<?xml version='1.0' encoding='UTF-8' ?>
<rss version='2.0' xmlns:atom='http://www.w3.org/2005/Atom'>
<channel>
<title><![CDATA[20 กระทรวง]]></title>
<link>https://pscd.prd.go.th/th/content/category/index/id/36</link>
<atom:link href="https://pscd.prd.go.th/th/content/category/index/id/36" rel="self" type="application/rss+xml" />
<description><![CDATA[-]]></description>
<item>
<title><![CDATA[“ศุภจี” เดินหน้า 5 นโยบายหลัก รับมือ “วิกฤตซ้อนวิกฤต” ลดรายจ่าย เพิ่มรายได้ กระจายโอกาส]]></title>
<link>https://pscd.prd.go.th/th/content/category/detail/id/36/iid/497672</link>
<guid isPermaLink="false">07e3b0ef580dbe8f7b22ea0eb08bfe1a</guid>
<pubDate>Sat, 25 Apr 2026 13:05:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://pscd.prd.go.th/cms/s308/u2692/25-04-69/186967_1024x1024.jpg" style="width: 100%;" /></p>

<p>&nbsp;</p>

<p><strong>จากการแถลงนโยบายต่อรัฐสภา เมื่อวันที่ 9 เมษายน 2569</strong>&nbsp;ของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เดินหน้า &ldquo;10 Plus&rdquo; ขับเคลื่อนประเทศไทยให้มั่นคงจากภายใน คนไทยตั้งตัวได้ เศรษฐกิจแข่งขันได้ โลกเชื่อมั่น โดยกำหนดนโยบายหลัก 5 ด้าน คือ เศรษฐกิจ ต่างประเทศและความมั่นคง สังคม ภัยพิบัติและสิ่งแวดล้อม และการบริหารภาครัฐและปฏิรูปกฎหมาย เพื่อมุ่งแก้ปัญหาเร่งด่วนของประเทศ สร้างโอกาสและนำพาประเทศให้มีความสามารถในการแข่งขันที่สูงขึ้น</p>

<p><strong>ในส่วนของนโยบายด้านเศรษฐกิจ</strong>&nbsp;นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เดินหน้ากำหนดทิศทางดำเนินงานท่ามกลางการเผชิญความท้าทายจาก &ldquo;วิกฤตซ้อนวิกฤต&rdquo; ที่มีความซับซ้อนและเชื่อมโยงกันในหลายมิติ โดยเฉพาะความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ในหลายภูมิภาค ขณะเดียวกัน วิกฤตพลังงานยังส่งผลให้ต้นทุนการผลิต ราคาสินค้า และค่าขนส่งเพิ่มสูงขึ้น กระทบต่อความสามารถในการแข่งขันและการส่งออกของไทย โดยนางศุภจี กล่าวว่า การกำหนดนโยบายไม่สามารถมองเพียงมิติเดียวได้ แต่ต้องบูรณาการทั้งเศรษฐกิจ ภูมิรัฐศาสตร์ และพลังงานควบคู่กัน พร้อมทั้งต้องเข้าใจบริบทของประเทศคู่ค้าสำคัญ ไม่ว่าจะเป็นจีน สหรัฐอเมริกา ยุโรป หรืออินเดีย เพื่อปรับตัวให้ไทยสามารถอยู่ในห่วงโซ่อุปทานโลกได้อย่างมั่นคง ทั้งนี้ในช่วง 6 เดือนที่ผ่านมา (ตุลาคม 2568 &ndash; มีนาคม 2569) กระทรวงพาณิชย์ได้ขับเคลื่อนนโยบายภายใต้แนวคิด &ldquo;Quick Big Win&rdquo; เน้นมาตรการเร่งด่วนที่สามารถสร้างผลลัพธ์เชิงรูปธรรมในระยะสั้น ควบคู่กับการวางรากฐานระยะยาว ดำเนินงานผ่าน 7 นโยบายหลัก 19 โครงการสำคัญ และกว่า 80 กิจกรรม ครอบคลุมการรักษาเสถียรภาพราคาสินค้าเกษตร การดูแลค่าครองชีพ การเสริมสร้างศักยภาพ SMEs การดูแลเศรษฐกิจชายแดนไทย&ndash;กัมพูชา การรับมือมาตรการภาษีของสหรัฐอเมริกา การเจรจา FTA และการพัฒนาเทคโนโลยีและกฎระเบียบสามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจรวมกว่า 73,000 ล้านบาท โดยเกษตรกรได้รับประโยชน์มากกว่า 6 ล้านครัวเรือน และผู้ประกอบการได้รับประโยชน์มากกว่า 193,000 ราย ในด้านการลดค่าครองชีพ โครงการร้านยาสุขกายสบายกระเป๋าช่วยลดภาระประชาชนกว่า 5,600 ล้านบาท และกระตุ้นเศรษฐกิจได้กว่า 16,650 ล้านบาท ขณะที่การส่งเสริมแฟรนไชส์และสินเชื่อ SMEs สามารถสร้างมูลค่าธุรกิจรวมกว่า 1,500 ล้านบาท และขยายธุรกิจสู่ต่างประเทศ นอกจากนี้ การดูแลเศรษฐกิจชายแดนไทย-กัมพูชาในช่วงสถานการณ์ตึงเครียด สามารถหมุนเวียนเศรษฐกิจได้กว่า 325 ล้านบาท การบุกตลาดใหม่และการเจรจาการค้าระหว่างประเทศ สร้างมูลค่าเพิ่มได้กว่า 34,000 ล้านบาท และผลักดันให้มูลค่าส่งออกรวมเติบโตต่อเนื่อง</p>

<p>สำหรับนโยบายในระยะถัดไป จะเดินหน้า 5 นโยบายหลัก สร้างสมดุลเศรษฐกิจไทยทั้งระบบ ได้แก่</p>

