกลงการค้าสินค้าของอาเซียน (Upgraded ATIGA) รวมถึงการเร่งสรุปการเจรจาทบทวนความตกลงการค้าสินค้าอาเซียน&ndash;อินเดีย และการเจรจาความตกลงการค้าเสรีอาเซียน&ndash;แคนาดา เพื่อขยายโอกาสทางการตลาดและเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับห่วงโซ่อุปทานของอาเซียนกับ 2 ตลาดคู่ค้าสำคัญเชิงยุทธศาสตร์ โดยเตรียมเสนอผลลัพธ์นี้ต่อผู้นำอาเซียน ในเดือนพฤศจิกายน 2569 ทั้งนี้ ได้ร่วมวางแผนงานของอาเซียนกับ 14 คู่เจรจา ได้แก่ จีน ฮ่องกง ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ อินเดีย อาเซียนบวกสาม อาเซียนบวกแปด ออสเตรเลีย-นิวซีแลนด์ แคนาดา รัสเซีย สหภาพยุโรป สวิตเซอร์แลนด์ สหราชอาณาจักร และสหรัฐอเมริกา โดยมุ่งเน้นการขยายความร่วมมือในสาขาศักยภาพใหม่ ๆ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันและขยายการค้าการลงทุนระหว่างกัน</p>

<p><strong>ในโอกาสนี้ ไทยได้ร่วมลงนามพิธีสารฉบับที่ 1</strong> เพื่อแก้ไขความตกลงด้านการลงทุนอาเซียน-ฮ่องกง (AHKIA)<br />
กับประเทศสมาชิกอาเซียนและฮ่องกง โดยไทยเป็นผู้ประสานงานหลักในการเจรจาจนสำเร็จเมื่อวันที่ 20 มีนาคม 2569<br />
ซึ่งพิธีสารฉบับนี้เป็นการต่อยอดความตกลงด้านการลงทุนฉบับเดิม ให้ขยายความครอบคลุมเรื่องการเปิดตลาด<br />
การลงทุนระหว่างกัน ซึ่งจะช่วยสร้างความเชื่อมั่นและอำนวยความสะดวกแก่นักลงทุนในการเข้ามาลงทุน ในภูมิภาคอาเซียน โดยไทยจะได้ประโยชน์จากการเปิดรับการลงทุนที่มีคุณภาพและขยายการลงทุนไปยังฮ่องกง อีกทางหนึ่งด้วย รวมถึงได้ใช้โอกาสดังกล่าวพบหารือทวิภาคีกับรองผู้แทนการค้าสหรัฐ (USTR) เพื่อติดตามผลการจัดทำความตกลงการค้าต่างตอบแทน (ART) ซึ่งได้สรุปกรอบการเจรจากับ USTR ตั้งแต่เมื่อครั้งที่เดินทางเยือนวอชิงตัน ดีซี เมื่อต้นเดือนกันยายนที่ผ่านมา ในชั้นนี้ ทั้งสองฝ่ายจะต้องไปตรวจสอบรายละเอียดและถ้อยคำของความตกลงฯ ให้สอดคล้องตรงกัน เพื่อความรอบคอบและชัดเจน</p>

<p><strong>นอกจากนี้กระทรวงพาณิชย์</strong> ยังได้เดินหน้าส่งเสริมการค้ากับประเทศในภูมิภาคอาเซียนอย่างต่อเนื่อง โดยได้จัดงาน &ldquo;Vietnamese Week in Thailand 2026&rdquo; ภายใต้แนวคิด &ldquo;DISCOVER THE CHARM OF VIETNAM&rdquo; ระหว่างวันที่ 17-20 กันยายน 2569 เป็นความร่วมมือระหว่างไทย เวียดนาม และภาคเอกชน ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนความร่วมมือภายใต้กรอบ หุ้นส่วนยุทธศาสตร์รอบด้าน (Comprehensive Strategic Partnership) ปี 2569&ndash;2574 พร้อมผลักดันเป้าหมายการค้าระหว่างสองประเทศให้ได้ถึง 25,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี</p>

<p><strong>ดร.กิริฎา เภาพิจิตร ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงพาณิชย์&nbsp;</strong>เปิดเผยถึงความสำเร็จในการจัดงานดังกล่าวว่า ภาคเอกชนถือเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจระหว่างไทยกับเวียดนาม โดยเฉพาะกลุ่มเซ็นทรัล ซึ่งเป็นหนึ่งในบริษัทไทยรายใหญ่ที่เข้าไปลงทุนในเวียดนาม และมีบทบาทในการเชื่อมโยงสินค้า บริการ และผู้บริโภคของทั้งสองประเทศ การจัดงานครั้งนี้จึงเป็นตัวอย่างของการ Co-Creation ระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน สร้างโอกาสทางการค้าในประเทศไทย และจะช่วยต่อยอดไปสู่ความร่วมมือด้านการค้า การลงทุน และการท่องเที่ยวในอนาคต</p>

<p><strong>สำหรับการค้าระหว่างไทยและเวียดนามมีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่อง</strong> โดยในปี 2568 มีมูลค่า 23,629.38 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขยายตัว 13.07% จากปีก่อนหน้า ส่งผลให้ไทยเป็นคู่ค้ารายใหญ่ที่สุดของเวียดนามในภูมิภาคอาเซียน ขณะที่เวียดนามเป็นคู่ค้าอันดับ 2 ของไทยในอาเซียน และอันดับ 6 ของไทยในตลาดโลก สินค้าส่งออกสำคัญของไทยไปเวียดนาม ได้แก่ รถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ น้ำมันสำเร็จรูป เครื่องปรับอากาศและส่วนประกอบ เม็ดพลาสติก ตลอดจนทองแดงและของทำด้วยทองแดง ขณะเดียวกัน การลงทุนของภาคเอกชนไทยในเวียดนามครอบคลุมหลากหลายสาขา อาทิ อาหารและเครื่องดื่ม ปศุสัตว์ บรรจุภัณฑ์ พลังงานทางเลือก และธุรกิจค้าปลีก สะท้อนถึงศักยภาพในการเชื่อมโยงห่วงโซ่เศรษฐกิจของทั้งสองประเทศ และเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญที่จะช่วยผลักดันให้บรรลุเป้าหมายมูลค่าการค้า 25,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี</p>

<p><strong>อีกทั้งไทยยังมีรายได้จากการค้าชายแดนและการค้าผ่านแดน</strong>ที่ขยายตัวอย่างต่อเนื่องนับเป็นความร่วมมือด้านการค้าในภูมิภาคอาเซียน โดยนางอารดา เฟื่องทอง อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ เปิดเผยตัวเลขการค้าชายแดนและการค้าผ่านแดน เดือนกรกฎาคม 2569 มีมูลค่าการค้ารวม 212,314 ล้านบาท ขยายตัว 27.9%&nbsp; เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน เป็นการส่งออก 124,916 ล้านบาท (+35.5%) และการนำเข้า 87,398 ล้านบาท (+18.4%) โดยไทยได้ดุลการค้าในเดือนกรกฎาคม 2569 ทั้งสิ้น 37,518 ล้านบาท ส่งผลให้ 7 เดือนแรกของปี 2569 การค้าชายแดนและการค้าผ่านแดน มีมูลค่าการค้ารวม 1,341,805 ล้านบาท (+12.9%) เป็นการส่งออก 760,615 ล้านบาท (+10.4%) การนำเข้า 581,189 ล้านบาท (+16.2%) และไทยได้ดุลการค้า 179,426 ล้านบาท</p>

<p><strong>การค้าชายแดนในเดือนกรกฎาคม 2569 ขยายตัวสูง</strong> 22.8% ต่อเนื่องจากเดือนที่แล้ว โดยการค้าชายแดนไทย&ndash;มาเลเซีย ขยายตัวสูง 55% มูลค่าการค้ารวม 40,605 ล้านบาท เป็นการส่งออก 19,463 ล้านบาท (+36.0%) ในสินค้าสำคัญ ได้แก่ เครื่องคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์ อื่น ๆ (เช่น Laptop โน้ตบุ๊กและซับโน้ตบุ๊ก) 1,617 ล้านบาท (+84.8%) แผงวงจรไฟฟ้า 1,587 ล้านบาท (+75.5%) และน้ำยางข้น 1,153 ล้านบาท (+15.1%) ในขณะที่การค้าชายแดนไทย-สปป.ลาว ขยายตัว 10% มูลค่าการค้ารวม 24,696 ล้านบาท เป็นการส่งออก 15,582 ล้านบาท (+25.8%) ในสินค้าสำคัญ ได้แก่ น้ำมันดีเซล 3,767 ล้านบาท (+108.1%) น้ำมันสำเร็จรูปอื่น ๆ 1,190 ล้านบาท (+55.5%) และรถปิคอัพ รถบัส และรถบรรทุก (เครื่องสันดาปภายใน) 821 ล้านบาท (+300.0%)&nbsp;</p>

<p><strong>ด้านการค้าผ่านแดนขยายตัว 31.3%</strong> โดยการส่งออกผ่านแดนไปสิงคโปร์ขยายตัวสูงต่อเนื่อง 248.9% คิดเป็นมูลค่า 24,413 ล้านบาท สินค้าสำคัญ ได้แก่ เครื่องรับโทรศัพท์และอุปกรณ์ 9,434 ล้านบาท (+1348.2%) เครื่องกังหันไอพ่นและกังหันอื่น ๆ 6,284 ล้านบาท (+348.5%) และเครื่องคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์อื่นๆ (เช่น Router สวิตช์ และอุปกรณ์กระจายสัญญาณ) 3,939 ล้านบาท (+282.3%) ในขณะที่การส่งออกทุเรียนสดผ่านแดนไปจีนมีปริมาณ 211,058 ตัน คิดเป็นมูลค่า 22,100 ล้านบาท ส่งผลให้เมื่อผ่าน 7 เดือนแรกของปี 2569 การส่งออกทุเรียนสดผ่านแดนไปจีนทะลุ 1 ล้านตัน อยู่ที่ 1,005,267 ตัน สร้างมูลค่าการส่งออก 124,658 ล้านบาท</p>
]]></description>
<enclosure url='https://pscd.prd.go.th/th/file/get/file/20260922cff4f6f7b15467f41424970e20902a17104615.jpg' type='image/jpg' length='118326' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[ไทยพร้อมต้อนรับ 191 ประเทศ ชูแนวคิดหลัก “ขอบฟ้าใหม่ของไทย”]]></title>
<link>https://pscd.prd.go.th/th/content/category/detail/id/36/iid/543680</link>
<guid isPermaLink="false">623a2eb086f76754cb28aef7f74bf683</guid>
<pubDate>Tue, 22 Sep 2026 08:14:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://pscd.prd.go.th/cms/s308/u2692/22-09-69/250618_1024x1024.jpg" style="width: 100%;" /></p>

<p>&nbsp;</p>

<p><strong>ประเทศไทยพร้อมต้อนรับ 191 ประเทศ</strong> สู่การประชุมประจำปีกองทุนการเงินระหว่างประเทศ<br />
(The International Monetary Fund) และกลุ่มธนาคารโลก (The World Bank Group) โดยกระทรวงการคลังร่วมกับธนาคารแห่งประเทศไทย ประชุมด้านเศรษฐกิจและการเงินที่สำคัญที่สุดของโลก ที่ได้รับขนานนามเป็น &ldquo;โอลิมปิกทางการเงิน&rdquo; ซึ่งจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 12-18 ตุลาคม 2569 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ กรุงเทพมหานคร ภายในงานจะมีผู้กำหนดนโยบาย นักเศรษฐศาสตร์ ผู้แทนภาครัฐ ภาคเอกชน และสื่อมวลชนจากทั่วโลก มากกว่า 15,000 คน จาก191 ประเทศ มาร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองต่อทิศทางเศรษฐกิจโลกในอนาคต หลังที่ประเทศไทยเคยสร้างประวัติศาสตร์และประสบความสำเร็จอย่างสง่างาม ในการเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมครั้งแรกเมื่อปี 2534</p>

<p><strong>นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า</strong> การที่ประเทศไทยได้รับเกียรติเป็นเจ้าภาพการประชุมครั้งนี้นับเป็นโอกาสครั้งสำคัญที่จะช่วยสร้างประโยชน์ให้แก่ประเทศชาติและคนไทยทุกคนอย่างเป็นรูปธรรม ทั้งในด้านการกระตุ้นเศรษฐกิจ การยกระดับภาพลักษณ์และความน่าเชื่อถือ การแสดงศักยภาพชุมชนท้องถิ่นสู่สากล (Empowering Community: From Local to Global) ตลอดจนต่อยอดไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน ซึ่งในฐานะเจ้าภาพประเทศไทยได้ชูแนวคิดหลัก &ldquo;ขอบฟ้าใหม่ของไทย: สร้างพลังให้ประชาชน เสริมความพร้อมรับความเปลี่ยนแปลง&rdquo; หรือ &ldquo;Thailand&rsquo;s New Horizons: Empowering People, Building Resilience&rdquo; โดยน้อมนำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาต่อยอดสู่แนวทางเศรษฐกิจโลกที่สมดุล ยั่งยืน มีภูมิคุ้มกัน และยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง</p>

<p><strong>สำหรับการขับเคลื่อนเชิงนโยบายบนเวทีโลกในครั้งนี้</strong> รัฐบาลไทยได้เชื่อมโยงวิสัยทัศน์และนโยบายการคลัง ที่สอดรับความท้าทายในปัจจุบัน เพื่อสร้างความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจและพร้อมรับมือกับความเปลี่ยนแปลงในทุกมิติผ่าน 4 เสาหลัก ที่เป็นประเด็นยุทธศาสตร์สำคัญและทุกประเทศกำลังขบคิดหาทางออก ประกอบด้วย</p>

<p>เสาที่ 1 การเปลี่ยนผ่านด้านดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์เพื่อการเติบโตที่ทั่วถึงและยืดหยุ่น (Digital and AI Transformation for Inclusive and Resilient Growth) ไทยสามารถเป็นต้นแบบให้ประเทศอื่น ๆในด้านการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลภาครัฐ (Digital Public Infrastructure: DPI) อาทิ ระบบพร้อมเพย์ และ Cross-Border QR และการนำข้อมูลและเทคโนโลยี AI มาใช้ในการส่งผ่านมาตรการและบริการภาครัฐและสาธารณสุข เพื่อวางกรอบนโยบายที่แม่นยำและตรงเป้าหมาย</p>

<p>เสาที่ 2 การขยายบทบาทของประเทศขนาดกลางในโลกที่มีความแตกแยกสูงเพื่อให้ไทยสามารถ เป็นสะพานเชื่อมโยงความร่วมมือระหว่างประเทศ (Building Resilience in a Fragmented World) นำเสนอศักยภาพของไทยในการเป็น &ldquo;Trusted Hubs&rdquo; ทางการค้า การเงิน และการลงทุนของเอเชีย พร้อมส่งเสริมห่วงโซ่อุปทานที่มีความยืดหยุ่นและความร่วมมือรูปแบบใหม่</p>

<p>เสาที่ 3 การสร้างสถาปัตยกรรมทางการเงินรูปแบบใหม่เพื่อรองรับการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Building a New Financial Architecture for Climate Adaptation) ผ่านการปฏิรูปสถาปัตยกรรมทางการเงิน เพื่อสนับสนุนการปรับตัวและเปลี่ยนผ่านพลังงานที่สมดุล</p>

<p>เสาที่ 4 การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากรและเศรษฐกิจแห่งการมีอายุยืน (Demographic Change and the Longevity Economy) เปลี่ยนความท้าทายสังคมสูงวัยให้เป็นโอกาสขับเคลื่อนเศรษฐกิจและการเตรียมพร้อมทางการเงิน</p>