<p><strong>1. นโยบายดูแลค่าครองชีพ สร้างรายได้ ยกระดับชุมชน</strong>&nbsp;ด้วยการผลักดันโครงการ &ldquo;ไทยช่วยไทย&rdquo; ช่วยลดค่าครองชีพประชาชนและสร้างรายได้ให้ผู้ประกอบการในเวลาเดียวกัน ในระยะแรกจะครอบคลุมสินค้าอุปโภคบริโภคจำเป็น สินค้า House Brand กว่า 3,000 รายการ ลดราคาสูงสุด 25-58% ผ่านสาขาเครือข่ายของห้างโมเดิร์นเทรดกว่า 4,500 สาขา และห้างค้าปลีกค้าส่งท้องถิ่นกว่า 300 แห่งทั่วประเทศ พร้อมเตรียมร่วมมือกับกระทรวงมหาดไทยขยายจุดจำหน่ายไปยังระดับอำเภอ ตลาดชุมชน และตลาดนัดกว่า 1,000 จุด และเปิดให้ผู้ประกอบการ SMEs ลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการ ในช่วงแรก 2,000 ราย และสนับสนุนการจำหน่ายผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์&nbsp; โดยในช่วงแรกจะสนับสนุนสินค้าของ SMEs โดยไม่คิดค่าธรรมเนียม (GP) พร้อมสนับสนุนค่าขนส่งและคูปองส่วนลด 100 บาท จำนวน 5 แสนใบ ให้กับผู้ซื้อ และในระยะต่อไป จะขยายไปสู่สินค้า &ldquo;ไทยช่วยไทย&rdquo; ให้กว้างขึ้น โดยมีแพลตฟอร์มร่วมดำเนินการภายใต้โครงการฯ คือ Thailand Postmart, Nexgen, Shopee, LINE, TikTok, Lazada และจะเชื่อมโยงกับกลไกการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล โดยเฉพาะโครงการ &ldquo;คนละครึ่งพลัส&rdquo; และบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ เพื่อสร้างผลสัมฤทธิ์อย่างมีประสิทธิผลและทั่วถึง ซึ่งกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ได้เพิ่มช่องทางจำหน่ายสินค้า &ldquo;ไทยช่วยไทย&rdquo; ณ ที่ว่าการอำเภอ 878 แห่งทั่วประเทศ จะเริ่มจำหน่ายสินค้าวันศุกร์ที่<br />
1 พฤษภาคม 2569 และจะต่อเนื่องทุกศุกร์ตลอดเดือนพฤษภาคม (1, 8, 15, 22 และ 29 พฤษภาคม)</p>

<p><strong>สำหรับการบริหารจัดการต้นทุนปัจจัยการผลิตเชิงโครงสร้าง&nbsp;</strong>เป็นการบริหารและแก้ไขปัญหาตั้งแต่ต้นน้ำ เช่น ปุ๋ย เมล็ดพันธุ์ และเม็ดพลาสติก มาตรการระยะสั้นจะดำเนินโครงการ &ldquo;ปุ๋ยธงเขียวพลัส&rdquo; ลดต้นทุนการผลิตให้เกษตรกร และระยะยาวจะดำเนินโครงการ &ldquo;ปุ๋ยคนละครึ่ง&rdquo; และการปรับสูตรปุ๋ยให้เหมาะสมกับสภาพดินในแต่ละพื้นที่ ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงการคลัง และธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและลดต้นทุนเกษตรกรในระยะยาว ตลอดจนแสวงหาแหล่งนำเข้าใหม่และส่งเสริมวัตถุดิบทางเลือกสร้างความเข้มแข็งและลดความเสี่ยงด้านห่วงโซ่อุปทานอุตสาหกรรมไทย</p>

<p><strong>อีกทั้ง กรมการค้าภายใน&nbsp;</strong>ได้หารือร่วมกับองค์กรเกษตรกรผู้เลี้ยงหมู ไก่เนื้อ และไก่ไข่ รวมถึงติดตามสถานการณ์สินค้าอุปโภคบริโภคอย่างใกล้ชิด เพื่อกำกับดูแลให้เกิดความเป็นธรรมแก่ทุกภาคส่วน และประเมินแนวทางในการบริหารจัดการด้านราคาให้เกิดความเหมาะสม ไม่ให้เป็นภาระแก่เกษตรกร และกระทบต่อประชาชน โดยจำหน่ายสินค้าอุปโภคบริโภคในราคาประหยัดผ่านโครงการ &ldquo;ธงฟ้าราคาประหยัด&rdquo; ทั้งในกรุงเทพมหานครและปริมณฑล รวมถึงภูมิภาค เพื่อช่วยบรรเทาภาระค่าครองชีพให้กับประชาชน</p>

<p><strong>2. นโยบายรักษาเสถียรภาพและเพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตร</strong>&nbsp;โดยพัฒนาและยกระดับสินค้าเกษตรตลอดทั้งระบบห่วงโซ่ ตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ โดยเฉพาะสินค้าเกษตรเศรษฐกิจสำคัญ เช่น ข้าว ผลไม้ โดยให้ความสำคัญกับการแปรรูปเพื่อเพิ่มมูลค่า เพื่อลดความเสี่ยงจากราคาผันผวน และยืดอายุสินค้าให้นานขึ้น ส่งเสริมการจัดตั้ง &ldquo;ล้งกลาง/ล้งชุมชน&rdquo; เพื่อให้เกษตรกรรวมกลุ่ม สร้างความเข้มแข็งและยกระดับมาตรฐานสินค้า รวมถึงผลักดันสินค้า GI และการสร้างแบรนด์สินค้าเกษตรไทยให้เป็นที่ยอมรับในตลาดโลก</p>

<p><strong>สำหรับการแก้ปัญหาราคามะม่วงตกต่ำ</strong>&nbsp;กรมการค้าภายใน ได้ประสานสำนักงานพาณิชย์จังหวัดพิษณุโลก เชื่อมโยงตลาดและชี้เป้าให้ผู้ประกอบการเข้ารับซื้อมะม่วงในพื้นที่จากกลุ่มเกษตรกรโดยตรง เพื่อเร่งระบายผลผลิตออกจากพื้นที่และช่วยเหลือเกษตรกรให้สามารถจำหน่ายผลผลิตได้ในราคาที่เหมาะสม คาดว่าจะสามารถระบายผลผลิตได้รวมกว่า 30 ตัน และผลักดันให้เกิดการรับซื้อใน &ldquo;ราคานำตลาด&rdquo; โดยปรับเพิ่มจากราคาที่เกษตรกรจำหน่ายเดิมอีก 1.50 บาทต่อกิโลกรัม เพื่อช่วยยกระดับรายได้ให้เกษตรกร และสร้างแรงจูงใจให้เกิดการรับซื้อในวงกว้าง</p>

<p><strong>3. นโยบายสร้างความเข้มแข็งให้&nbsp;</strong><strong>SMEs/ชุมชน</strong>&nbsp;เพื่อให้ SMEs เป็นฟันเฟืองสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ผ่าน 7 มาตรการหลัก ได้แก่ (1) ยกระดับศักยภาพผู้ประกอบการ (Upskill &amp; Reskill) (2) ขยายเครือข่ายและสร้างผู้ประกอบการผ่านแฟรนไชส์ (Franchise) (3) พัฒนาเศรษฐกิจชุมชนด้วย GI (4) เพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันด้วยทรัพย์สินทางปัญญา (5) ป้องกันและปราบปรามการใช้ตัวแทนอำพราง (Nominee) (6) ป้องกันการทะลักของสินค้านำเข้าและสินค้าที่แอบอ้างถิ่นกำเนิดสินค้าไทย และ (7) สนับสนุนการเข้าถึงแหล่งเงินทุนในระบบ เช่น สินค้าคงคลัง เครื่องจักร หรือทรัพย์สินทางปัญญา เป็นหลักประกันในการเข้าถึงสินเชื่อ</p>

<p><strong>ทั้งนี้กระทรวงพาณิชย์ ได้ร่วมมือกับกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม</strong>&nbsp;นำจุดแข็งของทั้ง 2 กระทรวงมาต่อเชื่อมกัน นำงานวิจัยความรู้ความสามารถมาช่วยเสริมในการทำการตลาดได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น และเกิดผลลัพธ์ได้อย่างรวดเร็ว ผ่านการขับเคลื่อน 4 ประเด็นหลัก ได้แก่ 1. การยกระดับสินค้าเกษตรและอัตลักษณ์ท้องถิ่น โดยเฉพาะ SMEs โดยนำนวัตกรรมเข้ามาเสริมสร้างความเข้มแข็ง 2. การต่อยอดงานวิจัยสู่การใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์และการส่งออก เพื่อสร้างมูลค่าทางการตลาดทั้งในและต่างประเทศ 3. การพัฒนาระบบนิเวศทรัพย์สินทางปัญญา ส่งเสริมการจดสิทธิบัตรและคุ้มครองนวัตกรรม เพื่อความได้เปรียบทางการแข่งขันในระยะยาว 4. การใช้เทคโนโลยีและงานวิจัยพัฒนา เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานและปรับปรุงกฎระเบียบให้รวดเร็ว โปร่งใส อีกทั้งยังมีแนวทางผลักดัน &ldquo;IP Finance&rdquo; เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการ โดยเฉพาะรายเล็ก สามารถใช้สิทธิบัตรหรือทรัพย์สินทางปัญญาเป็นหลักประกันในการเข้าถึงแหล่งทุน</p>

<p><strong>4. นโยบายสร้างสมดุลการส่งออก เพื่อสร้างเสถียรภาพและกระจายความเสี่ยงทางการค้าระหว่างประเทศ</strong></p>

<p>ผ่านการสร้างสมดุลในมิติผู้ประกอบการ สินค้า ตลาด และการค้าภาคบริการ โดยยึดกลยุทธ์การเชื่อมโยง Supply Chain ของไทย เข้ากับ Supply Chain ของโลก ลดการพึ่งพาตลาดหลักและกระจายสู่ตลาดใหม่ อาทิ อินเดีย ตะวันออกกลาง แอฟริกา และลาตินอเมริกา เร่งเจรจา FTA ไทย &ndash; EU และไทย &ndash; เกาหลีใต้ ควบคู่กับการยกระดับศักยภาพภายในประเทศ (Local Content) ด้วยนวัตกรรมการแปรรูปและการสร้างมูลค่าเพิ่ม รวมถึงการขยายการค้าภาคบริการ โดยเฉพาะการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ (Wellness) และเศรษฐกิจผู้สูงวัย</p>

<p><strong>5. นโยบายยกระดับเทคโนโลยีและปลดล็อกกฎระเบียบ</strong>&nbsp;เพื่อขับเคลื่อนกระทรวงพาณิชย์สู่ &ldquo;พาณิชย์ดิจิทัล&rdquo; ภายใต้ MOC Plus โดยพัฒนาแพลตฟอร์มบริการแบบครบวงจร &ldquo;จุดเดียว จบ จริง&rdquo; ซึ่งปัจจุบันกรมพัฒนาธุรกิจการค้าที่เชื่อมโยงข้อมูลนิติบุคคลแล้ว 180 หน่วยงาน และเตรียมขยายเพิ่มเติมอีก 140 หน่วยงาน เพื่อลดขั้นตอน ลดเวลา และเพิ่มความโปร่งใสในการให้บริการ โดยตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2569 จะงดให้บริการเอกสารในรูปแบบกระดาษ สำหรับหน่วยงานราชการด้วยกัน พร้อมนำ AI และ Big Data มาใช้บริหารจัดการทำ Dashboard สินค้าเกษตร คาดการณ์ผลผลิตสินค้าเกษตรล่วงหน้า และเตรียมเสนอปลดล็อกกฎระเบียบ 9 ประเภทธุรกิจ เป้าหมายไม่ต้องขออนุญาตในการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว เพื่ออำนวยความสะดวกในการประกอบธุรกิจ และสร้างบรรยากาศที่ดีในการลงทุน</p>

<p><strong>เป้าหมายสำคัญของ 5 นโยบายหลัก คือ</strong>&nbsp;ทำให้ประชาชนสามารถประหยัดรายจ่าย เพิ่มรายได้ และสร้างโอกาสให้กระจายได้อย่างทั่วถึง ทั้งในระดับชุมชน ผู้ประกอบการรายย่อย และภาคธุรกิจขนาดใหญ่ เพื่อให้เศรษฐกิจไทยสามารถก้าวข้ามวิกฤตซ้อนวิกฤต และเติบโตได้อย่างยั่งยืนในระยะยาว</p>
]]></description>
<enclosure url='https://pscd.prd.go.th/th/file/get/file/20260425c19d42ce7a0bdee4a25977099dd2e114140514.jpg' type='image/jpg' length='116955' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[“หวัง อี้” เยือนไทย หารือ นายกฯ – สีหศักดิ์ ย้ำมิตรภาพไทย - จีน ร่วมมือด้านพลังงาน – ปุ๋ย ปราบสแกมเมอร์ การลงทุน การท่องเที่ยว เศรษฐกิจสีเขียว]]></title>
<link>https://pscd.prd.go.th/th/content/category/detail/id/36/iid/497671</link>
<guid isPermaLink="false">ec4dc359739ef641622568954d7cc7bd</guid>
<pubDate>Sat, 25 Apr 2026 12:01:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://pscd.prd.go.th/cms/s308/u2692/25-04-69/186965_1024x1024.jpg" style="width: 100%;" /></p>

<p>&nbsp;</p>

<p><strong>นายหวัง อี้ (H.E. Mr. Wang Yi) สมาชิกกรมการเมือง</strong>&nbsp;ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการกลางด้านกิจการต่างประเทศของพรรคคอมมิวนิสต์จีน และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน เข้าเยี่ยมคารวะ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในโอกาสเยือนไทยในฐานะแขกของกระทรวงการต่างประเทศ ระหว่างวันที่ 23&ndash;25 เมษายน 2569 นายกรัฐมนตรีได้จัดเลี้ยงทุเรียนและข้าวหลาม ซึ่งเป็นที่ชื่นชอบของนายหวัง อี้ ท่ามกลางบรรยากาศที่เป็นกันเอง โดยนายกรัฐมนตรี ได้ขอบคุณรัฐบาลจีนและประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ที่ให้การสนับสนุนประเทศไทยในเวทีระหว่างประเทศอย่างต่อเนื่อง พร้อมทั้งสะท้อนว่าภายหลังจากการเสด็จฯ เยือน สาธารณรัฐประชาชนจีน อย่างเป็นทางการของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ได้เห็นถึงความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นระหว่างสองประเทศอย่างชัดเจน และหวังว่าจีนจะยังคงสนับสนุนการพัฒนาของไทยในทุกมิติ บนพื้นฐานของความเป็น &ldquo;บ้านพี่เมืองน้อง&rdquo; ซึ่งมีทั้งความไว้เนื้อเชื่อใจและความเคารพซึ่งกันและกัน</p>