<p><strong>ไม่เพียงเท่านั้น อีกหนึ่งไฮไลต์สำคัญคือ</strong> การนำเสนออัตลักษณ์ความเป็นไทยและ Soft Power ที่จะช่วยยกระดับภาพลักษณ์ประเทศไทย และสร้างความประทับใจให้กับผู้แทนจากทั่วโลก โดยคัดสรรผ้าทอและผ้าพื้นเมืองที่มีเอกลักษณ์โดดเด่นจาก 21 จังหวัด 26 ชุมชน รวมทั้งสิ้น 37 ลายอัตลักษณ์ทั่วไทย อาทิ ผ้าทอตีนจกไทลื้อ ผ้าขาวม้าลายช้าง และผ้าบาติกพิมพ์ลาย &ldquo;บุปผาบรมราชินีนาถ&rdquo; นำมาใช้ตกแต่งและสะท้อนคุณค่าภูมิปัญญาไทยสู่สายตาสากล ภายในงานยังมีการจัดแสดงและเสิร์ฟอาหารและเครื่องดื่มที่เป็นสินค้า GI ของประเทศไทย เพื่อให้ผู้เข้าร่วมประชุมระดับนานาชาติได้สัมผัสกับรสชาติอันเป็นเอกลักษณ์ เช่น ข้าวหอมมะลิไทยแท้ 100% คุณภาพพรีเมียมคัดพิเศษ ที่สะท้อนถึงความอุดมสมบูรณ์ของผืนแผ่นดินไทยและวิถีเกษตรกรรม อันเป็นอู่ข้าวอู่น้ำของภูมิภาค</p>

<p><strong>นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า</strong> ด้วยความโดดเด่นด้านระบบการเงินดิจิทัลระดับโลกที่ประเทศไทยพัฒนาขึ้น ทั้งระบบพร้อมเพย์ และการชำระเงินข้ามประเทศ (Cross-border QR) ในการประชุมครั้งนี้ ธปท. จึงมุ่งนำเสนอศักยภาพการพัฒนาโลกการเงินยุคใหม่ ภายใต้แนวคิดการสร้างระบบการเงินดิจิทัลที่ปลอดภัยและทั่วถึง (Safe &amp; Inclusive Digital Finance: SIDF) เพื่อแสดงให้ประชาคมโลกเห็นว่า นอกจากความรวดเร็วแล้ว ระบบการเงินดิจิทัลต้องมีทั้งความปลอดภัยและสร้างการเข้าถึงที่เท่าเทียม (Inclusive) สำหรับคนทุกกลุ่ม</p>

<p><strong>การที่ระบบการเงินจะปลอดภัยและทั่วถึงได้</strong> ต้องมีกลไก 3 ด้านด้วยกัน คือ (1) จัดการกับภัยทุจริตทางดิจิทัล (Fraud, scams, and digital crimes) ที่กระทบความเชื่อมั่นในระบบการเงินโดยตรง (2) ลดความเสี่ยงของภัยไซเบอร์ (Cyber resilience) เพื่อให้ระบบการเงินรองรับความเสี่ยงจากเทคโนโลยี ซึ่งปัจจุบันระบบการเงินยังพึ่งพาโครงสร้างพื้นฐานและผู้ให้บริการที่มีความกระจุกตัวสูง และ (3) สร้างระบบนิเวศทางการเงิน (Enabling ecosystem) ที่เข้าถึงง่าย และเป็นธรรม เพื่อป้องกันการถูกกีดกันการเข้าถึงบริการทางการเงินและความเหลื่อมล้ำ โดยเฉพาะในยุคที่การเข้าถึง AI และ digital footprint อาจสร้างความเหลื่อมล้ำในรูปแบบใหม่ หากขาดการออกแบบนโยบายที่รอบคอบ หัวใจสำคัญ คือ การวางนโยบายการเงินที่มองเห็นคนเป็นศูนย์กลาง ไม่ใช่แค่เพียงสร้างภูมิคุ้มกันภัยไซเบอร์ทางการเงินให้แก่ประชาชน แต่ในขณะเดียวกันจะช่วยปลดล็อกให้คนตัวเล็ก อาทิ กลุ่มเปราะบาง กลุ่มผู้สูงอายุ ตลอดจนกลุ่มผู้ประกอบการ SMEs สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนและสินเชื่อได้อย่างเป็นธรรม ซึ่งจะช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของทุกคนให้มีความปลอดภัย และเท่าเทียมกัน</p>

<p><strong>ในฐานะเจ้าภาพจัดการประชุม ธปท. </strong>พร้อมสร้างประวัติศาสตร์ผ่านกรอบนโยบาย &ldquo;Bangkok Blueprint&rdquo; ซึ่งเป็นผลลัพธ์ระดับโลกที่จะเกิดขึ้น ภายใต้ความร่วมมือระหว่างประเทศไทย กับ The International Monetary Fund และ The World Bank Group ซึ่งเรียกได้ว่าเป็น &ldquo;เข็มทิศนโยบาย&rdquo; ที่ประเทศต่าง ๆ สามารถนำไปปรับใช้ในการแก้ปัญหาให้เหมาะกับบริบทของตนเอง เพื่อเสริมสร้างความเชื่อมั่นในระบบการเงินยุคดิจิทัล โดยแนวทางนี้จะครอบคลุมตั้งแต่การวางรากฐานเชิงนโยบายและกฎหมายที่เข้มแข็ง การป้องกันและตรวจจับภัยทุจริต การเสริมสร้างความร่วมมือระหว่างหน่วยงาน และระหว่างประเทศ ตลอดจนการยกระดับความรู้และภูมิคุ้มกันของประชาชน Bangkok Blueprint นี้ ถูกวางให้เป็นหนึ่งในผลลัพธ์ (key deliverables) ของการประชุมครั้งนี้ และจะเป็นส่วนสำคัญที่เชื่อมโยงธีมของไทยกับธีมโลก เนื่องจากภัยการเงินดิจิทัลจะเป็นความ<br />
ท้าทายที่ทั่วโลกจะต้องพบเจอ สะท้อนให้เห็นว่าไทยมีแนวคิดที่เป็นสากล และเป็นผู้นำทางความคิดในการ<br />
จุดประกายให้กลายเป็นแนวปฏิบัติที่ลงมือทำได้จริง เพื่อลดปัญหาและสร้างความร่วมมือระหว่างประเทศอย่างเป็นรูปธรรม</p>

<p><strong>ผู้สนใจสามารถติดตามรายละเอียดของการประชุม</strong> The 2026 Annual Meetings of the International Monetary Fund and the World Bank Group และชุดกิจกรรม Road to Thailand เพิ่มเติมได้ผ่านช่องทางการสื่อสารอย่างเป็นทางการได้ที่เว็บไซต์ <a href="https://www.am2026thailand.go.th" target="_blank"><span style="color:#0000cd;">https://www.am2026thailand.go.th</span></a> หรือ Facebook: AM2026 Thailand <a href="https://www.facebook.com/AM2026THAILAND"><span style="color:#0000cd;">https://www.facebook.com/AM2026THAILAND</span></a></p>
]]></description>
<enclosure url='https://pscd.prd.go.th/th/file/get/file/20260922f88a37b3884bd8da5c47c829512c0cd8101507.jpg' type='image/jpg' length='200491' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[รัฐบาลเปิด “One Map น้ำ” บูรณาการข้อมูล 4 หน่วยงาน เป็นหนึ่งเดียว ยกระดับการแจ้งเตือนภัยพิบัติล่วงหน้า แม่นยำ รวดเร็ว]]></title>
<link>https://pscd.prd.go.th/th/content/category/detail/id/36/iid/542749</link>
<guid isPermaLink="false">cf2ddf6afd7c47ae543ad5e73f9094db</guid>
<pubDate>Fri, 18 Sep 2026 09:59:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://pscd.prd.go.th/cms/s308/u2692/18-09-69/249737_1024x1024.jpg" style="width: 100%;" /></p>

<p>&nbsp;</p>

<p><strong>จากการที่รัฐบาลได้ลงพื้นที่อำนวยการและติดตามสถานการณ์อุทกภัยในพื้นที่จังหวัดน่านที่ผ่านมา</strong> พบปัญหาสำคัญคือระบบแจ้งเตือนภัยของประเทศยังมีความซ้ำซ้อน ข้อมูลกระจัดกระจาย และไม่ตรงกันระหว่างหน่วยงาน ส่งผลให้เกิดความล่าช้าในการตัดสินใจและการเตรียมตัวของประชาชน รัฐบาลจึงมุ่งแก้ปัญหาที่ต้นตอด้วยการสร้างมาตรฐานข้อมูลหนึ่งเดียว เพื่อให้มีข้อมูลกับประชาชนได้ครบถ้วน รอบด้านว่าน้ำจะท่วมจุดไหน สูงเท่าใด และจะมาถึงภายในกี่ชั่วโมง โดยกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) และกระทรวงการอุดมศึกษาวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ได้ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) &ldquo;One Map บูรณาการสารสนเทศการแจ้งเตือนล่วงหน้าเพื่อทุกคน&rdquo; ซึ่งเป็นการบูรณาการข้อมูลของทั้ง 4 หน่วยงาน ได้แก่ กรมอุตุนิยมวิทยา สถาบันข้อมูลขนาดใหญ่ (องค์การมหาชน) หรือ BDI สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและ<br />
ภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) หรือ GISTDA และสถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ (องค์การมหาชน) (สสน.)<br />
โดยมีการแบ่งหน้าที่การทำงานชัดเจน คือ</p>

<p>&ndash; กรมอุตุนิยมวิทยา ทำหน้าที่ตรวจวัด พยากรณ์อากาศ เรดาร์ และเป็นหน่วยงานหลักในการออกคำเตือนอย่างเป็นทางการ (Official Warning) เมื่อเกิดพายุและฝนตกหนัก</p>

<p>&ndash; สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (GISTDA) สนับสนุนภาพถ่ายดาวเทียม ข้อมูลภูมิสารสนเทศ ติดตามจุดความร้อนและสถานการณ์ PM2.5 เพื่อประเมินพื้นที่เสี่ยงภัย</p>

<p>&ndash; สถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ (องค์การมหาชน) (สสน.) ทำหน้าที่สนับสนุนข้อมูลระดับและปริมาณน้ำจากสถานีโทรมาตรอัตโนมัติ พร้อมประเมินพื้นที่เฝ้าระวังฝนล่วงหน้า 24-48 ชั่วโมง</p>

<p>&ndash; สถาบันข้อมูลขนาดใหญ่ (BDI) พัฒนาระบบวิเคราะห์ข้อมูลและแดชบอร์ด ควบคุมธรรมาภิบาลข้อมูล และนำเทคโนโลยี AI มาช่วยวิเคราะห์สถานการณ์ภัยพิบัติ โดย BDI ได้จัดเตรียมข้อมูลจากชุดข้อมูลภัยพิบัติ 118 ชุดจาก 52 หน่วยงาน ประกอบด้วย ข้อมูลการเฝ้าระวัง ข้อมูลระหว่างเกิดสถานการณ์เพื่อการดูแลประชาชน</p>

<p><strong>(ข้อมูลด้านสุขภาพ) และข้อมูลการเยียวยาให้ความช่วยเหลือภายหลังเกิดสถานการณ์</strong> พร้อมกับบุคลากรด้านการวิเคราะห์ข้อมูล จำนวนกว่า 50 คน เพื่อทำการเรียบเรียงข้อมูลในแต่ละระดับชั้นข้อมูล (Data Layer) ให้กับผู้เชี่ยวชาญทำการวิเคราะห์ข้อมูลและส่งต่อข้อมูลที่สมบูรณ์ เข้าใจง่ายให้กับฝ่ายปฏิบัติงาน</p>

<p><strong>ถือเป็นก้าวที่สำคัญในการขับเคลื่อนนโยบายเรื่องของภัยพิบัติแห่งชาติ</strong> ตามที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยได้ให้ความสำคัญ เพื่อให้การจัดทำข้อมูลด้านภัยพิบัติ สภาพอากาศที่มีอยู่ในทุกหน่วยงาน มารวมกันเป็นหนึ่งเดียว เพื่อทำให้การสื่อสารจากหน่วยงานที่รับผิดชอบไปสู่ประชาชนในพื้นที่ที่เกิดภัยพิบัติเป็นไปในทิศทางเดียวกัน และการทำงานที่มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นในเชิงข้อมูล จะทำให้ข้อมูลด้านภัยพิบัตินั้นเป็นไปในรูปแบบเดียวกัน สิ่งสำคัญที่สุดคือจะทำอย่างไรให้กำลังคนในพื้นที่ โดยเฉพาะกระทรวงมหาดไทย ซึ่งเป็นหน่วยงานส่วนหน้าตั้งแต่ระดับชุมชน อาทิ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน จะได้รับข้อมูลที่ถูกต้องแม่นยำในการใช้แจ้งเตือน เฝ้าระวัง ให้ความช่วยเหลือประชาชน และรับมือกับเหตุการณ์ภัยพิบัติ ซึ่งทั้ง 4 หน่วยงานจะบูรณาการข้อมูล รวบรวมข้อมูล พัฒนาวิเคราะห์ข้อมูล และแปลงผลข้อมูลในรูปแบบที่เป็นหนึ่งเดียวกัน ทำให้ประชาชนเข้าใจง่าย สามารถป้องกันการสูญเสียจากภัยพิบัติ และเกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชน</p>

<p><strong>ประชาชนและหน่วยงานในพื้นที่สามารถติดตามสถานการณ์น้ำและภัยพิบัติแบบเรียลไทม์ผ่าน</strong> แดชบอร์ดเตือนภัยรวมศูนย์ ได้แล้วที่เว็บไซต์ www.thaiwater.net/new4all ซึ่งรัฐบาลมั่นใจว่าการจัดทำแผนที่ One Map น้ำ จะช่วยยกระดับความมั่นคงปลอดภัยต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนได้ และช่วยคาดการณ์เหตุภัยพิบัติล่วงหน้าได้อย่างแม่นยำ</p>

<p><strong>กรมอุตุนิยมวิทยา</strong> ได้ประกาศเตือนฝนตกหนักถึงหนักมาก และคลื่นลมแรงบริเวณทะเลอันดามันในช่วงวันที่ 17 &ndash; 20 กันยายน 2569 โดยเริ่มมีผลกระทบในภาคเหนือ และภาคตะวันออกเฉียงเหนือก่อนในวันที่ 17 กันยายน 2569 หลังจากนั้นภาคกลาง ภาคตะวันออก และภาคใต้จะได้รับผลกระทบในวันที่ 18 กันยายน 2569 ขอให้ประชาชนระวังอันตรายจากฝนตกหนักถึงหนักมากและฝนที่ตกสะสม ซึ่งอาจทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลันและน้ำป่าไหลหลาก โดยเฉพาะพื้นที่ลาดเชิงเขาใกล้ทางน้ำไหลผ่านและพื้นที่ลุ่ม ควรหลีกเลี่ยงการเดินทางผ่านเส้นทางที่มีปัญหาน้ำท่วมซ้ำซาก โดยเฉพาะพื้นที่ลุ่มต่ำ ซึ่งอาจเกิดน้ำท่วมขังในระยะสั้นได้ ส่วนคลื่นลมบริเวณทะเลอันดามันมีกำลังค่อนข้างแรง มีคลื่นสูง 2 &ndash; 3 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงมากกว่า 3 เมตร สำหรับชาวเรือบริเวณอ่าวไทยและทะเลอันดามัน ควรเดินเรือด้วยความระมัดระวังและหลีกเลี่ยงการเดินเรือในบริเวณที่มีฝนฟ้าคะนอง ส่วนเรือเล็กบริเวณทะเลอันดามันควรงดออกจากฝั่งในช่วงวันที่ 17 &ndash; 20 กันยายน นี้</p>