<p><strong>ด้านนายหวัง อี้ แสดงความยินดีที่ได้เข้าเยี่ยมคารวะนายกรัฐมนตรีภายหลังเข้ารับตำแหน่ง</strong>&nbsp;พร้อมทั้งแสดงความเชื่อมั่นต่อศักยภาพในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและการพัฒนาประเทศของรัฐบาลไทย และมั่นใจว่าความสัมพันธ์ไทย &ndash; จีน จะยิ่งแน่นแฟ้นยิ่งขึ้น ขณะเดียวกันนายหวัง อี้ ยังได้ถ่ายทอดความปรารถนาดีจากประธานาธิบดีสี จิ้นผิง และครอบครัว ถึงพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี พร้อมย้ำว่า จีนเชื่อมั่นในเสถียรภาพของไทย และพร้อมเป็นหุ้นส่วนที่ไทยสามารถไว้วางใจได้ในระยะยาว</p>

<p><strong>ภายหลังการหารือ นายกรัฐมนตรี</strong>&nbsp;พร้อมด้วยนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชน โดยนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า การหารือเป็นไปในบรรยากาศที่เป็นมิตร พร้อมทั้งยืนยันความสัมพันธ์และการสนับสนุนซึ่งกันและกันระหว่างไทย&ndash;จีน ซึ่งทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องในการยกระดับความสัมพันธ์สู่การเป็นหุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์ที่มีความลึกซึ้งยิ่งขึ้น โดยจะผลักดันการจัดทำ &ldquo;แผนปฏิบัติการร่วม&rdquo; (Action Plan) ที่สอดประสานกับยุทธศาสตร์การพัฒนาของทั้งสองประเทศ เพื่อให้ความร่วมมือเกิดผลอย่างเป็นรูปธรรมในทุกมิติ โอกาสนี้ฝ่ายจีนได้เชิญนายกรัฐมนตรีเข้าร่วมการประชุมผู้นำเอเปคที่จีนจะเป็นเจ้าภาพในช่วงเดือนพฤศจิกายน 2569 นี้ และเชิญเยือนจีนอย่างเป็นทางการ ขณะที่ฝ่ายไทยได้เชิญนายกรัฐมนตรีหลี่ เฉียง เยือนไทย ซึ่งฝ่ายจีนได้ตอบรับในหลักการและอยู่ระหว่างการจัดกำหนดการ นอกจากนี้ยังได้หารือประเด็นต่างๆ ร่วมกันในหลายด้าน &nbsp;</p>

<p><strong>ด้านพลังงาน</strong>&nbsp;ไทยได้ขอให้จีนพิจารณานำประเทศไทยเข้าไปอยู่ในบริบทของการหารือด้านเส้นทางขนส่งพลังงานและน้ำมันดิบ โดยเฉพาะจากตะวันออกกลาง ซึ่งเกี่ยวข้องกับเส้นทางเดินเรือในภูมิภาค ยืนยันว่า ปัจจุบันไทยยังสามารถบริหารจัดการสถานการณ์พลังงานได้ค่อนข้างนิ่ง และมั่นใจว่าจะไม่ขาดแคลน อีกทั้งได้หยิบยกประเด็นเรื่องปุ๋ย ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญต่อภาคเกษตร โดยขอให้จีนพิจารณาจัดสรรปุ๋ยหากมีปริมาณเพียงพอ เพื่อช่วยลดผลกระทบต่อเกษตรกรไทย</p>

<p><strong>สำหรับสถานการณ์ไทย &ndash; กัมพูชา</strong>&nbsp;นายหวัง อี้ เห็นว่าความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับกัมพูชามีแนวโน้มที่ดีขึ้น และหวังว่าความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับกัมพูชาจะมีพัฒนาการที่ดีในเร็ววัน โดยไทยย้ำว่าไม่ต้องการมีความขัดแย้งกับประเทศเพื่อนบ้าน และการแก้ไขปัญหาจำเป็นต้องมีขั้นตอน รวมถึงการสร้างความเชื่อมั่นต่อกัน ซึ่งไม่สามารถเกิดขึ้นได้ในระยะสั้น โดยฝ่ายจีนมีความเข้าใจต่อท่าทีของไทย</p>

<p><strong>ด้านความมั่นคง</strong>&nbsp;ทั้งสองฝ่ายให้ความสำคัญกับการยกระดับความร่วมมือด้านความมั่นคง โดยเฉพาะการปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติและแก๊งสแกมเมอร์ ซึ่งเป็นปัญหาที่ส่งผลกระทบต่อประชาชนในวงกว้าง และจะบรรจุเป็นหนึ่งในประเด็นสำคัญของแนวทางแผนปฏิบัติการร่วม เพื่อเสริมสร้างความปลอดภัยและความเชื่อมั่นของประชาชน ซึ่งไทยดำเนินมาตรการอย่างจริงจัง ส่งผลให้สามารถส่งตัวผู้กระทำผิดรายสำคัญกลับไปดำเนินคดีในจีนได้</p>

<p><strong>ด้านเศรษฐกิจ</strong>&nbsp;ไทยเปิดกว้างต่อการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) และพร้อมสนับสนุนการลงทุนจากจีน โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมสมัยใหม่ อาทิ ยานยนต์ เทคโนโลยีขั้นสูง หุ่นยนต์ และปัญญาประดิษฐ์ (AI) ขณะที่นายเอกนิติ ระบุว่า การลงทุนจากจีนในไทยมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และมองไทยเป็นศูนย์กลางการลงทุนในภูมิภาค</p>

<p><strong>นอกจากนี้ นายหวัง อี้</strong>&nbsp;ยังได้เดินทางไปยังจังหวัดกระบี่ เพื่อประชุมกลไกหารือระหว่างรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศไทย &ndash; จีน อย่างไม่เป็นทางการ กับนายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ซึ่งนายสีหศักดิ์ เปิดเผยว่า นายหวัง อี้ เชื่อมั่นต่อศักยภาพในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและการพัฒนาประเทศของรัฐบาลไทย และมั่นใจว่าความสัมพันธ์ไทย &ndash; จีน จะยิ่งแน่นแฟ้นยิ่งขึ้น โดยทั้งสองฝ่ายจะผลักดันการจัดทำ &ldquo;แผนปฏิบัติการร่วม&rdquo; โดยเฉพาะด้านนวัตกรรมและเทคโนโลยีดิจิทัล สู่การเปลี่ยนผ่านเศรษฐกิจสีเขียว ซึ่งประเทศจีนถือว่ามีบทบาทสำคัญ ทั้งในเรื่องโซลาร์เซลล์และรถ EV โดยประเทศจีนประสงค์ที่จะลงทุนในประเทศไทยมากยิ่งขึ้น ส่วนสถานการณ์ไทย-กัมพูชา นายหวัง อี้ ย้ำชัดว่าจีนจะไม่แทรกแซง แต่พร้อมจะอำนวยความสะดวกหากทั้งสองประเทศประสงค์จะเจรจา ในขณะที่ความร่วมมือด้านความมั่นคงและการปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ ทั้งสองฝ่ายจะยกระดับการแก้ปัญหาโดยเฉพาะการปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติและแก๊งสแกมเมอร์ ทั้งนี้ นายหวัง อี้ ยังชื่นชมจังหวัดกระบี่ว่ามีความสวยงาม บรรยากาศดี การเดินทางมาจังหวัดกระบี่เป็นครั้งแรกและมีความประทับใจเป็นอย่างยิ่ง</p>

<p><strong>สำหรับการเยือนไทยของนายหวัง อี้ ในครั้งนี้</strong>&nbsp;ยังส่งผลถึงการท่องเที่ยว โดยการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย มองว่า ไม่เพียงมีนัยทางการทูต แต่ยังถือเป็น &ldquo;สัญญาณบวกทางการตลาดการท่องเที่ยว&rdquo; ที่ทรงพลังต่อการรับรู้ของนักท่องเที่ยวจีน โดยเฉพาะการพบหารือกับนายกรัฐมนตรี และการประชุมกลไกความร่วมมือไทย&ndash;จีน ครั้งที่ 3 ช่วยตอกย้ำภาพลักษณ์ของไทยในฐานะมิตรประเทศ เป็นหุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์ที่จีนให้ความสำคัญ ซึ่งในมุมการตลาด ความสัมพันธ์ระดับรัฐเช่นนี้เปรียบเสมือน &ldquo;Brand Endorsement ทางนโยบาย&rdquo; (กลยุทธ์การตลาดที่ใช้บุคคลที่มีชื่อเสียง ผู้เชี่ยวชาญ หรือผู้มีอิทธิพล (Endorser) มาสนับสนุน) ที่ช่วยยกระดับความเชื่อมั่นต่อประเทศไทยในสายตาผู้บริโภคจีน และเอื้อต่อการสื่อสารเชิงบวกผ่านสื่อหลักและแพลตฟอร์มดิจิทัลของจีน ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญต่อการตัดสินใจเดินทางของตลาดจีนขนาดใหญ่</p>

<p><strong>การเยือนครั้งนี้ยังช่วยเพิ่มน้ำหนักและความน่าเชื่อถือให้กับนโยบายยกเว้นวีซ่าไทย-จีน</strong>&nbsp;จากเครื่องมือเชิงนโยบายสู่ &ldquo;Selling Point&rdquo; หรือจุดขาย ทางการตลาดอย่างเป็นรูปธรรม ความต่อเนื่องของนโยบายรัฐช่วยลดความกังวล (Perceived Risk) ของนักท่องเที่ยวจีน พร้อมส่งสารว่าประเทศไทยเปิดกว้างและพร้อมต้อนรับอย่างยั่งยืน ขณะเดียวกัน การหารือด้านความมั่นคงและการแก้ไขปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติ ยังมีบทบาททางการตลาดเชิงภาพลักษณ์ (Destination Image Recovery) ในการฟื้นความเชื่อมั่นและปรับมุมมองประเทศไทยให้กลับมาเป็นจุดหมายปลายทางที่ปลอดภัย เป็นมิตร และน่าเดินทาง ซึ่งมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการกระตุ้นดีมานด์ในช่วงหลังจากที่ตลาดจีนชะลอตัวจากข่าวด้านความปลอดภัยในช่วงที่ผ่านมา</p>

<p><strong>ในเชิงกลยุทธ์การตลาด</strong>&nbsp;การเยือนของนายหวัง อี้ เปิดโอกาสให้ไทยขยับจากการทำตลาดเชิงปริมาณ สู่การท่องเที่ยวคุณภาพและมูลค่าสูง โดยเชื่อมโยงกับกลุ่มนักธุรกิจ นักลงทุน ผู้เชี่ยวชาญ และนักเดินทางระดับพรีเมียมจากจีน ขยายตลาด MICE (การประชุม) Long Stay และ Business &amp; Leisure (Bleisure) (การท่องเที่ยวแบบผสมผสานระหว่างธุรกิจและการพักผ่อน) ควบคู่กับการกระจายการเดินทางสู่เมืองและจังหวัดรอง เช่น กระบี่ ซึ่งช่วยเพิ่มมูลค่าการใช้จ่ายต่อทริปและกระจายรายได้อย่างยั่งยืน</p>

<p><strong>โดยการหารือระหว่างไทย-จีน ภายหลังการครบรอบ 50 ปีความสัมพันธ์ไทย&ndash;จีน</strong>&nbsp;ยังเหมาะสมอย่างยิ่งต่อการต่อยอดเป็นแคมเปญการตลาดร่วม ภายใต้กรอบ &ldquo;Thailand&ndash;China Tourism Partnership 2026&ndash;2030&rdquo; ตั้งแต่การทำ Co-branding Destination การเพิ่มเที่ยวบิน การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ วัฒนธรรม และอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ เพื่อใช้การท่องเที่ยวเป็นทั้งเครื่องมือการพัฒนาการค้าระหว่าง จีน-ไทย ให้บรรลุเป้าหมาย อีกทั้งปีนี้เป็นปีที่รัฐบาลเข้ามาปฏิบัติหน้าที่ และเป็นปีที่จีนประกาศใช้แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมฯ ระยะ 5 ปี ฉบับที่ 15 (พ.ศ. 2569-2573) ท่ามกลางสถานการณ์ระหว่างประเทศที่ผันผวนและแปรปรวน ขณะที่สันติภาพและการพัฒนาศักยภาพได้รับความท้าทายจากสภาพแวดล้อมภายนอกที่เปลี่ยนแปลง ฝ่ายจีนจึงยินดีร่วมมือกับฝ่ายไทยในการก้าวข้ามความท้าทายนี้ไปด้วยกัน ซึ่งการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย จะเร่งใช้โอกาสนี้ และบรรยากาศการเมืองเชิงบวกนี้เป็น &ldquo;จุดตั้งต้นของแผนการตลาดเชิงรุกตลาดจีนระยะ 12&ndash;24 เดือน&rdquo; โดยเร่งแปลงบรรยากาศทางการทูตให้เป็นผลลัพธ์ทางการตลาดการท่องเที่ยวอย่างเป็นรูปธรรม ผ่าน 3 แนวทางหลัก ได้แก่ (1) Strategic Messaging สื่อสารภาพลักษณ์ผ่านสื่อหลัก แพลตฟอร์มดิจิทัล และ KOL จีนอย่างเป็นระบบ (2) High Value Demand Activation พัฒนาแคมเปญเฉพาะกลุ่มสำหรับนักท่องเที่ยวคุณภาพ ควบคู่การนำเสนอจังหวัดรอง (3) Co-creation &amp; Partnership Marketing ทำงานร่วมกับหน่วยงานท่องเที่ยวจีน สายการบิน แพลตฟอร์ม OTA และภาคเอกชนจีน ภายใต้กรอบ Thailand&ndash;China Tourism Partnership 2026&ndash;2030 เพื่อยกระดับการตลาดสู่การขับเคลื่อนเชิงยุทธศาสตร์ที่ต่อเนื่องและสร้างรายได้อย่างยั่งยืนในระยะยาว</p>
]]></description>
<enclosure url='https://pscd.prd.go.th/th/file/get/file/202604259a7ecb0ea5b1e87c6bfe0456af2d9b6e140210.jpg' type='image/jpg' length='101583' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[ลดราคาดีเซลหน้าปั๊ม 1.50 บาท/ลิตร ลดราคาโรงกลั่น 5 บาท/ลิตร ตั้งแต่ 24 เม.ย. 69]]></title>
<link>https://pscd.prd.go.th/th/content/category/detail/id/36/iid/497314</link>
<guid isPermaLink="false">8b4815c464cbbef7a76c16c51e7b8e91</guid>
<pubDate>Fri, 24 Apr 2026 10:17:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://pscd.prd.go.th/cms/s308/u2692/24-04-69/186842_1024x1024.jpg" style="width: 100%;" /></p>