<p><strong>นายเจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย</strong> ย้ำว่า ช่วงนี้มีฝนตกชุกบางพื้นที่และตกแช่ในช่วงกลางดึก ขอให้ผู้ว่าราชการจังหวัดทุกจังหวัด เน้นย้ำนายอำเภอในแต่ละพื้นที่ที่เป็นพื้นที่เสี่ยง ติดตามสถานการณ์และยืนยันข้อมูลโดยเร็ว เพื่อส่งข้อความ Cell Broadcast แจ้งเตือนประชาชนอย่างทันท่วงที ขณะที่กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ได้แจ้ง 76 จังหวัดทั่วประเทศ รวมถึงกรุงเทพมหานคร เฝ้าระวังสถานการณ์น้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก ดินโคลนถล่ม น้ำท่วมขัง และคลื่นลมแรง ถึงวันที่ 20 กันยายน 2569 โดยจัดทีมปฏิบัติการและเครื่องจักรกลสาธารณภัยเข้าประจำพื้นที่เสี่ยงเพื่อเข้าเผชิญเหตุและช่วยเหลือผู้ประสบภัยทันทีที่เกิดภัย โดยเฉพาะในบริเวณพื้นที่เสี่ยงและบริเวณที่มีฝนตกสะสมมากกว่า 90 มิลลิเมตร ใน 24 ชั่วโมง พื้นที่จุดเสี่ยงที่เคยเกิดน้ำท่วมบ่อยครั้ง ให้เร่งระบายน้ำออกจากพื้นที่อย่างเต็มกำลัง เพื่อลดผลกระทบจากเหตุอุทกภัยให้ได้มากที่สุด สำหรับสถานที่ท่องเที่ยวธรรมชาติ โดยเฉพาะถ้ำน้ำตก ถ้ำลอด หากมีความเสี่ยงเกิดสถานการณ์ภัยให้ประกาศแจ้งเตือนและปิดกั้นพื้นที่ไม่ให้บุคคลใดเข้าพื้นที่ จัดเตรียมศูนย์พักพิงชั่วคราวให้พร้อมรองรับผู้อพยพ ในกรณีที่มีคลื่นลมแรงให้ประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องออกประกาศหรือติดตั้งสัญญาณแจ้งเตือนบริเวณชายฝั่งทะเลห้ามนักท่องเที่ยวเล่นน้ำโดยเด็ดขาด และให้แจ้งชาวเรือ ผู้บังคับเรือ และผู้ประกอบการเดินเรือโดยสารเพิ่มความระมัดระวัง ในการเดินเรือหากสถานการณ์มีแนวโน้มรุนแรง ให้พิจารณาห้ามเดินเรือเด็ดขาด ให้จัดเจ้าหน้าที่เฝ้าระวังพื้นที่เสี่ยงภัย และพร้อมเข้าเผชิญเหตุและช่วยเหลือผู้ประสบภัยทันทีหากเกิดสถานการณ์ขึ้น ตลอด 24 ชั่วโมง และขอให้จังหวัดประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนติดตามข้อมูลสภาวะอากาศและข่าวสารจากทางราชการอย่างใกล้ชิด รวมถึงแจ้งเตือนประชาชนที่อยู่ในพื้นที่เสี่ยงภัยทราบล่วงหน้าเพื่อให้ประชาชนเตรียมพร้อมรับมือสถานการณ์โดยปฏิบัติตามคำแนะนำจากทางราชการอย่างเคร่งครัด และประชาชนสามารถแจ้งเหตุขอความช่วยเหลือทางไลน์ &ldquo;ปภ.รับแจ้งเหตุ1784&rdquo; รวมถึงสายด่วนนิรภัย 1784 ตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อประสานให้การช่วยเหลือ โดยขอให้ประชาชน &ldquo;ไม่ตื่นตระหนก แต่ไม่ประมาท&rdquo; และติดตามข้อมูลจากหน่วยงานราชการและแหล่งข้อมูลที่เชื่อถือได้เป็นหลัก</p>
]]></description>
<enclosure url='https://pscd.prd.go.th/th/file/get/file/2026091816cc5a8007fc1ee7fe4b6064a6087b9e160049.jpg' type='image/jpg' length='129170' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[ครม. เห็นชอบ “ประกันภัยพิบัติแห่งชาติ” คุ้มครอง 30 ล้านหลังคาเรือน 3 ภัย “น้ำท่วม วาตภัยแผ่นดินไหว” เริ่มคุ้มครอง 1 ต.ค. 69]]></title>
<link>https://pscd.prd.go.th/th/content/category/detail/id/36/iid/542752</link>
<guid isPermaLink="false">eb6b8de547111a7e90e55828734eb997</guid>
<pubDate>Wed, 16 Sep 2026 10:03:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://pscd.prd.go.th/cms/s308/u2692/18-09-69/249642_1024x1024.jpg" style="width: 100%;" /></p>

<p>&nbsp;</p>

<p><strong>นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม</strong> เป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรีโดยที่ประชุมคณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบและอนุมัติการจัดให้มี &ldquo;ระบบประกันภัยพิบัติแห่งชาติ&rdquo; ตามที่กระทรวงมหาดไทย โดยกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เสนอ เพื่อปรับแนวทางของภาครัฐจาก &ldquo;ตั้งรับหลังเกิดภัย&rdquo; สู่ &ldquo;บริหารความเสี่ยงล่วงหน้า&rdquo; ซึ่งเป็นการบริหารจัดการภัยพิบัติจากการช่วยเหลือเยียวยาหลังเกิดเหตุ สู่การบริหารและถ่ายโอนความเสี่ยงล่วงหน้าผ่านระบบประกันภัย ดังนี้</p>

<p>&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; 1. เห็นชอบกรมธรรม์ประกันภัยที่อยู่อาศัยกลุ่ม และกรมธรรม์ประกันภัยอุบัติเหตุกลุ่ม เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติ</p>

<p>&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; 2. อนุมัติกรอบวงเงินประมาณในการดำเนินการซื้อประกันภัยให้กับประชาชน ค่าเบี้ยประกันภัยในวงเงินรวม 15,500,000,000 บาท เพื่อให้ความคุ้มครอง 3 ประเภทภัย ได้แก่ อุทกภัย วาตภัย และแผ่นดินไหว แบ่งเป็น 1) กรมธรรม์ประกันภัยที่อยู่อาศัยกลุ่ม เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติ วงเงิน 15,000,000,000 บาท 2) กรมธรรม์ประกันภัยอุบัติเหตุกลุ่ม เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติ วงเงิน 500,000,000 บาท</p>

<p>&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; 3. มอบหมายให้สำนักงบประมาณ เป็นหน่วยงานจัดสรรงบประมาณให้เป็นไปตามกรอบวงเงิน และวัตถุประสงค์ที่กำหนด</p>

<p>&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; 4. มอบหมายให้สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย&nbsp;(สำนักงาน คปภ.) ในฐานะผู้กำกับดูแลธุรกิจประกันภัย ร่วมกับสมาคมประกันวินาศภัยไทย ดำเนินการจัดหาผู้รับประกันภัยที่มีมาตรฐาน มีความมั่นคง น่าเชื่อถือ และเป็นธรรม โดยมุ่งหมายให้ผู้รับประกันภัยมีศักยภาพในการจ่ายค่าสินไหมทดแทนตามกฎหมายโดยเร็ว</p>

<p>&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; 5. เห็นชอบให้กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เป็นหน่วยรับงบประมาณและเบิกจ่ายให้ผู้รับประกันภัย ตามการจัดหาผู้รับประกันภัย และสัดส่วนจำนวนเงินตามที่สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (สำนักงาน คปภ.) และสมาคมประกันวินาศภัยไทยคัดเลือกตามข้อ 4 โดยให้ดำเนินการให้เป็นไปตามกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้อง</p>

<p><strong>เนื่องจากปัจจุบันประเทศไทยประสบภัยพิบัติที่มีความรุนแรงและความถี่เพิ่มมากขึ้น</strong> สภาพอากาศมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ซึ่งไม่สามารถคาดการณ์ล่วงหน้าได้อย่างแน่นอนว่าจะเกิดขึ้นในพื้นที่ใดและส่งผลกระทบต่อประชาชนในวงกว้างทั้งในพื้นที่ที่เกิดภัยขึ้นซ้ำซากเป็นประจำทุกปี และพื้นที่ที่ไม่เคยเกิดภัยมาแล้วหลายปี โดยการช่วยเหลือเยียวยาผู้ประสบภัยที่ผ่านมาในแต่ละปีเป็นไปในเชิงตั้งรับที่ดำเนินการหลังจากเกิดภัยแล้ว ทำให้เกิดภาระงบประมาณที่ไม่แน่นอน ขณะที่ระบบประกันภัยเป็นไปในเชิงรุกที่ทำให้ภาครัฐสามารถประเมิน วางแผน และกำหนดล่วงหน้าก่อนเกิดภัยได้ว่าความเสี่ยงส่วนใดที่รัฐจะสามารถรับไว้ และส่วนใดสามารถกระจายหรือโอนความเสี่ยงไปยังระบบประกันภัย เพื่อเป็นการคุ้มครอง บรรเทาความเดือดร้อนของประชาชน และรองรับความเสี่ยงของความรุนแรงจากภัยพิบัติกรณีอุทกภัย วาตภัย และแผ่นดินไหวจากสภาวะสภาพอากาศที่แปรปรวน และทวีความรุนแรง จึงจัดให้มีกรมธรรม์ประกันภัย เพื่อให้ประชาชนได้รับความคุ้มครอง โดยเฉพาะประชาชน<br />
ในพื้นที่เสี่ยงภัยและกลุ่มเปราะบาง สามารถเข้าถึงความคุ้มครองจากภัยพิบัติได้โดยเร็ว และให้กรมธรรม์มีผลความคุ้มครอง ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2569 ถึงวันที่ 1 ตุลาคม 2570 แบ่งเป็นกรมธรรม์ประกันภัยที่อยู่อาศัยกลุ่ม เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติ อัตราเบี้ยประกันภัย 15,000,000,000 บาท และกรมธรรม์ประกันภัยอุบัติเหตุกลุ่ม&nbsp; เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติ อัตราเบี้ยประกันภัย 500,000,000 บาท</p>

<p><strong>สำหรับความคุ้มครองด้านที่อยู่อาศัย จะครอบคลุมประมาณ 30 ล้านหลังคาเรือน </strong>ตามข้อมูลสถิติจำนวนบ้านของสำนักบริหารการทะเบียน กรมการปกครอง ณ วันที่ 10 กันยายน 2569 ครอบคลุมความเสียหายจากอุทกภัย วาตภัย และแผ่นดินไหว โดยมีวงเงินคุ้มครองสูงสุด 100,000 บาทต่อหลังคาเรือนต่อภัยที่เกิดขึ้น ตามเงื่อนไขของกรมธรรม์ แบ่งเป็นอุทกภัย ค่าสินไหมทดแทนเบื้องต้น 10,000 บาท และเพิ่มเติมสูงสุด 90,000 บาทต่อครั้ง ส่วนวาตภัยและแผ่นดินไหว ค่าสินไหมทดแทนเบื้องต้น 5,000 บาท และเพิ่มเติมสูงสุด 95,000 บาทต่อครั้ง นอกจากนี้ ยังมีความคุ้มครองกรณีเสียชีวิตจากอุทกภัย วาตภัย และแผ่นดินไหว จำนวน 2,000,000 บาทต่อคน</p>

<p><strong>ซึ่งการเดินหน้าปรับการรับมือภัยพิบัติจากการรอจัดสรรงบประมาณช่วยเหลือหลังเกิดเหตุ</strong> สู่การเตรียมระบบบริหารและถ่ายโอนความเสี่ยงไว้ล่วงหน้าผ่าน &ldquo;ระบบประกันภัยพิบัติแห่งชาติ&rdquo; จะทำให้ประชาชนได้รับความคุ้มครองด้านชีวิตและทรัพย์สินและเข้าถึงเงินชดเชยได้รวดเร็วเมื่อเกิดภัย ขณะเดียวกันภาครัฐสามารถประเมินและบริหารความเสี่ยง กำหนดภาระที่รัฐต้องรับผิดชอบ และวางแผนการใช้จ่ายงบประมาณได้อย่างเป็นระบบ ลดความไม่แน่นอนของภาระงบประมาณจากการเยียวยาหลังเกิดภัย และเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการสาธารณภัยของประเทศ รองรับสถานการณ์ภัยพิบัติที่มีแนวโน้มรุนแรงและเกิดบ่อยครั้งมากขึ้น</p>
]]></description>
<enclosure url='https://pscd.prd.go.th/th/file/get/file/202609183197bb9100dc64c54e57f9a17d500fdc160330.jpg' type='image/jpg' length='232906' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[หน่วยงานรัฐเร่งพัฒนาทุกมิติ ความมั่นคง เศรษฐกิจ อาชีพ คุณภาพชีวิต สาธารณสุข คมนาคม ท่องเที่ยว ผลักดันสงขลาเป็นพื้นที่แห่งโอกาส]]></title>
<link>https://pscd.prd.go.th/th/content/category/detail/id/36/iid/537451</link>
<guid isPermaLink="false">2c6b711616e177202d6ae7e07407f664</guid>
<pubDate>Tue, 01 Sep 2026 09:12:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://pscd.prd.go.th/cms/s308/u2692/01-09-69/245024_1024x1024.jpg" style="width: 100%;" /></p>

<p>&nbsp;</p>

<p><strong>ในช่วงก่อนการประชุมคณะรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการนอกสถานที่</strong>&nbsp;(ครม.สัญจร) ครั้งที่ 1/2569 ณ จังหวัดสงขลา คณะรัฐมนตรีได้ลงพื้นที่รับฟังปัญหาและพัฒนาพื้นที่จังหวัดสงขลาและกลุ่มจังหวัดชายแดนภาคใต้</p>

<p><strong>พลโท อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม</strong>&nbsp;ลงพื้นที่กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า ณ ค่ายสิรินธร อำเภอยะรัง จังหวัดปัตตานี รับฟังสถานการณ์ ปัญหา อุปสรรค และข้อเสนอจากผู้ปฏิบัติงานในพื้นที่ โดยย้ำถึงแนวทางการแก้ไขปัญหาความมั่นคงในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ทุกภาคส่วนต้องมองภัยคุกคามและสถานการณ์ในภาพเดียวกัน เพื่อกำหนดแนวทางและการปฏิบัติเป็นไปในทิศทางเดียวกัน โดยยึดหลัก &ldquo;ปรับ&ndash;พิทักษ์&ndash;ปราบ&rdquo; ควบคู่กับการปฏิบัติตามกฎหมายและหลักสิทธิมนุษยชน ส่วนมิติการพัฒนาและการสร้างความเข้าใจกับประชาชน เห็นควรให้ปรับแนวทางการทำงานให้สอดคล้องกับบริบทและความต้องการของพื้นที่มากขึ้น นำแนวคิดด้านการตลาดและการสื่อสารมาประยุกต์ใช้ในการออกแบบแคมเปญ โครงการ และกิจกรรมที่เข้าถึงประชาชนอย่างเป็นรูปธรรม ให้ความสำคัญกับสิทธิและสวัสดิการของครอบครัวเจ้าหน้าที่ผู้เสียชีวิตจากการปฏิบัติหน้าที่ โดยเฉพาะสิทธิการรักษาพยาบาลของบิดาและมารดา ซึ่งได้ผลักดันแนวทาง &ldquo;บัตรทองฮีโร่&rdquo; เพื่อให้บิดามารดาของเจ้าหน้าที่ผู้เสียชีวิตยังคงได้รับสิทธิการรักษาพยาบาลตามสิทธิเดิม</p>

<p><strong>นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม</strong>&nbsp;เปิด &ldquo;มหกรรมรวมพลัง 3 มิติ พา SME ไทยโตยั่งยืน&rdquo; ครั้งที่ 2 ที่จังหวัดสงขลา โดยมีการจัดกิจกรรม รับฟัง-ผนึกกำลัง-ดูแลผู้ประกอบการ SME ด้วยใจ (Coffee Talk) นายวราวุธ กล่าวว่า ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (ธพว.) พร้อมสนับสนุนสินเชื่อและองค์ความรู้ เพื่อช่วยให้ผู้ประกอบการ SME สามารถดำเนินธุรกิจและเติบโตได้อย่างเข้มแข็ง ปัจจุบันการแข่งขันทางธุรกิจให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อม ความรับผิดชอบต่อชุมชน การจ้างงานคนพิการและผู้สูงอายุ รวมถึงมาตรฐานและเงื่อนไขทางการค้าระหว่างประเทศ SME ไทยต้องเรียนรู้และปรับตัวต่อกติกาการค้า เพื่อเติบโตอย่างยั่งยืนและก้าวสู่ตลาดโลก โดยให้ความสำคัญในการใช้เทคโนโลยี อินฟลูเอนเซอร์ และ Upskill&ndash;Reskill เพื่อให้เข้าถึงผู้บริโภคแต่ละช่วงวัย</p>