<p>&nbsp;</p>

<p><strong>คณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง</strong>&nbsp;(กบน.) เปิดเผยว่า ที่ประชุมมีมติเห็นชอบ ปรับลดราคาน้ำมันดีเซลหมุนเร็ว ซึ่งเป็นผลมาจากผลการประชุมคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) ที่มีมติเห็นชอบให้ปรับลดราคาหน้าโรงกลั่นสำหรับน้ำมันดีเซลหมุนเร็ว B7 และ B20 ลง 5 บาทต่อลิตร แม้ราคาน้ำมันในตลาดโลกยังคงมีความผันผวนค่อนข้างสูง โดยปัจจุบันน้ำมันดีเซลปิดอยู่ที่ประมาณ 171 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล ส่วนน้ำมันเบนซินปิดที่ประมาณ 131 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล เพิ่มขึ้นจากวันที่ 20 เมษายน 2569 ปิดอยู่ที่ประมาณ 155 และ 124 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล ตามลำดับ โดยอัตราเงินกองทุนน้ำมันใหม่นี้จะมีผลตั้งแต่วันที่ 24 เมษายน 2569 ดังนี้</p>

<p><strong>ในกลุ่มน้ำมันดีเซล</strong>&nbsp;ลดการชดเชยน้ำมันดีเซลหมุนเร็วธรรมดา 0.09 บาทต่อลิตร เป็นอัตราชดเชย 2.23 บาทต่อลิตร ส่งผลให้ราคาขายปลีกลดลง 1.50 บาทต่อลิตร เป็น 40.20 บาทต่อลิตร ส่วนน้ำมันดีเซลหมุนเร็ว B20 ลดการชดเชย 0.29 บาทต่อลิตร เป็นอัตราชดเชย 8.68 บาทต่อลิตร ส่งผลให้ราคาขายปลีกลดลง 1.50 บาทต่อลิตร เป็น 33.20 บาทต่อลิตร</p>

<p><strong>ส่วนกลุ่มน้ำมันเบนซินและแก๊สโซฮอล์</strong>&nbsp;ไม่มีการปรับราคาขายปลีก โดยกองทุนน้ำมันลดการจัดเก็บและเพิ่มการชดเชยดังนี้ น้ำมันเบนซินลดการจัดเก็บ 0.63 บาทต่อลิตร เป็น 9.79 บาทต่อลิตร น้ำมันแก๊สโซฮอล์ 95 ลดการจัดเก็บ 0.58 บาทต่อลิตร เป็น 2.55 บาทต่อลิตร น้ำมันแก๊สโซฮอล์ 91 ลดการจัดเก็บ 0.58 บาทต่อลิตร เป็น 2.55 บาทต่อลิตร น้ำมันแก๊สโซฮอล์ E20 เพิ่มการชดเชย 0.51 บาทต่อลิตร เป็นอัตราชดเชย 2.56 บาทต่อลิตร และน้ำมันแก๊สโซฮอล์ E85 ลดการจัดเก็บ 0.15 บาทต่อลิตร เป็น 1.79 บาทต่อลิตร</p>

<p><strong>สำหรับประมาณการฐานะกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง</strong>&nbsp;ได้ลดภาระรายจ่ายชดเชยของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงจากเดิมที่ต้องจ่ายกว่าวันละ 1,200 ล้านบาท ลดลงเหลือวันละ 107.41 ล้านบาท ซึ่งจะช่วยให้กองทุนน้ำมันฯ มีสภาพคล่องเพิ่มขึ้นและสามารถทำหน้าที่ในการช่วยรองรับวิกฤตราคาพลังงานในอนาคตได้อย่างมีประสิทธิภาพ</p>

<p><strong>ทั้งนี้การปรับลดราคาน้ำมันดีเซลดังกล่าวซึ่งเป็นผลจากมติที่ประชุมคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน</strong>&nbsp;(กบง.) โดยราชกิจจานุเบกษาได้เผยแพร่ประกาศคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน เรื่อง การปรับลดราคา ณ โรงกลั่น สำหรับน้ำมันดีเซลหมุนเร็ว สืบเนื่องจากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางระหว่างสหรัฐอเมริกา อิสราเอล และอิหร่าน ได้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อห่วงโซ่อุปทานน้ำมันเชื้อเพลิงในตลาดโลกและยังไม่มีแนวโน้มจะคลี่คลายในเร็ววัน ทำให้ราคาน้ำมันดิบและราคาน้ำมันสำเร็จรูปมีความผันผวนเป็นอย่างมาก กระทบต่อระดับราคาน้ำมันเชื้อเพลิงภายในประเทศ และเพิ่มภาระค่าครองชีพของประชาชนและต้นทุนการประกอบธุรกิจ เพื่อประโยชน์ในการแก้ไขและป้องกันการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง ที่ประชุมจึงเห็นชอบให้ปรับลดราคา ณ โรงกลั่น สำหรับน้ำมันดีเซลหมุนเร็ว B0 B7 และ B20 ลดลง 5.00 บาทต่อลิตร ตั้งแต่วันที่ 24 เมษายน 2569 จนถึงวันที่ 9 พฤษภาคม 2569 และลดลง 3.00 บาทต่อลิตร ตั้งแต่วันที่ 10 พฤษภาคม 2569 จนถึงวันที่ 19 พฤษภาคม 2569 โดยให้มีผลตั้งแต่วันที่ 24 เมษายน 2569 เป็นต้นไป</p>

<p><strong>นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน&nbsp;</strong>เปิดเผยว่า ที่ประชุม กบง. มีมติเห็นชอบปรับลดราคา ณ โรงกลั่น สำหรับน้ำมันดีเซลหมุนเร็ว เพื่อบรรเทาผลกระทบด้านค่าครองชีพของประชาชน และดูแลเสถียรภาพราคาพลังงานของประเทศในช่วงภาวะวิกฤตพลังงาน โดยให้ยกเลิกประกาศ กบง. เมื่อวันที่ 8 เมษายน 2569 และกำหนดอัตราปรับลดราคา ณ โรงกลั่นใหม่สำหรับน้ำมันดีเซลหมุนเร็ว B0 B7 และ B20 เป็น 2 ช่วง ซึ่งการพิจารณามาตรการดังกล่าวเป็นผลจากการติดตามสถานการณ์ด้านราคาน้ำมันและต้นทุนการกลั่นอย่างใกล้ชิด ภายหลังจากที่ กบง. มีมติเมื่อวันที่ 7 เมษายน 2569 เห็นชอบให้ปรับลดราคา ณ โรงกลั่น สำหรับน้ำมันดีเซลหมุนเร็วลง 2.00 บาทต่อลิตร และได้มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 9 เมษายน 2569 เป็นต้นมา เพื่อช่วยลดภาระค่าครองชีพและลดราคาขายปลีกน้ำมันแก่ประชาชน</p>

<p><strong>จากการรวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูลต้นทุน</strong>ในการกลั่นน้ำมันดิบจนเป็นน้ำมันเชื้อเพลิงของกลุ่มโรงกลั่นน้ำมันในช่วงวันที่ 1&ndash;16 เมษายน 2569 พบว่า เมื่อพิจารณาตามหลักการที่คำนึงถึงต้นทุนส่วนเพิ่มจากสถานการณ์ผิดปกติช่วงวิกฤตพลังงาน อาทิ Crude Premium, Product Premium, War Risk Premium, ค่าขนส่ง และค่าประกันภัย ยังปรากฏผลประโยชน์ส่วนเกินของกลุ่มโรงกลั่นน้ำมันอยู่ที่ 3.43 บาทต่อลิตร จึงเห็นควรนำผลประโยชน์ส่วนเกินดังกล่าวมาใช้เป็นส่วนลดราคา ณ โรงกลั่น สำหรับน้ำมันดีเซลหมุนเร็ว เพื่อให้ประชาชนได้รับประโยชน์อย่างเหมาะสม ภายใต้การคำนึงถึงความต่อเนื่องในการดำเนินธุรกิจของโรงกลั่นน้ำมันด้วย นอกจากนี้ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องยังได้ปรับปรุงแบบฟอร์มการรายงานข้อมูลจากโรงกลั่นน้ำมันให้มีมาตรฐานมากยิ่งขึ้น เพื่อให้สามารถแยกรายละเอียดต้นทุนและองค์ประกอบต่างๆ ได้อย่างครบถ้วนและแม่นยำมากขึ้น ซึ่งจะช่วยสนับสนุนการกำกับดูแลโครงสร้างราคาน้ำมันเชื้อเพลิงให้มีความโปร่งใส เป็นธรรม และสอดคล้องกับสถานการณ์จริง</p>

<p>ทั้งนี้ มาตรการนี้มีเป้าหมายเพื่อช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายด้านพลังงานของประชาชน เป็นการดูแลสมดุลระหว่างค่าครองชีพของประชาชนกับเสถียรภาพพลังงานของประเทศ โดยมุ่งบรรเทาภาระให้ประชาชนอย่างเป็นรูปธรรม</p>
]]></description>
<enclosure url='https://pscd.prd.go.th/th/file/get/file/20260424b93f5f2fa5b485a26ab9ee11fee22b4b101748.jpg' type='image/jpg' length='82021' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[รัฐบาล แจงสาเหตุ “ยกเลิก MOU 2544” รักษาผลประโยชน์ประเทศ เร่งแก้ปัญหาชายแดนภาคใต้]]></title>
<link>https://pscd.prd.go.th/th/content/category/detail/id/36/iid/497311</link>
<guid isPermaLink="false">4126211b313dd820325649df7f67a896</guid>
<pubDate>Fri, 24 Apr 2026 09:14:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://pscd.prd.go.th/cms/s308/u2692/24-04-69/186840_2_1024x1024.jpg" style="width: 100%;" /></p>

<p>&nbsp;</p>

<p><strong>นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย</strong>&nbsp;ได้เชิญนายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ นายฉัตรชัย บางชวด เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) และนายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เข้าพบ ก่อนที่จะมีการประชุมสภาความมั่นคงแห่งชาติ</p>

<p><strong>ภายหลังการประชุม นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า</strong>&nbsp;ได้มีการพูดคุยเรื่องการบริหารจัดการพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้เป็นสาระสำคัญ และเรื่องการจัดตั้งคณะพูดคุยสันติสุข ซึ่งเป็นการหมดวาระเนื่องจากพ้นตำแหน่งของรัฐบาลชุดที่ผ่านมา โดยในแต่ละรัฐบาล ต้องมีการแต่งตั้งผู้แทน ทั้งผู้แทนเจรจา และคณะกรรมการที่มากำกับดูแลในแต่ละด้านของความมั่นคง ทั้งนี้ได้แต่งตั้งนายฐนัตถ์ สุวรรณานนท์ ผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองแห่งชาติ มาเป็นหัวหน้าคณะพูดคุยสันติสุขจังหวัดชายแดนภาคใต้ อีกทั้งที่ประชุมยังได้เห็นชอบยกเลิกบันทึกความเข้าใจ (MOU) ระหว่างไทย-กัมพูชา ปี 2544 พร้อมระบุว่า MOU 44 สามารถยกเลิกได้โดยไม่จำเป็นต้องได้รับความเห็นชอบจากผู้ร่วมลงนาม ทั้งนี้หลังมีการยกเลิก MOU 44 จะใช้อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล ค.ศ.1982 (UNCLOS) เป็นหลักในการดำเนินการแทน สำหรับ MOU 43 ที่ประชุมยังให้คงไว้ตามเดิม เนื่องจากยังไม่มีประเด็นเพิ่มเติมที่จำเป็นต้องปรับเปลี่ยนในขณะนี้</p>