<p><strong>นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์</strong>&nbsp;ติดตามการดำเนินงานของสหกรณ์กองทุนสวนยาง จังหวัดสงขลา พร้อมมอบนโยบายการยกระดับรายได้ชาวสวนยางโดยการทำสวนยางอารยเกษตร ซึ่งเป็นวิธีทำที่ผสานภูมิปัญญาท้องถิ่นกับเทคโนโลยีและงานวิจัยเพื่อเพิ่มรายได้อย่างยั่งยืน สนับสนุนชาวสวนยางรายย่อยปรับรูปแบบการทำสวนยางจากการปลูกยางเชิงเดี่ยวที่พึ่งพารายได้จากผลผลิตยางเพียงอย่างเดียว สู่การใช้พื้นที่อย่างคุ้มค่า ผ่านการปลูกพืชเลี้ยงสัตว์ ประมง หรือทำกิจกรรมทางการเกษตรที่เหมาะสมกับสภาพของแต่ละพื้นที่ ควบคู่กับการบริหารจัดการน้ำอย่างเป็นระบบ ซึ่งจะช่วยสร้างรายได้หมุนเวียนให้กับเกษตรกรชาวสวนยางมากยิ่งขึ้น อีกทั้งยางพารายังเป็นพืชเศรษฐกิจที่สำคัญของประเทศ และเป็น 1 ใน 7 ชนิดสินค้าโภคภัณฑ์ที่จะนำเข้าสหภาพยุโรป และสามารถตรวจสอบแหล่งที่มาของผลิตภัณฑ์ตามกฎหมาย EUDR ได้ ปัจจุบันคณะกรรมาธิการยุโรป ได้จัดไทยอยู่กลุ่ม &ldquo;Low-Risk&rdquo; ที่เป็นกลุ่มความเสี่ยงต่ำ ทำให้สินค้ายางไทยถูกสุ่มตรวจที่ด่านศุลกากรของสหภาพยุโรป เพียง 1% ซึ่งช่วยลดต้นทุนและระยะเวลาให้ผู้นำเข้าโดยตรง อีกทั้ง นางสาวปิยะรัฐชย์ ติยะไพรัช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้เปิดกิจกรรม &ldquo;สร้างการรับรู้การเพิ่มประสิทธิภาพศูนย์จัดการดินปุ๋ยชุมชนจังหวัดสงขลา&rdquo; ณ ศูนย์จัดการดินปุ๋ยชุมชนตำบลท่าช้าง ถือเป็นกลไกสำคัญในระดับพื้นที่ ทำหน้าที่เชื่อมโยงองค์ความรู้ เทคโนโลยี และให้บริการด้านดินและปุ๋ยแก่เกษตรกร สามารถตรวจวิเคราะห์ดิน ผลิตปุ๋ยสั่งตัดตามค่าวิเคราะห์ดิน และการผลิตปุ๋ยอินทรีย์ ช่วยลดต้นทุนการใช้ปุ๋ยได้อย่างชัดเจน เป้าหมายสำคัญต่อจากนี้ คือ การขยายผลความสำเร็จของศูนย์ต้นแบบไปยังพื้นที่อื่น และพัฒนาให้ก้าวสู่การเป็น &ldquo;Service Provider ด้านดินและปุ๋ยของชุมชน&rdquo; ที่สามารถให้บริการเกษตรกรได้ครบวงจร มีมาตรฐาน และสอดคล้องกับความต้องการของแต่ละพื้นที่</p>

<p><strong>นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม</strong>&nbsp;ติดตามการดำเนินงานโครงการปรับปรุงเพิ่มปริมาณน้ำต้นทุนพรุสาคู บ้านไร่ ตำบลบ้านพรุ อำเภอหาดใหญ่ ซึ่งเพิ่มความจุกักเก็บน้ำจาก 25,000 เป็น 129,000 ลูกบาศก์เมตร และเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำจาก 78 เป็น 170 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ทำให้สามารถเก็บน้ำไว้ใช้ในช่วงที่ต้องการ และเร่งระบายน้ำได้ดีขึ้นในช่วงฝนตกหนัก ช่วยลดความเสี่ยงน้ำท่วมขังในพื้นที่ ครอบคลุมพื้นที่รับประโยชน์ประมาณ 550 ไร่ รวม 476 ครัวเรือน นอกจากนี้ได้ติดตาม โครงการพัฒนาน้ำบาดาลเพื่อความมั่นคงระดับชุมชน บ้านทุ่งฆ้อ ที่ช่วยให้ประชาชนมี &ldquo;น้ำสะอาดใกล้บ้าน&rdquo; ทั้งบ่อน้ำบาดาล ระบบประปาบาดาล และระบบกรองน้ำดื่มแบบรีเวิร์สออสโมซิส (RO) สามารถผลิตน้ำได้ 83,220 ลูกบาศก์เมตรต่อปี ครอบคลุม 438 ครัวเรือน หรือ 1,259 คน เพื่อใช้ในชีวิตประจำวันและเป็นแหล่งน้ำสำรองเมื่อเกิดสถานการณ์ฉุกเฉิน</p>

<p><strong>พลตำรวจโท รุทธพล เนาวรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม</strong>&nbsp;ตรวจเยี่ยมเรือนจำกลางจังหวัดสงขลา และสำนักงานคุมประพฤติจังหวัดสงขลา เพื่อติดตามผลการดำเนินงานด้านการคุมประพฤติ การฟื้นฟูและแก้ไขพฤติกรรมผู้กระทำผิด พร้อมย้ำให้สำนักงานยุติธรรมจังหวัดและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้การช่วยเหลือประชาชนและเยียวยาผู้เสียหาย คุ้มครองสิทธิเสรีภาพ ลดความเหลื่อมล้ำ เพื่อให้ทุกคนเข้าถึงความยุติธรรมอย่างเสมอภาค สะดวก รวดเร็ว และเป็นธรรม รวมถึงสั่งการให้สำนักงานป้องกันและปราบปรามยาเสพติด ภาค 9 และศูนย์ปฏิบัติการคดีพิเศษภาค 9 ร่วมกับหน่วยงานภาคีเครือข่าย เร่งดำเนินการปราบปราม แก้ไขปัญหายาเสพติด และอาชญากรรมทุกรูปแบบ โดยเฉพาะอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ซึ่งถือเป็นภัยแทรกซ้อนสำคัญ ที่ส่งผลกระทบต่อการก่อความไม่สงบในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ และความปลอดภัยของสังคม</p>

<p><strong>นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน</strong>&nbsp;เป็นประธานในพิธีรับมอบชุดสายรัดตัวสำหรับดำน้ำ และอุปกรณ์ Stainless Steel Neck Ring Assembly จากบริษัท ปตท. สผ. เอนเนอร์ยี่ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด พร้อมมอบวุฒิบัตรแก่ผู้ผ่านการประเมินรับรองความรู้ความสามารถ โครงการ &ldquo;1 หมู่บ้าน 1 ช่างไฟฟ้า&rdquo; ณ สถาบันพัฒนาฝีมือแรงงาน 12 สงขลา จังหวัดสงขลา เพื่อพัฒนากำลังแรงงานให้มีทักษะสอดคล้องกับความต้องการของภาคอุตสาหกรรม โดยเฉพาะทักษะด้านการเชื่อมและตัดโลหะใต้น้ำ ซึ่งเป็นทักษะเฉพาะทางที่มีความสำคัญต่ออุตสาหกรรมและมีโอกาสสร้างรายได้ให้แก่แรงงาน การได้รับการสนับสนุนอุปกรณ์จากภาคเอกชนในครั้งนี้ จะช่วยเพิ่มศักยภาพการฝึกอบรมและยกระดับทักษะของแรงงานให้สามารถปฏิบัติงานได้อย่างมีประสิทธิภาพและปลอดภัย ตอบโจทย์ความต้องการของผู้ประกอบการในพื้นที่ และรองรับการขยายตัวของอุตสาหกรรมในพื้นที่ภาคใต้</p>

<p><strong>นายนิกร&nbsp;โสมกลาง&nbsp;รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์</strong>&nbsp;ติดตามการขับเคลื่อนงานพัฒนาคุณภาพชีวิตคนทุกช่วงวัย ที่จังหวัดสงขลา&nbsp;ตามนโยบาย&nbsp;พม.&nbsp;8&nbsp;ด้าน&nbsp;&ldquo;สร้างสังคมอยู่ดี&nbsp;มีโอกาส&nbsp;เพื่อคนไทยทุกคน&rdquo;&nbsp;โดยเฉพาะการพัฒนาคุณภาพชีวิตด้านที่อยู่อาศัยอย่างมั่นคงสำหรับผู้มีรายได้น้อย&nbsp;และลงพื้นที่&nbsp; ณ&nbsp;สหกรณ์เคหะสถานเครือข่ายบ้านมั่นคงเมืองพะตง&nbsp;จำกัด&nbsp;ตำบลพะตง&nbsp;อำเภอหาดใหญ่&nbsp;เพื่อพบปะให้กำลังใจชาวชุมชน และมอบนโยบาย&nbsp;&ldquo;พลิกฟื้นคุณภาพชีวิต&nbsp;สร้างสิทธิที่อยู่อาศัยที่มั่นคง&nbsp;เพื่อชุมชนริมรางรถไฟ ภาคใต้&nbsp;9&nbsp;จังหวัด&nbsp;15,168&nbsp;ครัวเรือน&rdquo; นอกจากนี้&nbsp;ได้เปิดกิจกรรม&nbsp;&ldquo;พม.&nbsp;Care&hellip;เพื่อที่อยู่อาศัยที่มั่นคง&rdquo;&nbsp;พร้อมมอบสิทธิสวัสดิการสังคมตามภารกิจกระทรวง&nbsp;พม.&nbsp;ให้กับชาวชุมชน และกลุ่มเปราะบางในพื้นที่ เพื่อช่วยยกระดับพัฒนาคุณภาพชีวิตที่ดี และเปิดกิจกรรม&nbsp;&ldquo;สร้าง&nbsp;เสริม&nbsp;เติมแต่ง&nbsp;รวมใจปรับโฉมใหม่ให้ชุมชน&rdquo;&nbsp;และกิจกรรม Kick&nbsp;Off การขับเคลื่อนโคก&nbsp;หนอง&nbsp;นา&nbsp;:&nbsp;ปลูกไม้ยืนต้น&nbsp;พืชสมุนไพร&nbsp;และร่วมสร้างเกษตรปลอดภัย&nbsp;เพื่อสร้างคลังอาหารชุมชน&nbsp;</p>

<p><strong>นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข</strong>&nbsp;ติดตามการขับเคลื่อนนโยบาย &ldquo;1 จังหวัด 1 โรงพยาบาล&rdquo; (One Province One Hospital) ที่โรงพยาบาลจะนะ จังหวัดสงขลา เพื่อยกระดับระบบบริการสุขภาพด้วยการบริหารจัดการทรัพยากรร่วมกันเสมือนเป็นโรงพยาบาลเดียว ให้ประชาชนได้รับการรักษาด้วยเทคโนโลยีและแพทย์ผู้เชี่ยวชาญในโรงพยาบาลใกล้บ้าน ภายใต้บริการที่เป็นมาตรฐานเดียวกัน ซึ่งจังหวัดสงขลา ได้กำหนดเป้าหมาย &ldquo;ลดตาย ลดแออัด ลดรอคอย เข้าถึงบริการ&rdquo;&nbsp;บริหารจัดการและส่งต่อผู้ป่วย ภายใต้เครือข่ายบริการของโรงพยาบาลหาดใหญ่และโรงพยาบาลสงขลา ซึ่งปี&nbsp;2570&nbsp;มีแผนยกระดับโรงพยาบาลหาดใหญ่และโรงพยาบาลสงขลาให้สามารถบริการได้ทัดเทียมโรงพยาบาลมหาวิทยาลัย และรับส่งต่อผู้ป่วยของโรงพยาบาลในเขตสุขภาพที่&nbsp;12&nbsp;ขณะที่โรงพยาบาลสมเด็จพระบรมราชินีนาถ ณ อำเภอนาทวี จะยกระดับเป็นโรงพยาบาลทั่วไป เป็นศูนย์กลางรองรับพื้นที่ชายแดนใต้ ส่วนโรงพยาบาลสะเดา รองรับพื้นที่เศรษฐกิจพิเศษระหว่างประเทศและโรงพยาบาลรัตภูมิ รองรับพื้นที่รอยต่อระหว่างจังหวัด</p>

<p><strong>นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา</strong>&nbsp;เยี่ยมชมสำนักงานองค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน บริเวณโรงสีแดง หับ โห้ หิ้น จังหวัดสงขลา รับฟังเสียงสะท้อนจากผู้ประกอบการธุรกิจท่องเที่ยวในพื้นที่ โดยเฉพาะการพัฒนาด่านสะเดาและการเพิ่มประสิทธิภาพการอำนวยความสะดวกในการเดินทางข้ามแดน การแก้ไขปัญหาความล่าช้าและข้อจำกัดด้านบุคลากร การปรับปรุงระบบและกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจท่องเที่ยวและการขนส่งนักท่องเที่ยว เพื่อให้สอดคล้องกับสภาพการณ์และเอื้อต่อการเดินทางของนักท่องเที่ยวมากยิ่งขึ้น อีกทั้งยังให้ความสำคัญกับแนวทางฟื้นฟูและกระตุ้นเศรษฐกิจบริเวณด่านนอก การส่งเสริมการตลาดเพื่อดึงนักท่องเที่ยวเข้าสู่พื้นที่ การพัฒนาเส้นทางท่องเที่ยวเชื่อมโยงระหว่างแหล่งท่องเที่ยวสำคัญ ตลอดจนการนำจุดแข็งด้านอาหาร วัฒนธรรม วิถีชีวิต และอัตลักษณ์ท้องถิ่นมาต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์ท่องเที่ยวที่สามารถสร้างมูลค่าเพิ่ม กระจายรายได้ และสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจให้แก่ผู้ประกอบการและชุมชน ส่วนด้านกีฬา มีข้อเสนอถึงความจำเป็นในการเร่งซ่อมแซมและพัฒนาสนามกีฬาในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ เพื่อเปิดโอกาสให้เยาวชนและประชาชนเข้าถึงกิจกรรมกีฬา ควบคู่กับการนำการแข่งขันและกิจกรรมกีฬามาต่อยอดเป็น &ldquo;Sport Tourism&rdquo; สร้างเม็ดเงินหมุนเวียนแก่ชุมชนและเศรษฐกิจท้องถิ่น</p>

<p><strong>นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม</strong>&nbsp;ลงพื้นที่จังหวัดสงขลา ติดตามการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและสิ่งอำนวยความสะดวกด้านการคมนาคมขนส่ง กำชับให้กรมการขนส่งทางบก เร่งยกระดับและพัฒนาระบบขนส่งสาธารณะ ด้วยการปรับปรุงเส้นทางเดินรถโดยสารประจำทาง จัดทำระบบรถเชื่อมต่อ (Feeder) แก้ไขจุดอับการเดินทางที่ไม่ครอบคลุม และเตรียมพร้อมในการรองรับการเติบโตของเมืองและประชากรที่จะเพิ่มขึ้น จากการขยายโครงข่ายรถไฟทางคู่และระบบรถไฟฟ้ารางเดี่ยว (Monorail) ในอนาคต และนายภัทรพงศ์ ภัทรประสิทธิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ได้ลงพื้นที่ศูนย์ควบคุมการบินหาดใหญ่เดินหน้าผลักดันโครงการ Digital Tower ในรูปแบบ Remote Tower ซึ่งเหมาะสำหรับสนามบินที่มีปริมาณเที่ยวบินน้อย ด้วยการนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้บริการควบคุมจราจรทางอากาศเขตสนามบินระยะไกล จากศูนย์ควบคุมการบินหาดใหญ่ ไปยังท่าอากาศยานเบตงและนราธิวาส โดยจะเร่งดำเนินการให้แล้วเสร็จตามเป้าหมาย ภายในปี 2571 ภายใต้งบประมาณ 191.42 ล้านบาท นอกจากนี้ได้ประชุมหารือเพื่อขับเคลื่อนการศึกษาความเป็นไปได้ของการใช้อากาศยานขึ้นลงบนผิวน้ำ หรือ Seaplane ในพื้นที่จังหวัดฝั่งอันดามัน ถือเป็นการ Kick Off การขับเคลื่อน Seaplane ในพื้นที่จังหวัดสตูล และจังหวัดฝั่งอันดามัน โดยตั้งเป้าหมายให้เกิดความคืบหน้าและสำเร็จภายในปีนี้ เพื่อขับเคลื่อนประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลาง &ldquo;การท่องเที่ยวมูลค่าสูง&rdquo; (High-Value Tourism) มุ่งเชื่อมโยงการเดินทางอย่างไร้รอยต่อไปยังแหล่งท่องเที่ยวทางทะเลและพื้นที่เกาะสำคัญของฝั่งอันดามัน</p>
]]></description>
<enclosure url='https://pscd.prd.go.th/th/file/get/file/20260901d17d75d67f1d86fe85f9abdd951ff866111241.jpg' type='image/jpg' length='201897' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[“นายกฯ” ลงพื้นที่รับฟัง แก้ปัญหา 5 จังหวัดภาคใต้ ป้องกันอุทกภัย เดินหน้าสะพาน 2 แห่ง เชื่อมคมนาคม ท่องเที่ยว เศรษฐกิจ ยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชน]]></title>
<link>https://pscd.prd.go.th/th/content/category/detail/id/36/iid/537432</link>
<guid isPermaLink="false">6f0cb2b07a446d8efc417dd1749c0475</guid>
<pubDate>Tue, 01 Sep 2026 08:05:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://pscd.prd.go.th/cms/s308/u2692/01-09-69/245022_1024x1024.jpg" style="width: 100%;" /></p>

<p>&nbsp;</p>

<p><strong>นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย</strong>&nbsp;นำคณะรัฐมนตรีลงพื้นที่จังหวัดสงขลา ก่อนการประชุม ครม.สัญจร โดยให้ความสำคัญกับ 3 เรื่องหลัก ได้แก่ การบริหารจัดการน้ำ การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน และการขับเคลื่อนเศรษฐกิจภาคใต้ เพื่อสร้างความปลอดภัย ยกระดับคุณภาพชีวิต และเพิ่มโอกาสทางเศรษฐกิจให้ประชาชนในพื้นที่ โดยนายกรัฐมนตรีได้ลงพื้นที่ประตูระบายน้ำหน้าควน (คลองภูมินาถดำริ)&nbsp;ติดตามการฟื้นฟูคลองระบายน้ำ ร.1 และระบบป้องกันอุทกภัยเมืองหาดใหญ่ หลังได้รับความเสียหายจากน้ำท่วมปี 2568 โดยรัฐบาลเร่งแก้ไขจุดคอขวด ขุดลอกคลอง กำจัดวัชพืชและสิ่งกีดขวางทางน้ำ พร้อมบูรณาการข้อมูลฝน ปริมาณน้ำ และสภาพอากาศ เพื่อให้การประเมินสถานการณ์และแจ้งเตือนภัยมีความรวดเร็วและแม่นยำยิ่งขึ้น สำหรับคลอง ร.1 กรมชลประทานได้เร่งซ่อมแซมผนังคอนกรีตและเสริมความแข็งแรงของคันคลองด้วย Sheet Pile ประมาณ 5,000 แผ่น ตลอดแนวกว่า 2 กิโลเมตร และขุดลอกคลองสายสำคัญ ซึ่งโครงการซ่อมแซมคลอง ร.1 มีวงเงิน 400 ล้านบาท เป็นส่วนหนึ่งของแผนฟื้นฟูระบบชลประทานภาคใต้รวม 66 โครงการ วงเงินกว่า 821 ล้านบาท ขณะที่แผนระยะยาวจะพัฒนาคลองผันน้ำเส้นใหม่ความยาว 53 กิโลเมตร รองรับการระบายน้ำได้ 1,200 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที รวมถึงนำระบบพยากรณ์และเตือนภัยน้ำท่วมด้วย Machine Learning มาใช้เพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการน้ำ เน้นย้ำให้ทุกหน่วยงานเตรียมกำลังเจ้าหน้าที่ เครื่องสูบน้ำ เครื่องจักร เส้นทางอพยพ และศูนย์พักพิงให้พร้อม ลดขั้นตอนการช่วยเหลือและเยียวยา เพื่อให้ประชาชนได้รับความช่วยเหลืออย่างรวดเร็วเมื่อเกิดเหตุ โดยเฉพาะการแก้ปัญหาน้ำท่วมต้องไม่ใช่เพียงการรับมือเฉพาะหน้า แต่ต้องวางระบบที่มีความมั่นคงและยั่งยืนในระยะยาว</p>

<p><strong>จากนั้น นายกรัฐมนตรีได้ร่วมเป็นสักขีพยานในพิธีลงนามสัญญาก่อสร้าง</strong>&nbsp;โครงการสะพานข้ามทะเลสาบสงขลา เชื่อม อ.กระแสสินธุ์ จ.สงขลา กับ อ.เขาชัยสน จ.พัทลุง และโครงการสะพานเชื่อมเกาะลันตา จ.กระบี่ ซึ่งเป็นโครงการโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของภาคใต้ ภายใต้แนวคิด &ldquo;Green Transport&rdquo; มุ่งพัฒนาโครงข่ายคมนาคมควบคู่กับการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและระบบนิเวศอย่างยั่งยืน เนื่องจากทั้ง 2 โครงการไม่ใช่เพียงการสร้างสะพานเพื่อเชื่อมการเดินทาง แต่เป็น &ldquo;สะพานแห่งโอกาส&rdquo; ที่จะช่วยลดระยะทางและเวลาเดินทาง เพิ่มความสะดวกและความปลอดภัยในการสัญจรและขนส่งสินค้า เพิ่มความรวดเร็วในการเข้าถึงบริการทางการแพทย์และการช่วยเหลือฉุกเฉิน โดยเฉพาะพื้นที่เกาะลันตาที่ปัจจุบันยังพึ่งพาการเดินทางด้วยแพขนานยนต์ โดยสะพานทั้งสองแห่งจะช่วยเชื่อมโยงเส้นทางท่องเที่ยวระหว่างฝั่งอ่าวไทยและอันดามัน เพิ่มศักยภาพพื้นที่รอบทะเลสาบสงขลาและเกาะลันตา กระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก สร้างงาน สร้างอาชีพ กระจายรายได้สู่ชุมชน และช่วยลดต้นทุนด้านโลจิสติกส์ ซึ่งจะเป็นอีกแรงขับเคลื่อนสำคัญของเศรษฐกิจภาคใต้</p>

<p><strong>รัฐบาลย้ำว่าการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานจะต้องไม่แลกกับการสูญเสียทรัพยากรธรรมชาติ</strong>&nbsp;โดยเฉพาะ ทะเลสาบสงขลา ซึ่งเป็นถิ่นอาศัยของโลมาอิรวดีและมีความสำคัญต่อระบบนิเวศ จึงกำหนดให้การก่อสร้างดำเนินภายใต้มาตรฐานและมาตรการด้านสิ่งแวดล้อมอย่างเข้มงวด พร้อมรับฟังความคิดเห็นของประชาชนและชุมชนในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง เพื่อให้การพัฒนาการคมนาคม เศรษฐกิจ และการท่องเที่ยว สามารถเติบโตไปพร้อมกับการอนุรักษ์ธรรมชาติได้อย่างยั่งยืน</p>

<p><strong>นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรีได้เป็นประธานการประชุมเชิงปฏิบัติการ</strong>&nbsp;(Workshop) ระดมความคิดเห็นและแนวทางพัฒนา 5 จังหวัดภาคใต้ ได้แก่ สงขลา สตูล ยะลา นราธิวาส และปัตตานี โดยนำปัญหาและข้อเสนอจากพื้นที่มาพิจารณาใน 4 ด้าน คือ เศรษฐกิจ สังคม ความมั่นคง และภัยพิบัติ เพื่อให้ข้อเสนอสามารถนำไปปฏิบัติได้จริง ตั้งแต่มาตรการเร่งด่วนจนถึงการวางรากฐานระยะยาว</p>

<p><strong>ด้านเศรษฐกิจ</strong>&nbsp;มีข้อเสนอให้ยกระดับโครงสร้างพื้นฐานการท่องเที่ยว ฟื้นฟูเศรษฐกิจหลังอุทกภัย เชื่อมโยงเส้นทางสตูล&ndash;เปอร์ลิส ลดต้นทุนภาคเกษตรและประมง พัฒนาตลาดกลางและระบบห้องเย็น ขุดลอกร่องน้ำสงขลาและปัตตานี พัฒนาโครงข่ายคมนาคมและโลจิสติกส์แบบไร้รอยต่อ รวมถึงส่งเสริมการลงทุนด้วยสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ One Stop Service และแก้ไขข้อจำกัดด้านการค้าชายแดน โดยเฉพาะด่านสะเดา</p>

<p><strong>ด้านสังคม</strong>&nbsp;มุ่งแก้ปัญหายาเสพติดและสุขภาพจิต พัฒนาศูนย์บำบัดและฟื้นฟูแบบครบวงจร ผลักดันโรงพยาบาลหาดใหญ่แห่งที่ 2 สู่ศูนย์กลางการแพทย์ หรือ Med Hub พัฒนาทักษะแรงงานให้ตรงกับตลาด ดูแลแรงงานไทยในมาเลเซีย ผู้สูงอายุ เด็กนอกระบบ และครัวเรือนยากจน รวมถึงเชื่อมโยงฐานข้อมูลภาครัฐเพื่อให้การช่วยเหลือมีประสิทธิภาพมากขึ้น</p>

<p><strong>ด้านความมั่นคง</strong>&nbsp;มีข้อเสนอพัฒนาด่านตรวจเกาะหม้อแกง จ.ปัตตานี เป็น Smart Checkpoint ใช้ระบบ CCTV, X-Ray และ Biometrics เชื่อมกับฐานข้อมูลกลางของรัฐ ควบคู่กับการสนับสนุนอุปกรณ์ให้ชุดคุ้มครองตำบล การสร้างเครือข่ายข่าวภาคประชาชน และการบูรณาการ ศอ.บต. กอ.รมน. กระทรวงมหาดไทย และกระทรวงศึกษาธิการในการป้องกันปัญหาความไม่สงบอย่างเป็นระบบ</p>

<p><strong>ด้านภัยพิบัติ</strong>&nbsp;เสนอเร่งแก้ข้อจำกัดของระบบระบายน้ำ เครื่องจักรและกำลังบุคลากร ระบบแจ้งเตือนภัย และความล่าช้าในการเยียวยา พร้อมผลักดันงบประมาณเพิ่มประสิทธิภาพระบบระบายน้ำหาดใหญ่และควนลัง เร่งซ่อมแซมถนนที่เสียหายจากภัยพิบัติ 45 โครงการ และสนับสนุนงบประมาณ 20 ล้านบาท เพื่อก่อสร้างศูนย์พักพิงชั่วคราวในจังหวัดปัตตานี</p>

<p><strong>อีกทั้งได้รับฟังความคิดเห็นเพื่อพัฒนาจังหวัดปัตตานี ยะลา และนราธิวาส</strong>&nbsp;โดยย้ำว่า หากสร้างสันติสุขและความปลอดภัยได้อย่างยั่งยืน จะเปิดโอกาสให้พื้นที่พัฒนาได้เต็มศักยภาพ ทั้งเศรษฐกิจ การค้า การท่องเที่ยว การเกษตร และการประมง พร้อมเน้นว่า ความหลากหลายทางศาสนาและวัฒนธรรมสามารถเป็นพลังของชุมชนได้ โดยการสร้างสันติสุขต้องอาศัยคนในพื้นที่เป็นกำลังสำคัญ ภายใต้หลัก &ldquo;ทุกปัญหาต้องมีเจ้าภาพ ทุกข้อเสนอต้องมีคำตอบ&rdquo; เพื่อให้การรับฟังนำไปสู่การแก้ไขปัญหาและยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชนอย่างเป็นรูปธรรม รวมทั้ง กำชับว่า เรื่องใดที่สามารถดำเนินการได้ให้เร่งทำทันที ส่วนเรื่องที่เกี่ยวข้องหลายหน่วยงานให้บูรณาการการทำงานเพื่อลดขั้นตอนและข้อจำกัด โดยข้อสรุปทั้งหมดจะนำเข้าสู่การพิจารณาของ ครม. เพื่อผลักดันเป็นโครงการ มาตรการ และงบประมาณที่ตอบโจทย์ประชาชนในพื้นที่อย่างเป็นรูปธรรม&nbsp;&nbsp;</p>

<p><strong>ด้านนายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ</strong>&nbsp;ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมการดำเนินงาน ณ พื้นที่ด่านศุลกากรปาดังเบซาร์ เพื่อรับฟังปัญหาและอุปสรรคของจุดผ่านแดน ตลอดจนหารือแนวทางเพิ่มประสิทธิภาพการให้บริการ โดยมุ่งอำนวยความสะดวกในการเดินทางของประชาชนและการขนส่งสินค้าข้ามแดน เพื่อสนับสนุนการค้า การเชื่อมโยง และกิจกรรมทางเศรษฐกิจบริเวณชายแดนไทย &ndash; มาเลเซีย</p>

<p><strong>ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม</strong>&nbsp;(อว.) ลงพื้นที่ติดตามการสนับสนุนงานวิจัยและนวัตกรรมด้านการฟื้นฟูทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง โดยเน้นโครงการ &ldquo;ธนาคารปูม้า&rdquo; &ldquo;โดมปะการัง&rdquo; และการอนุรักษ์โลมาอิรวดี เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิต สร้างความมั่นคงทางอาหาร และเพิ่มรายได้ให้ชุมชน โดยทางกระทรวง อว. เตรียมต่อยอดโครงการธนาคารปูม้าด้วยเทคโนโลยี Digital Twin เพื่อวิเคราะห์สภาพน้ำและอากาศ เพิ่มประสิทธิภาพการปล่อยปูม้าและฟื้นฟูความหลากหลายทางชีวภาพ พร้อมเชื่อมโยงอุทยานวิทยาศาสตร์และสตาร์ตอัป เพื่อพัฒนาการแปรรูป เพิ่มมูลค่าผลิตภัณฑ์ และสร้างเศรษฐกิจหมุนเวียนในพื้นที่ รวมทั้งผลักดันภาคใต้เป็น &ldquo;Living Lab&rdquo; ด้านการอนุรักษ์ธรรมชาติ ภายใต้แนวคิด Nature Positive</p>

<p><strong>ปัจจุบันโครงการ &ldquo;คืนปูม้าสู่ทะเลไทย&rdquo;</strong>&nbsp;ขยายธนาคารปูม้าแล้ว 565 แห่ง ครอบคลุม 20 จังหวัดชายฝั่งทั่วประเทศ ส่งผลให้ปริมาณปูม้าเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 67% และจัดตั้งศูนย์การเรียนรู้ 52 แห่ง ขณะที่นวัตกรรม&ldquo;โดมปะการัง&rdquo; ช่วยลดพลังงานคลื่น ฟื้นฟูชายฝั่งและเป็นแหล่งอาศัยของสัตว์น้ำ พบสัตว์น้ำแล้ว 64 ชนิด ชายหาดฟื้นตัวเพิ่มขึ้น 2.99 ไร่ และอยู่ระหว่างจัดวางโดมปะการังเพิ่มเติมอีก 797 แท่งในพื้นที่จังหวัดสงขลา</p>

<p><strong>นอกจากนี้ ความร่วมมือระหว่าง</strong>&nbsp;สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) มหาวิทยาลัย หน่วยงานรัฐ และชุมชน ยังช่วยขยายผลงานวิจัยสู่การใช้ประโยชน์จริง ทั้งการฟื้นฟูทรัพยากร การสร้างอาชีพและรายได้ โดยมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัยดำเนินงานใน 4 จังหวัดภาคใต้ รวม 112 แห่ง ตลอด 8 ปีที่ผ่านมา โอกาสนี้ ศ.ดร.ยศชนัน ได้มอบเกียรติบัตรแก่นักวิจัยผลงานเด่น 24 ผลงาน และมอบตราสัญลักษณ์ &ldquo;Local Growth Engine&rdquo; แก่ธนาคารปูม้า 28 แห่งใน 6 จังหวัดภาคใต้ สะท้อนการนำวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมมาใช้ฟื้นฟูทรัพยากร สร้างความมั่นคงทางอาหาร และยกระดับเศรษฐกิจฐานรากของชุมชนชายฝั่งอย่างยั่งยืน</p>
]]></description>
<enclosure url='https://pscd.prd.go.th/th/file/get/file/20260901b7b116a174a32ac85659e083b762ad12110613.jpg' type='image/jpg' length='172777' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[ครม. อนุมัติงบกลาง 558 ล้าน เยียวยาผู้ประสบภัยน้ำท่วมปี 69 ครัวเรือนละ 9,000 บาท เสียชีวิตรายละ 2 ล้านบาท]]></title>
<link>https://pscd.prd.go.th/th/content/category/detail/id/36/iid/542079</link>
<guid isPermaLink="false">081472024b66cdc052710052e7ee58e4</guid>
<pubDate>Wed, 26 Aug 2026 08:42:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://pscd.prd.go.th/cms/s308/u2692/23-08-69/26-08-69/241595_1024x1024.jpg" style="width: 100%;" /></p>

<p>&nbsp;</p>

<p><strong>นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย</strong>&nbsp;มีความห่วงใยประชาชนจากสถานการณ์อุทกภัยที่เกิดขึ้นตั้งแต่ช่วงต้นฤดูฝน มีประชาชนได้รับผลกระทบจากอุทกภัย น้ำท่วมฉับพลัน และดินโคลนถล่ม เสียหายต่อชีวิตทรัพย์สิน ที่อยู่อาศัย พื้นที่การเกษตรและสิ่งสาธารณประโยชน์จำนวนมาก จึงได้สั่งการในที่ประชุมคณะรัฐมนตรี ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งเบิกจ่ายเงินเยียวยาช่วยเหลือให้ถึงมือประชาชนโดยเร็ว ไม่ให้การยื่นเอกสารหรือหลักฐานสร้างภาระเกินความจำเป็น ข้อมูลที่ภาครัฐมีอยู่แล้วให้หน่วยงานประสานและตรวจสอบกันเอง ไม่ควรให้ประชาชนที่กำลังเดือดร้อนต้องเดินทางไปขอเอกสารจากหลายหน่วยงานเพื่อยืนยันความเสียหายซ้ำอีก</p>

<p><strong>คณะรัฐมนตรีจึงได้มีมติเห็นชอบหลักเกณฑ์ เงื่อนไข และวิธีการจ่ายเงินช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยในช่วงฤดูฝน ปี 2569</strong>&nbsp;และอนุมัติกรอบวงเงินงบประมาณในการดำเนินการเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยจากงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 งบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น วงเงิน 558,739,000 บาท เพื่อจ่ายเงินช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยในช่วงฤดูฝน ปี 2569 ตามหลักเกณฑ์ เงื่อนไข และวิธีการจ่ายเงินช่วยเหลือ โดยให้กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยเป็นหน่วยรับงบประมาณและจ่ายเงินช่วยเหลือแก่ผู้ประสบภัยผ่านธนาคารออมสินให้เบิกจ่ายในงบเงินอุดหนุน ประเภทเงินอุดหนุนทั่วไป รวมทั้งให้สามารถถัวจ่ายข้ามจังหวัดได้ เพื่อเป็นค่าดำรงชีพเบื้องต้นและค่าปลงศพแก่ครอบครัวผู้ประสบอุทกภัย เป็นกรณีพิเศษ ดังนี้</p>

<p>1. กรณีที่อยู่อาศัยประจำอยู่ในพื้นที่น้ำท่วม ดินโคลนถล่ม น้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก น้ำล้นตลิ่ง รวมถึงการระบายน้ำ ไม่เกิน 7 วัน และทรัพย์สินได้รับความเสียหาย ช่วยเหลือในอัตราครัวเรือนละ 9,000 บาท</p>

<p>2. กรณีที่อยู่อาศัยประจำถูกน้ำท่วมขัง ติดต่อกันเกินกว่า 7 วัน ช่วยเหลือในอัตราครัวเรือนละ 9,000 บาท (รวมจำนวน 60,971 ครัวเรือน)</p>

<p>3. กรณีเสียชีวิตจากดินโคลนถล่ม และอุทกภัยโดยตรง เช่น การจมน้ำ ถูกกระแสน้ำทำให้เสียชีวิต ช่วยเหลือ<br />
ในอัตรารายละ 2,000,000 บาท (จำนวน 5 ราย ที่จังหวัดน่าน)</p>

<p>โดยมีเงื่อนไข ดังนี้</p>

<p>1. ต้องเป็นบ้านที่อยู่อาศัยประจำ หรือเสียชีวิต ในพื้นที่ที่ได้ประกาศเขตพื้นที่ประสบสาธารณภัยและหรือประกาศเขตการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน</p>

<p>&nbsp;&nbsp; (1) มีหนังสือรับรองผู้ประสบภัยที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นออกให้ (ตามพระราชบัญญัติป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย พ.ศ. 2550 มาตรา 30)</p>

<p>&nbsp;&nbsp; (2) ต้องได้รับการรับรองว่าเป็นผู้ประสบภัยตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดจากผู้นำชุมชนหรือผู้ใหญ่บ้าน หรือกำนัน คนใดคนหนึ่งเป็นผู้รับรอง</p>

<p>&nbsp;&nbsp; (3) ผ่านการตรวจสอบและยืนยันข้อมูลจากคณะกรรมการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติอำเภอ (ก.ช.ภ.อ.) และคณะกรรมการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติจังหวัด (ก.ช.ภ.จ.)</p>

<p>2. กรณีที่ประสบภัยหลายครั้ง ให้ได้รับความช่วยเหลือเพียงครั้งเดียว</p>

<p><strong>ทั้งนี้ ให้จังหวัดที่ประสบสถานการณ์อุทกภัยเร่งรัดดำเนินการตรวจสอบความถูกต้องตามหลักเกณฑ์</strong>&nbsp;และช่วยเหลือให้แล้วเสร็จ ภายใน 90 วัน นับตั้งแต่วันที่ได้รับการจัดสรรงบประมาณ โดยขออนุมัติหลักการในการดำเนินการดังกล่าว จากงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 งบกลาง รายการเงินสำรองจ่าย เพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น วงเงิน 558,739,000 บาท เพื่อจ่ายเงินช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยในช่วงฤดูฝน ปี 2569 ตามหลักเกณฑ์ เงื่อนไข และวิธีการจ่ายเงินช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยในช่วงฤดูฝนปี 2569 ตามข้อมูลจากระบบข้อมูลสาธารณภัย กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ตั้งแต่วันที่ 15 พฤษภาคม 2569 รวม 41 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดกระบี่ กาญจนบุรี ขอนแก่น จันทบุรี ชลบุรี เชียงราย เชียงใหม่ ตรัง ตราด ตาก นครปฐม นครพนม นครราชสีมา น่าน ประจวบคีรีขันธ์ ปราจีนบุรี พะเยา พังงา พิษณุโลก เพชรบูรณ์ แพร่ ภูเก็ต มุกดาหาร แม่ฮ่องสอน ยโสธร ร้อยเอ็ด ระนอง ระยอง ราชบุรี ลำปาง เลย สกลนคร สระบุรี สุโขทัย สุพรรณบุรี หนองคาย หนองบัวลำภู อำนาจเจริญ อุดรธานี อุตรดิตถ์ และอุบลราชธานี ครัวเรือนที่ได้รับผลกระทบเบื้องต้น จำนวน 60,971 ครัวเรือน ผู้เสียชีวิต จำนวน 5 ราย เพื่อให้ได้รับความช่วยเหลืออย่างทั่วถึง และให้การดำรงชีวิตของประชาชนกลับเข้าสู่ภาวะปกติโดยเร็ว</p>

<p><strong>นอกจากนี้ เมื่อวันที่ 22 สิงหาคม 2569</strong>&nbsp;กรมบัญชีกลางได้อนุมัติขยายวงเงินทดรองราชการในอำนาจ ผู้ว่าราชการจังหวัดน่าน เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน (กรณีอุทกภัย) เพิ่มเติมให้จังหวัดน่าน จำนวน 100 ล้านบาท เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัย โดยเฉพาะด้านการดำรงชีพซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญของการช่วยเหลือเยียวยา ตามระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยเงินทดรองราชการเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน พ.ศ. 2568 และหลักเกณฑ์ วิธีการ เงื่อนไข การใช้จ่ายเงินทดรองราชการเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน พ.ศ. 2569 ได้แก่</p>

<p>&ndash; ค่าซ่อมแซมที่อยู่อาศัยประจำซึ่งผู้ประสบภัยที่เป็นเจ้าของ จ่ายตามจริงไม่เกินหลังละ 88,600 บาท<br />
(ไม่รวมบ้านเช่า) และค่าดำรงชีพเบื้องต้นกรณีบ้านเสียหายทั้งหลังไม่เกิน 4,900 บาท</p>

<p>&ndash; เครื่องมือประกอบอาชีพ ช่วยเหลือเป็นเงินทุนหรือค่าเครื่องมือสำหรับอาชีพหลักในการหาเลี้ยงครอบครัว เท่าที่จ่ายจริง ครอบครัวละไม่เกิน 13,500 บาท</p>

<p>&ndash; ค่าช่วยเหลือผู้บาดเจ็บ กรณีบาดเจ็บสาหัสที่ต้องรักษาในสถานพยาบาลติดต่อกันตั้งแต่ 3 วันขึ้นไปช่วยเหลือ 5,000 บาท กรณีบาดเจ็บจนถึงขั้นพิการไม่สามารถประกอบอาชีพได้ ช่วยเหลือ 16,600 บาท</p>

<p>&ndash; ค่าจัดการศพและสงเคราะห์ครอบครัว ค่าจัดการศพรายละไม่เกิน 35,700 บาท กรณีผู้ประสบภัยที่เสียชีวิตเป็นหัวหน้าครอบครัวหรือเป็นผู้หารายได้หลักเลี้ยงดูครอบครัวจะได้รับเงินสงเคราะห์ครอบครัวอีกไม่เกิน 35,700 บาท</p>

<p>&ndash; กรณีที่ผู้ประสบภัยพิบัติเช่าบ้านเรือนของผู้อื่น และบ้านเช่าเสียหายจากภัยพิบัติ ไม่ว่าจะเป็นเสียหายทั้งหลังหรือเสียหายบางส่วนจนอยู่อาศัยไม่ได้ ให้ช่วยเหลือเป็นค่าเช่าบ้านแก่ผู้ประสบภัยพิบัติ เท่าที่จ่ายจริงครอบครัวละไม่เกินเดือนละ 2,500 บาท เป็นเวลาไม่เกิน 2 เดือน</p>

<p>&ndash; การซ่อมแซมโรงเรือนการเกษตร ค่าซ่อมยุ้งข้าว โรงเรือนเก็บพืชผล หรือคอกสัตว์ ครอบครัวละไม่เกิน 6,800 บาท</p>

<p><strong>โดยกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย&nbsp;</strong>ได้ประสานจังหวัดและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เร่งสำรวจ จัดทำบัญชีความเสียหาย และอำนวยความสะดวกเรื่องเอกสารในการยื่นคำร้องขอรับการช่วยเหลือ โดยประชาชนไม่ต้องถ่ายเอกสารหรือรูปถ่ายแนบประกอบ สำหรับผู้ประสบภัยที่ได้รับผลกระทบจริงและอยู่ในพื้นที่ประสบอุทกภัย ให้แจ้งข้อมูลที่กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ผู้นำชุมชน เพื่อรวบรวมข้อมูลให้อำเภอดำเนินการ และกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย จะดำเนินการตามขั้นตอนเพื่อจ่ายเงินเยียวยาผู้ประสบภัยให้เร็วที่สุด</p>
]]></description>
<enclosure url='https://pscd.prd.go.th/th/file/get/file/202609160a608d61cb5bdfaa1d61be36a758db86164346.jpg' type='image/jpg' length='180000' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[นายกฯ สั่งเร่งเยียวยาน้ำท่วมน่าน ให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นอำนวยความสะดวกผู้ประสบภัย ลดขั้นตอนการยื่นเอกสาร ย้ำ “ประชาชนไม่ต้องถ่ายเอกสาร”]]></title>
<link>https://pscd.prd.go.th/th/content/category/detail/id/36/iid/542076</link>
<guid isPermaLink="false">6acbab2ef45ec10c33dcf49f57bb326c</guid>
<pubDate>Sun, 23 Aug 2026 08:37:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://pscd.prd.go.th/cms/s308/u2692/23-08-69/240578_1024x1024.jpg" style="width: 100%;" /></p>

<p>&nbsp;</p>

<p><strong>จากสถานการณ์อุทกภัย น้ำป่าไหลหลากและดินถล่ม ที่จังหวัดน่าน</strong>&nbsp;นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กำชับทุกส่วนราชการเร่งให้ความช่วยเหลือเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนให้กับประชาชน ให้สามารถกลับมาใช้ชีวิตได้ตามปกติโดยเร็ว และที่สำคัญเรื่องการเยียวยาจะต้องรวดเร็ว ครอบคลุมความเดือดร้อน จะต้องไม่ให้ประชาชนที่ประสบภัยรอการเยียวยา หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องทำงานเชิงรุก ลงพื้นที่สำรวจความเสียหาย อำนวยความสะดวกและลดขั้นตอนการยื่นเอกสารขอรับความช่วยเหลือ ใช้ช่องทางอิเล็กทรอนิกส์ เพื่อให้ผู้ประสบภัยได้รับการช่วยเหลือเยียวยาโดยเร็ว และสามารถกลับมาดำรงชีวิตและฟื้นฟูพื้นที่ได้ตามปกติโดยเร็วที่สุด</p>

<p><strong>กรมบัญชีกลางได้อนุมัติขยายวงเงินทดรองราชการในอำนาจผู้ว่าราชการจังหวัดน่าน</strong>&nbsp;เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉินกรณีอุทกภัย เพิ่มเติม จำนวน 100 ล้านบาท เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการให้ความช่วยเหลือประชาชนผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน โดยเฉพาะการเยียวยาผู้ได้รับความเสียหายจากน้ำท่วม บ้านเรือน สำหรับขั้นตอนการยื่นขอรับความช่วยเหลือ นายเจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย เน้นย้ำ ให้ภาครัฐ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น อำนวยความสะดวก และลดขั้นตอนการปฏิบัติ เพื่อไม่ให้เพิ่มภาระแก่ประชาชน โดยผู้ประสบภัยไม่ต้องถ่ายเอกสารบัตรประชาชน ทะเบียนบ้าน หรือแนบภาพถ่ายน้ำท่วม แต่ให้ไปแจ้งข้อมูลผู้นำชุมชน และกำนัน ซึ่งจะเป็นผู้รวบรวมส่งให้อำเภอดำเนินการต่อไป</p>

<p><strong>นอกจากนี้ กรมบัญชีกลางยังได้อนุมัติการปฏิบัตินอกเหนือหลักเกณฑ์ วิธีการ เงื่อนไข</strong>&nbsp;การใช้จ่ายเงินทดรองราชการเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน พ.ศ. 2569 กรณีอุทกภัยในพื้นที่จังหวัดน่าน ตามที่กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยเสนอ เพื่อให้การช่วยเหลือประชาชนทันต่อสถานการณ์ สามารถดำรงชีวิตได้อย่างปกติสุขโดยเร็ว ได้แก่</p>

<p>1. ค่าใช้จ่ายในการอพยพประชาชนไปยังพื้นที่ปลอดภัย ศูนย์พักพิงชั่วคราว โดยคำนึงถึงสภาพและเหตุการณ์ตามความเหมาะสม</p>

<p>2. ค่าใช้จ่ายในการบริหารจัดการศูนย์พักพิงชั่วคราว เช่น ค่าปรับปรุงสถานที่ ค่าเครื่องอุปโภคบริโภค สิ่งของที่จำเป็นในการดำรงชีพ ค่าจ้างเหมาหรือค่าวัสดุอุปกรณ์ในการดูแลทำความสะอาดพื้นที่และกำจัดสิ่งปฏิกูล ค่าเช่าสุขาเคลื่อนที่หรือสุขาชั่วคราว รวมถึงค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ที่จำเป็นเร่งด่วนในการดูแลความเป็นอยู่ของผู้ประสบภัยพิบัติภายในศูนย์พักพิงชั่วคราว</p>

<p>3. ค่าใช้จ่ายสำหรับจัดซื้อ จัดหาวัสดุอุปกรณ์ในการทำความสะอาดบ้านเรือน พื้นที่สาธารณะให้กลับสู่สภาวะปกติ รวมถึงค่าตอบแทน ค่าเดินทาง ผู้ปฏิบัติงานที่ได้รับมอบหมายหรือได้รับคำสั่งให้ออกปฏิบัติงานในพื้นที่ประสบภัย และไม่สามารถเบิกจ่ายตามระเบียบทางราชการ&nbsp;</p>

<p><strong>ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม</strong>&nbsp;ในฐานะประธานคณะกรรมการป้องกันและแก้ไขปัญหาอุทกภัยและภัยแล้งในพื้นที่ภาคเหนือ สั่งการให้เจ้าหน้าที่ที่ลงพื้นที่ปฏิบัติงานประสานงานกับอำเภอปัว เพื่อกระจายกำลังพลลงพื้นที่และขยายผลการช่วยเหลือไปยังจุดอื่นๆ อย่างต่อเนื่อง พร้อมกำชับให้เจ้าหน้าที่ตำรวจช่วยอำนวยความสะดวกด้านการจราจรในพื้นที่อำเภอปัว เพื่อให้เจ้าหน้าที่และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องสามารถเดินทางเข้าไปช่วยเหลือและบรรเทาทุกข์ประชาชนได้อย่างทันท่วงที ส่วนการฟื้นฟูพื้น กรมชลประทานได้จัดส่งรถบรรทุกน้ำพร้อมกำลังพล เข้าไปสนับสนุนภารกิจทำความสะอาดและฉีดล้างดินโคลนตามบ้านเรือนประชาชน ในพื้นที่ตำบลเจดีย์ชัยและบ้านร้องแง อำเภอปัว และให้กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ และหน่วยงานในพื้นที่เร่งดูแลเยียวยาจิตใจควบคู่ไปกับการซ่อมแซมบ้านเรือน โดยนายอำเภอจะประสานงานกับโรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชปัว เพื่อจัดทีมบุคลากรทางการแพทย์เข้าไปประเมินและดูแลสภาพจิตใจของประชาชนอย่างใกล้ชิด</p>

<p><strong>อีกทั้งได้ลงพื้นที่ตรวจสอบบริเวณทางเชื่อมต่อบ้านมอญ อำเภอปัว&nbsp;</strong>ซึ่งมีการก่อสร้างสะพานแบริ่ง (สะพานเหล็กชั่วคราว) ล่าสุดดำเนินการแล้วเสร็จและเปิดให้ประชาชนใช้สัญจรไปมาได้แล้ว ช่วยบรรเทาความเดือดร้อนให้แก่ชาวบ้านบริเวณดังกล่าวที่ถูกตัดขาดจากเส้นทางสัญจรหลักมานานถึง 4 วัน และติดตามความคืบหน้าการก่อสร้างสะพานชั่วคราวอีกแห่งในบริเวณใกล้เคียงกัน ซึ่งจุดนี้ประชาชนที่อาศัยอยู่อีกฝั่งถูกตัดขาดมา 3-4 วัน และต้องใช้วิธีเดินไต่ท่อนซุงและเกาะเชือกสลิงข้ามฝั่งด้วยความยากลำบากเพื่อมารับสิ่งของบรรเทาทุกข์ การติดตั้งสะพาน มีความคืบหน้าไปมาก คาดว่าจะแล้วเสร็จและเปิดให้ใช้งานได้ในช่วงเย็นวันที่ 23 สิงหาคม 2569</p>

<p><strong>นายเจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย&nbsp;</strong>ลงพื้นที่ตำบลศิลาแลง และวรนคร อำเภอปัว จังหวัดน่าน เดินหน้าภารกิจฟื้นฟูพื้นที่หลังสถานการณ์น้ำลด โดยบูรณาการร่วมกับกรมโยธาธิการและผังเมือง กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ระดมกำลังเจ้าหน้าที่และเครื่องจักรเข้าช่วยเหลือประชาชนอย่างเร่งด่วน ทำความสะอาดและคืนสภาพพื้นที่หลังน้ำลด ขนย้ายขยะ สิ่งปฏิกูล เศษวัสดุ และซากสิ่งของต่างๆ ที่ถูกน้ำพัดพามาทับถมออกจากชุมชน นำรถฉีดน้ำเข้าทำความสะอาดถนน พื้นที่สาธารณะ และบ้านเรือนที่ได้รับผลกระทบ เพื่อให้ประชาชนสามารถกลับมาใช้ชีวิตได้ตามปกติโดยเร็ว กำชับเจ้าหน้าที่และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องว่า &ldquo;สิ่งไหนทำได้ ให้ทำทันที ไม่ต้องรอ&rdquo; หากพื้นที่ใดขาดแคลนเครื่องจักรหรืออุปกรณ์ ให้เร่งประสานหน่วยงานและพื้นที่ใกล้เคียงเข้ามาสนับสนุน เพื่อให้ภารกิจฟื้นฟูเดินหน้าอย่างต่อเนื่องและรวดเร็วที่สุด</p>

<p><strong>นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน&nbsp;</strong>มอบหมายให้นายพิพัฒน์ชัย ไพบูลย์ โฆษกกระทรวงแรงงาน (ฝ่ายการเมือง) ลงพื้นที่บ้านร้อง อำเภอปัว เพื่อเยี่ยมเยียน ให้กำลังใจ มอบถุงยังชีพและน้ำดื่มให้แก่ประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์น้ำป่าไหลหลากและดินถล่มในพื้นที่ เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนในระยะเร่งด่วน พร้อมทั้งกำชับให้หน่วยงานสังกัดกระทรวงแรงงานในพื้นที่เตรียมแผนฟื้นฟูหลังน้ำลด โดยกระทรวงแรงงานจะเปิดศูนย์ซ่อม สร้างสุข ณ โดมวัดบ้านร้อง ในวันที่ 26 สิงหาคม 2569 เพื่อบริการซ่อมแซมอุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้า อุปกรณ์การเกษตร และการฝึกอาชีพเสริม เพื่อให้ประชาชนสามารถกลับมาดำเนินชีวิตและประกอบอาชีพได้ตามปกติโดยเร็วที่สุด</p>

<p><strong>นางสาวศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี&nbsp;</strong>กำชับให้กรมประชาสัมพันธ์รายงานสถานการณ์น้ำและจุดที่ต้องการความช่วยเหลืออย่างต่อเนื่องทุกช่วงข่าว และให้สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดในพื้นที่ประสบภัยรวบรวมความต้องการจากศูนย์พักพิงและโรงครัวกลางเป็นรายวัน แล้วแจ้งให้ผู้ที่ประสงค์จะช่วยเหลือทราบว่าขณะนี้ในพื้นที่ต้องการอะไร เพื่อไม่ให้ของบางอย่างล้น ขณะที่ของจำเป็นบางอย่างยังขาด และส่งมอบให้มูลนิธิในพื้นที่ซึ่งตั้งโรงครัวกลางประกอบอาหารแจกจ่ายแก่ผู้ประสบภัย และให้ขยายรูปแบบการทำงานของ JIC น่าน ไปยังจังหวัดที่ยังเผชิญสถานการณ์ สำหรับผู้ที่ประสงค์สนับสนุนสิ่งของ สามารถส่งไปยังศูนย์รับบริจาคสิ่งของและเงินเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย จังหวัดน่าน ณ บริเวณโถงชั้น 1 ศาลากลางจังหวัดน่าน สอบถามเพิ่มเติม โทร. 054-716-414 และ 054-716-409 และประชาชนสามารถติดตามสถานการณ์ได้ทางสถานีโทรทัศน์แห่งประเทศไทย ช่อง NBT2HD สถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย FM 92.5 MHz เฟซบุ๊ก กรมประชาสัมพันธ์ และสำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดน่าน โดยศูนย์ JIC น่าน จะอัปเดตสถานการณ์ประจำวันและแจ้งเตือนภัยฝนตกหนัก น้ำป่าไหลหลาก และดินโคลนถล่ม</p>

<p><strong>นอกจากนี้ รัฐบาลยังคงติดตามสถานการณ์อุทกภัยในพื้นที่จังหวัดน่านอย่างต่อเนื่อง</strong>&nbsp;หลังระดับน้ำในหลายพื้นที่เริ่มทรงตัวและทยอยลดลง และเตรียมความพร้อมรองรับฝนที่คาดว่าจะกลับมาตกเพิ่มบริเวณพื้นที่ตอนบนของลุ่มน้ำน่านในวันที่ 23 สิงหาคม 2569 โดยเน้นติดตามข้อมูลฝน มวลน้ำ และสภาพพื้นที่อย่างใกล้ชิด เพื่อให้สามารถแจ้งเตือนและเข้าช่วยเหลือประชาชนได้อย่างทันท่วงที ซึ่งจากการประเมินของสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) พื้นที่ตอนบนของลุ่มน้ำน่านที่ต้องติดตาม ได้แก่ อำเภอปัว อำเภอสองแคว อำเภอเชียงกลาง และอำเภอทุ่งช้าง กำชับหน่วยงานด้านคมนาคมดูแลเส้นทางและการสัญจร หน่วยงานด้านไฟฟ้าดำเนินการฟื้นฟูระบบโดยคำนึงถึงความปลอดภัยเป็นสำคัญ รวมถึงให้สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดน่าน และกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เตรียมพร้อมทั้งด้านการสื่อสาร กำลังเจ้าหน้าที่ เครื่องจักร และอุปกรณ์ เพื่อให้สามารถเข้าช่วยเหลือประชาชนได้ทันทีหากมีความจำเป็น</p>
]]></description>
<enclosure url='https://pscd.prd.go.th/th/file/get/file/202609162d2e4913cb957c4eefd5d0b636686122163902.jpg' type='image/jpg' length='184637' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[“ศึกษา – แรงงาน” เร่งพัฒนา “ทุนมนุษย์” ยกระดับการศึกษา พัฒนาทักษะที่ตลาดแรงงานต้องการ]]></title>
<link>https://pscd.prd.go.th/th/content/category/detail/id/36/iid/528118</link>
<guid isPermaLink="false">e2fa41b52d80fbc3da3e70f2566cf8a1</guid>
<pubDate>Mon, 03 Aug 2026 08:32:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://pscd.prd.go.th/cms/s308/u2692/3-08-69/229543_1024x1024.jpg" style="width: 100%;" /></p>

<p>&nbsp;</p>

<p><strong>หลังจากการเปิดงาน &ldquo;THAILAND&sup2; ยกกำลังประเทศไทย ยกระดับทุนมนุษย์&rdquo;</strong>&nbsp;เมื่อวันที่ 21 กรกฎาคม 2569 ที่มุ่งเน้นการลงทุนกับสิ่งที่มีค่าที่สุดคือคนไทย เปิดโอกาสให้คนทุกช่วงวัยเข้าถึงการศึกษา การพัฒนาทักษะแบบ Upskill และ Reskill เพื่อให้ประชาชนสามารถปรับตัวพร้อมรับการเปลี่ยนแปลงของโลกในอนาคต และการเติบโตทางเศรษฐกิจ ซึ่งเป็นการผนึกกำลังของ 5 กระทรวง ได้แก่ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมกระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงแรงงาน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์</p>

<p><strong>สำหรับด้านการศึกษาและแรงงาน</strong>&nbsp;ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ได้มอบหมายให้สถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ หารือร่วมกับกระทรวงแรงงาน กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ และกระทรวงศึกษาธิการ ปรับปรุงหลักสูตรและระบบการพัฒนาทักษะให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบันและความต้องการของตลาดแรงงาน พร้อมทั้งผลักดันพระราชบัญญัติ การศึกษาแห่งชาติฉบับใหม่ เพื่อให้ผู้เรียนสามารถเรียนรู้ควบคู่กับการทำงานมีทั้งความรู้ ทักษะ และรายได้ โดยไม่สูญเสียโอกาสทางการศึกษาและสอดคล้องกับหลักการเรียนรู้ตลอดชีวิต</p>

<p><strong>เมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม 2569</strong>&nbsp;นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ได้ร่วมหารือกับนายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานในการขับเคลื่อนการดำเนินงานด้านการศึกษาและแรงงาน โดยนายประเสริฐ กล่าวว่า ได้หารือร่วมกันใน 6 ประเด็นหลัก ได้แก่</p>

<p><strong>1. เรียนตรงทักษะ จบแล้วมีงานทำ</strong>&nbsp;เชื่อมโยงการจัดการอาชีวศึกษาและการพัฒนาทักษะกับความต้องการของตลาดแรงงาน ผ่านระบบ Skill Matching เปิดให้สถานประกอบการร่วมออกแบบหลักสูตรการส่งเสริมกรอบคุณวุฒิแห่งชาติ ระบบ Credit Bank และการเทียบโอนประสบการณ์ ภายใต้แนวคิด &ldquo;มีงาน มีเงิน มีวุฒิ&rdquo; เพื่อผลิตและพัฒนากำลังคนให้ตรงกับความต้องการของตลาดแรงงาน โดยกระทรวงศึกษาธิการและกระทรวงแรงงานจะร่วมกันเชื่อมโยงการดำเนินงานระหว่างสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษาและหน่วยงานด้านแรงงาน เพื่อพัฒนาหลักสูตรและยกระดับระบบสะสมหน่วยการเรียนรู้ (Credit Bank) ให้สามารถเชื่อมโยงการศึกษา การฝึกอบรม และการทำงานได้อย่างต่อเนื่อง รองรับแนวคิดการเรียนรู้&nbsp; ตลอดชีวิต (Lifelong Learning)</p>

<p><strong>2. ไม่มีเด็กคนใดถูกทิ้งไว้ข้างหลัง</strong>&nbsp;ป้องกันและแก้ไขปัญหาเด็กและเยาวชนหลุดออกจากระบบการศึกษา รวมถึงกลุ่มเยาวชนที่ไม่ได้อยู่ในระบบการศึกษา โดยขับเคลื่อนนโยบาย Thailand Zero Dropout เชื่อมโยงฐานข้อมูลรายบุคคลติดตามเด็กที่หลุดจากระบบและกลุ่ม NEETs (Youth Not in Education, Employment or Training) เยาวชนอายุ 15 &ndash; 24 ปีที่ไม่อยู่ในระบบการศึกษา การจ้างงาน หรือการฝึกอบรม พัฒนาใด ๆ ให้กลับเข้าสู่การเรียนรู้หรือการมีงานทำ ร่วมกันกำหนดแนวทางดูแลเด็กและเยาวชนในช่วงรอยต่อทางการศึกษา เพื่อป้องกันการหลุดออกจากระบบการศึกษา ผ่านการศึกษาที่ยืดหยุ่น Learn to Earn ระบบทวิภาคี การฝึกงานกับสถานประกอบการ ส่งเสริมให้มีงานทำ มีรายได้ และสามารถศึกษาต่อควบคู่กับการทำงาน</p>

<p><strong>3. ฝึกงานได้ ปลอดภัย และได้ประสบการณ์จริง</strong>&nbsp;สร้างความชัดเจนระหว่างสถานะ &ldquo;ผู้เรียนฝึกงาน&rdquo; กับ &ldquo;ลูกจ้าง&rdquo; ให้เยาวชนได้เรียนรู้จากการทำงานจริงโดยไม่ถูกเอาเปรียบ และได้รับการคุ้มครองตามกฎหมาย โดยเฉพาะผู้มีอายุต่ำกว่า 18 ปี ซึ่งต้องไม่ทำงานล่วงเวลา งานกลางคืน หรืองานอันตราย</p>

<p><strong>4. ป้องกันการใช้แรงงานเด็กผิดกฎหมาย</strong>&nbsp;กระทรวงศึกษาธิการและกระทรวงแรงงานจะเชื่อมข้อมูลเด็ก ที่หลุดจากระบบกับข้อมูลสถานประกอบการ เพื่อค้นหาและช่วยเหลือเด็กที่เสี่ยงถูกใช้แรงงานหรือทำงานในสภาพแวดล้อมที่ไม่ปลอดภัย มาตรการสำคัญ ได้แก่ การตรวจสถานประกอบการเสี่ยง การบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง การจัดช่องทางร้องเรียนที่ปลอดภัย และการนำเด็กกลับเข้าสู่การศึกษาหรือการฝึกอาชีพที่ถูกต้อง โดยได้หารือเรื่องการใช้แรงงานเด็กที่มีอายุระหว่าง 15 &ndash; 18 ปี ซึ่งทั้งสองฝ่ายจะต้องเชื่อมโยงฐานข้อมูลระบบเข้าด้วยกัน เพื่อให้มั่นใจว่าเด็กจะไม่หลุดจากระบบการศึกษา มีงานทำ และได้รับวุฒิการศึกษาควบคู่กันไป</p>

<p><strong>5. ดึงบุคลากรคุณภาพจากต่างประเทศ</strong>&nbsp;หารือการปรับปรุงระบบ E-Work Permit สำหรับครูและอาจารย์ชาวต่างชาติ เพื่ออำนวยความสะดวกในการดำเนินการด้านใบอนุญาตทำงาน ทั้งการต่อใบอนุญาตทำงาน วีซ่า การยืนยันตัวตน และการพัฒนาศูนย์บริการแบบเบ็ดเสร็จ (One Stop Service) เพื่อให้สถานศึกษาดำเนินการได้สะดวก รวดเร็ว และถูกต้อง พร้อมทั้งพิจารณาแนวทางคุ้มครองสิทธิและสวัสดิการของครูต่างชาติ เพื่อเพิ่มศักยภาพของประเทศไทยในการดึงดูดบุคลากรคุณภาพเข้าสู่ระบบการศึกษา</p>

<p><strong>6. ปฏิรูปการศึกษา สู่การเรียนรู้เพื่อสร้างรายได้</strong>&nbsp;ทั้งสองกระทรวงจะร่วมผลักดันการพัฒนาทุนมนุษย์ผ่านพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ โดยเน้นการเรียนรู้ตลอดชีวิต การศึกษาไร้รอยต่อ การกระจายอำนาจ และการสร้างความร่วมมือกับทุกภาคส่วน เป้าหมายคือทำให้การศึกษาไม่สิ้นสุดเพียงการได้รับวุฒิ แต่ต้องเชื่อมไปสู่การพัฒนาทักษะ การสร้างรายได้ และการมีงานทำ พร้อมทั้งยกระดับครูให้สามารถเตรียมผู้เรียนรับมือกับการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจและตลาดแรงงาน</p>

<p><strong>นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน กล่าวว่า</strong>&nbsp;โจทย์หลักของการทำงานร่วมกันครั้งนี้คือเรื่อง &ldquo;ทุนมนุษย์&rdquo; เพราะทั้งสองกระทรวงมีความใกล้ชิดกับประชาชนและรับผิดชอบทรัพยากรมนุษย์โดยตรง โดยกระทรวงศึกษาธิการเปรียบเสมือนต้นทางในการพัฒนาเยาวชน ขณะที่กระทรวงแรงงานมีบทบาทในการต่อยอดศักยภาพกำลังคนเข้าสู่ตลาดแรงงาน จึงจำเป็นต้องเชื่อมโยงการทำงานตั้งแต่ระบบการศึกษาไปจนถึงการจ้างงาน เพื่อให้การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ของประเทศเป็นไปอย่างต่อเนื่อง การทำงานร่วมกันแบบไร้รอยต่อเป็นสิ่งสำคัญมาก ที่ผ่านมาทีมงานได้ประชุมหารือกันหลายครั้ง จนสามารถระบุปัญหาและมีข้อสรุปที่นำไปสู่แผนการดำเนินงานที่ชัดเจน เพื่อคลี่คลายประเด็นปัญหาต่างๆ เช่น ประเด็น &ldquo;เครดิตแบงก์&rdquo; (Credit Bank) ที่กระทรวงศึกษาธิการกำลังดำเนินการ ซึ่งเป็นระบบที่รวบรวมทักษะ ความรู้ และความสามารถของเด็กในระบบทั้งหมด จะเป็นฐานข้อมูลสำคัญในการรวบรวมทักษะ ความรู้ และสมรรถนะของผู้เรียน เมื่อเชื่อมโยงกับฐานข้อมูลของกระทรวงแรงงาน จะช่วยให้สามารถจับคู่ทักษะกับความต้องการของตลาดแรงงาน ติดตามการพัฒนาศักยภาพแรงงาน และสนับสนุนการเรียนรู้ตลอดชีวิต (Lifelong Learning) เมื่อกระทรวงศึกษาธิการส่งบุคลากรเข้าสู่ตลาดแรงงาน กระทรวงแรงงานจะมีหน้าที่นำข้อมูลเหล่านั้นมาปรับปรุงให้เป็นปัจจุบันอยู่เสมอ เพื่อให้สามารถติดตามศักยภาพของกำลังคน วิเคราะห์ความต้องการของตลาดแรงงาน และวางแผนพัฒนาทักษะให้สอดคล้องกับการเติบโตในสายอาชีพในอนาคตนี่คือโจทย์ร่วมกันที่จะส่งมอบสิ่งที่ดีที่สุดให้แก่เยาวชน นักศึกษา และแรงงานทุกคน</p>

<p><strong>ความร่วมมือระหว่างกระทรวงแรงงานและกระทรวงศึกษาธิการจะเป็นกลไกสำคัญในการเชื่อมโยง</strong>&nbsp;&ldquo;การศึกษา&ndash;การพัฒนาทักษะ&ndash;ตลาดแรงงาน&rdquo; ให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน เป็นการวาง &ldquo;รอยต่อแห่งอนาคต&rdquo; ระหว่างการศึกษา ทักษะ และการมีงานทำ เพื่อเปลี่ยนจากระบบที่ &ldquo;เรียนจบแล้วค่อยหางาน&rdquo; ไปสู่ระบบที่ผู้เรียน&ldquo;มีทักษะ มีประสบการณ์ และมีเส้นทางสู่อาชีพ&rdquo; ตั้งแต่ยังอยู่ในห้องเรียน ซึ่งเป็นการยกระดับคุณภาพกำลังคนของประเทศให้มีทักษะตรงตามความต้องการของภาคธุรกิจและอุตสาหกรรม สร้างโอกาสทางการศึกษา การพัฒนาทักษะ การมีงานทำให้แก่เด็กและเยาวชน และรองรับการเปลี่ยนแปลงของโลกการทำงานในอนาคตได้อย่างมีประสิทธิภาพ สอดคล้องกับเจตนารมณ์ของพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติที่มุ่งส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิต ยกระดับการศึกษา การพัฒนาทักษะกำลังคน และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ</p>
]]></description>
<enclosure url='https://pscd.prd.go.th/th/file/get/file/202608030e027bcb398292619f7f8f11134f156e153726.jpg' type='image/jpg' length='101420' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[“ศุภจี” Kick Off “ไทยช่วยไทย แฟรนไชส์สร้างอาชีพ พลัส” สร้างรายได้ รัฐช่วยจ่ายสูงสุด 10,000 บาท]]></title>
<link>https://pscd.prd.go.th/th/content/category/detail/id/36/iid/521959</link>
<guid isPermaLink="false">416609231ef682524038851d49406123</guid>
<pubDate>Tue, 14 Jul 2026 09:27:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://pscd.prd.go.th/cms/s308/u2692/14-07-69/215266_1024x1024.jpg" style="width: 100%;" /></p>

<p>&nbsp;</p>

<p><span style="color:#000000;"><strong>นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์</strong>&nbsp;เป็นประธานเปิดโครงการ &ldquo;ไทยช่วยไทย แฟรนไชส์สร้างอาชีพ พลัส&rdquo; โดยมีนายนภินทร ศรีสรรพางค์ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ผู้กำกับดูแลสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) พร้อมผู้บริหารหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และผู้ประกอบธุรกิจแฟรนไชส์เข้าร่วม</span></p>

<p><span style="color:#000000;"><strong>นางศุภจี กล่าวว่า</strong>&nbsp;โครงการนี้เกิดจากความร่วมมือระหว่างกระทรวงพาณิชย์ สสว. และภาคีเครือข่ายภาครัฐและเอกชน ภายใต้นโยบายของรัฐบาลที่มุ่งดูแลค่าครองชีพของประชาชนควบคู่กับการสร้างรายได้ โดยกรมพัฒนาธุรกิจการค้าได้พัฒนาธุรกิจแฟรนไชส์มาอย่างต่อเนื่อง เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ที่ต้องการมีอาชีพหรือหารายได้เพิ่มเติม สามารถเริ่มต้นธุรกิจได้ง่ายขึ้นผ่านระบบแฟรนไชส์ ซึ่งปัจจุบันมีธุรกิจแฟรนไชส์จดทะเบียนกับกรมพัฒนาธุรกิจการค้ากว่า 500 ราย และได้คัดเลือกแฟรนไชส์มาตรฐานที่มีมูลค่าการลงทุนไม่เกิน 100,000 บาท เข้าร่วมโครงการกว่า 100 แบรนด์ &nbsp;</span></p>

<p><span style="color:#000000;"><strong>นายนภินทร ศรีสรรพางค์ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า</strong>&nbsp;สสว. ได้จัดสรรงบประมาณจำนวน 100 ล้านบาท เพื่อสนับสนุนโครงการ โดยช่วยเหลือผู้ซื้อแฟรนไชส์ที่มีมูลค่าไม่เกิน 100,000 บาท ในอัตรา 50% ของค่าแพ็กเกจ สูงสุดไม่เกิน 10,000 บาทต่อราย คาดว่าจะช่วยผู้ประกอบการได้ประมาณ 10,000 ราย หรือ 10,000 ครอบครัว ทำให้ผู้ที่ต้องการมีอาชีพหรือมีรายได้เพิ่ม สามารถเริ่มต้นธุรกิจได้ทันที โดยไม่ต้องเริ่มต้นคิดหรือพัฒนาธุรกิจใหม่ทั้งหมด ลดความเสี่ยงในการประกอบอาชีพ และช่วยยกระดับผู้ประกอบการ SME ให้มีรายได้เพิ่มขึ้น โดยรัฐบาลตั้งเป้าหมายเพิ่มสัดส่วนผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ของภาค SME จากปัจจุบันประมาณ 35% เป็น 40% ภายใน 4 ปี ซึ่งโครงการนี้ถือเป็นหนึ่งในมาตรการสำคัญที่จะช่วยผลักดันผู้ประกอบการรายย่อยให้เติบโตอย่างเป็นรูปธรรม</span></p>

<p><span style="color:#000000;"><strong>นอกจากการสนับสนุนเงินอุดหนุนจาก สสว. แล้ว</strong>&nbsp;กระทรวงพาณิชย์ยังได้ประสานความร่วมมือกับ ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (SME D Bank) ธนาคารกรุงไทย ธนาคารออมสิน และบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) เพื่อให้ผู้ซื้อแฟรนไชส์ที่ยังมีเงินลงทุนไม่เพียงพอ สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนในอัตราดอกเบี้ยพิเศษ พร้อมการค้ำประกันสินเชื่อ ช่วยลดข้อจำกัดในการเริ่มต้นธุรกิจ และได้รับความร่วมมือจาก บริษัท ซีพี แอ็กซ์ตร้า จำกัด (มหาชน) เปิดพื้นที่ค้าขายในห้างโลตัสและแม็คโคร กว่า 2,000 สาขา รวมกว่า 10,000 จุดทั่วประเทศ ให้ผู้เข้าร่วมโครงการใช้พื้นที่จำหน่ายสินค้า ฟรีค่าเช่าเป็นเวลา 6 เดือน เพื่อช่วยลดภาระต้นทุนในช่วงเริ่มต้นธุรกิจ รวมถึงได้รับความร่วมมือจากสมาคมตลาดสดไทย ซึ่งมีสมาชิกกว่า 100 ตลาด สนับสนุนพื้นที่ค้าขายเพิ่มเติมให้แก่ผู้ประกอบการ และอีกหนึ่งจุดเด่นของโครงการ คือ การเชื่อมโยงธุรกิจแฟรนไชส์เข้าสู่ระบบดิจิทัลผ่านแอปพลิเคชัน &ldquo;ถุงเงิน&rdquo; ของธนาคารกรุงไทย เพื่อให้ผู้ประกอบการสามารถเข้าร่วมโครงการ &ldquo;ไทยช่วยไทย พลัส 60/40&rdquo; และได้รับประโยชน์จากมาตรการกระตุ้นกำลังซื้อของรัฐบาล ช่วยเพิ่มโอกาสทางการตลาดและสร้างรายได้ตั้งแต่เริ่มเปิดกิจการ</span></p>

<p><span style="color:#000000;"><strong>สำหรับขั้นตอนการดำเนินงานเพื่อเข้าสู่การเป็นเจ้าของธุรกิจผ่าน 3 ขั้นตอนหลัก</strong>&nbsp;ได้แก่</span></p>

<p><span style="color:#000000;">1. การเลือกและติดต่อธุรกิจ ผู้สนใจสามารถเลือกซื้อแพ็กเกจแฟรนไชส์ที่ผ่านการคัดสรรคุณภาพจาก<br />
กรมพัฒนาธุรกิจการค้า ได้ที่เว็บไซต์ </span><a href="https://ไทยช่วยไทยแฟรนไชส์.dbd.go.th" target="_blank"><span style="color:#0000cd;">https://ไทยช่วยไทยแฟรนไชส์.dbd.go.th</span></a><span style="color:#000000;"> เพื่อติดต่อกับผู้ประกอบธุรกิจ<br />
แฟรนไชส์ (Franchisor) ได้โดยตรง</span></p>

<p><span style="color:#000000;">2. การชำระเงินงวดแรก ชำระเงินส่วนแรกผ่านบริการ Bill Payment ของธนาคารกรุงไทย</span></p>

<p><span style="color:#000000;">3. การจัดตั้งสาขาและรับเงินสนับสนุน เมื่อเริ่มจัดตั้งสาขาและส่งหลักฐานประกอบครบถ้วนตามเงื่อนไขการเข้าร่วมโครงการฯ ผ่านแฟรนไชส์ซอร์มายังกรมพัฒนาธุรกิจการค้า</span></p>

<p><span style="color:#000000;"><strong>ทั้งนี้ ผู้ที่สนใจซื้อแพ็กเกจแฟรนไชส์จะต้องลงทะเบียน SME ONE ID ของ สสว.</strong>&nbsp;และดาวน์โหลด<br />
แอปพลิเคชัน &ldquo;ถุงเงิน&rdquo; ด้วย</span></p>

<p><span style="color:#000000;">คุณสมบัติแฟรนไชส์ซี (Franchisee) หรือ ผู้ซื้อสิทธิ</span></p>

<p><span style="color:#000000;">1. มีบัตรประชาชนสัญชาติไทย</span></p>

<p><span style="color:#000000;">2. อายุ 20 ปีบริบูรณ์ขึ้นไป ณ วันเริ่มโครงการ</span></p>

<p><span style="color:#000000;">3. มีความสามารถตามกฎหมาย</span></p>

<p><span style="color:#000000;">4. มีความพร้อมด้านเงินลงทุน</span></p>

<p><span style="color:#000000;">5. ไม่เป็นบุคคลล้มละลาย</span></p>

<p><span style="color:#000000;">6. ไม่เป็นบุคคลที่ปรากฏรายชื่ออยู่ในบัญชี HR-03 (บัญชีม้า)</span></p>

<p><span style="color:#000000;">7. ไม่เป็นกรรมการในนิติบุคคลที่สนใจลงทุน</span></p>

<p><span style="color:#000000;">8. ไม่เป็นผู้มีผลประโยชน์ร่วมกันกับธุรกิจแฟรนไชส์ที่สนใจลงทุน</span></p>

<p><span style="color:#000000;"><strong>นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ระบุว่า</strong>&nbsp;ความพิเศษของโครงการในครั้งนี้ คือการเปิดมิติใหม่ในการสร้างอาชีพ นำระบบแฟรนไชส์ที่เจ้าของธุรกิจได้พิสูจน์แล้วจนประสบความสำเร็จมาเป็นพี่เลี้ยงในการประกอบธุรกิจ ขอเชิญชวนผู้สนใจรีบสมัครร่วมโครงการได้ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป (เริ่มโครงการ 1 กรกฎาคม 2569) และสิ้นสุดโครงการวันที่ 31 สิงหาคม 2569 เพื่อจะได้สมัครเป็นร้านค้าในโครงการ ซึ่งจะเชื่อมโยงกับสิทธิประโยชน์ร่วมจ่าย &ldquo;ไทยช่วยไทย พลัส 60/40&rdquo; ของรัฐบาล มาตรการดังกล่าวจะช่วยการันตียอดขายและสร้างฐานลูกค้าที่แน่นอนให้กับผู้ซื้อแฟรนไชส์ตั้งแต่เริ่มเปิดร้าน ส่งผลให้ผู้ประกอบการรายย่อยสามารถดึงกำลังซื้อจากนโยบายภาครัฐมาขับเคลื่อนร้านค้าในชุมชนได้อย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน</span></p>

<p><span style="color:#000000;"><strong>ทั้งนี้ผู้สนใจสามารถศึกษารายละเอียดและเลือกธุรกิจแฟรนไชส์ที่เข้าร่วมโครงการได้ที่</strong>&nbsp;เว็บไซต์ </span><a href="https://ไทยช่วยไทยแฟรนไชส์.dbd.go.th" target="_blank"><span style="color:#0000cd;">https://ไทยช่วยไทยแฟรนไชส์.dbd.go.th</span></a><span style="color:#000000;"> หรือ Line OA @franchisedbdplus รวมทั้งสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ กองส่งเสริมและพัฒนาธุรกิจ กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ โทร. 0 2547 5953, 0 2547 5955 และ Call Center 1570</span></p>
]]></description>
<enclosure url='https://pscd.prd.go.th/th/file/get/file/2026071468afa3cbcfe149363258c5859610770f152733.jpg' type='image/jpg' length='142284' />
</item>
</channel>
</rss>