<p><strong>สำหรับเหตุผลในการยกเลิก MOU44 มีดังนี้</strong></p>

<p>1. MOU 44 เป็นกรอบการเจรจาการบริหารทรัพยากรร่วมกัน ที่อยู่ใต้ทะเล ระหว่าง ไทย และ กัมพูชา แต่ 20 กว่าปีที่ผ่านมา มีการเจรจากันเพียง 5 ครั้ง และไม่ได้ข้อสรุปที่เป็นประโยชน์แก่ทั้ง 2 ประเทศ ตรงกันข้ามกลับทำให้เกิดข้อพิพาทเรื่องเขตแดนทางทะเล ทำให้เกิดความขัดแย้งระหว่าง 2 ประเทศ และไม่มีแนวทางที่จะทำให้เกิดการพัฒนา และบริหารทรัพยากรร่วมกันได้</p>

<p>2. การยกเลิก MOU 44 เพื่อเป็นการยุติการเจรจาตามกรอบ MOU 44 หากฝ่ายกัมพูชายังคงต้องการ หรือเห็นประโยชน์จากการพัฒนา และบริหารทรัพยากรใต้ทะเล ร่วมกับไทยอีก ขอให้แสดงเจตนารมณ์ หรือแจ้งมาให้ทราบ เพื่อที่จะได้จัดกรอบการเจรจากันใหม่ ที่มีความเป็นไปได้ โดยไม่นำไปสู่ข้อพิพาทเรื่องเขตแดนทางทะเล เช่นที่ผ่านมา</p>

<p>3. ต้องยอมรับว่าสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่าง ไทย และ กัมพูชา หลายครั้ง ในช่วงเวลา 25 ปีที่ผ่านมา หลังจากมีการทำ MOU 44 เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้การเจรจาไม่คืบหน้า และไม่บรรลุเป้าหมายของ MOU 44 ที่กำหนดไว้ และหากสถานการณ์ความขัดแย้งยังคงมีอยู่เช่นปัจจุบันนี้ การเจรจาเพื่อพัฒนาและบริหารทรัพยากรใต้ทะเล ร่วมกัน เป็นเรื่องที่ยาก หลักการสำคัญคือต้องตกลงเขตแดนทางทะเลให้ได้ก่อน แล้วจึงหาแนวทางพัฒนา และบริหารร่วมกันบนพื้นฐานความจริงใจและแบ่งปันด้วยความเป็นธรรมทั้งสองฝ่าย</p>

<p><strong>การมี MOU 44 อายุ 25 ปี เจรจากันเพียง 5 ครั้ง</strong>&nbsp;ไม่สามารถดำเนินการได้ตามวัตถุประสงค์ ย่อมแสดงให้เห็นว่า MOU ฉบับนี้ ไม่อาจนำไปสู่การบรรลุเป้าหมายได้ การมีอยู่ของ MOU 44 นอกจากจะไม่สร้างประโยชน์แล้ว ยังก่อให้เกิดความหวาดระแวง ความขัดแย้งระหว่างสองประเทศ อีกด้วย จึงเห็นควรที่ต้องยกเลิก และวางกรอบการเจรจากันใหม่ เพื่อลดความขัดแย้ง และนำทรัพยากรมาใช้เป็นประโยชน์ได้จริง</p>

<p><strong>ทั้งนี้เมื่อวันที่ 9 เมษายน 2569</strong>&nbsp;นายกรัฐมนตรี ได้แถลงนโยบายของคณะรัฐมนตรีต่อรัฐสภา โดยกล่าวถึงนโยบายด้านการต่างประเทศและความมั่นคงของไทย ในหัวข้อที่ 9 ประเด็นการส่งเสริมความมั่นคงชายแดนให้ปราศจากภัยคุกคามทุกรูปแบบและการแก้ไขปัญหาข้ามแดนร่วมกับประเทศเพื่อนบ้าน เพื่อสร้างความสงบสุขให้กับสังคมไทย ในหัวข้อย่อย (9.2) ย้ำชัดว่า มุ่งสานต่อความพยายามในการแก้ไขสถานการณ์ไทย-กัมพูชา ด้วยสันติวิธีและกลไกทวิภาคีที่มีอยู่ รวมทั้งเร่งศึกษาแนวทางการยกเลิก MOU 2544 ซึ่งในที่ประชุม สมช. ครั้งนี้ได้มีมติเห็นชอบด้วยแล้ว สำหรับขั้นตอนหลังจาก สมช. มีมติแล้ว จะเสนอให้คณะรัฐมนตรีพิจารณา และมีมติคณะรัฐมนตรี เพื่อให้กระทรวงการต่างประเทศ ดำเนินการตามขั้นตอนต่อไป</p>

<p>ขณะที่นายฉัตรชัย บางชวด เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ เปิดเผยว่า ที่ประชุมเห็นชอบร่วมกัน 5 เรื่อง ได้แก่</p>

<p>1. มอบหมายกระทรวงศึกษาธิการ จัดระบบบริหารจัดการการศึกษาในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ทั้งในระดับโครงสร้าง ระดับวัฒนธรรม และระดับบุคคล เพื่อดูแลโรงเรียนสอนศาสนาอิสลามอย่างเหมาะสม พร้อมทั้งประสานงานด้านระบบต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง</p>

<p>2. เห็นชอบการเพิ่มประสิทธิภาพสมาชิกกองอาสารักษาดินแดน (อส.) เพื่อเตรียมความพร้อมเข้าสู่ระบบปกติในอนาคต โดยจะพิจารณางบประมาณบางส่วนเพื่อนำเสนอในขั้นตอนต่อไป สำหรับใช้ในการอบรมและเตรียมความพร้อมรองรับสถานการณ์ในอนาคต</p>

<p>3. เห็นชอบความร่วมมือกับประเทศมาเลเซีย เพื่อส่งเสริมการพัฒนาพื้นที่ด้านเศรษฐกิจให้เกิดประโยชน์ร่วมกัน รวมถึงการประสานงานด้านการบังคับใช้กฎหมายกับบุคคลที่กระทำผิด โดยจะมีมาตรการความร่วมมือที่ใกล้ชิดมากยิ่งขึ้น ตลอดจนการบริหารจัดการชายแดน เพื่อติดตามช่องทางและควบคุมการเข้า-ออกของบุคคลให้เหมาะสม โดยเฉพาะกลุ่มที่อาจเคลื่อนย้ายอาวุธหรือกำลังคนเข้ามาก่อความไม่สงบ ซึ่งไทยและมาเลเซียจะเพิ่มความร่วมมืออย่างใกล้ชิดมากขึ้น ส่วนกระบวนการพูดคุยสันติสุข นอกจากการดำเนินการร่วมกับมาเลเซียแล้วจะให้ความสำคัญกับกระบวนการพูดคุยภายในประเทศควบคู่กันไป เพื่อให้ทั้ง 2 ส่วนเชื่อมโยงกัน และนำไปสู่การแก้ไขปัญหาอย่างเป็นระบบ</p>

<p>4. เห็นชอบแต่งตั้ง นายฐนัตถ์ สุวรรณานนท์ ผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองแห่งชาติ เป็นหัวหน้าคณะพูดคุยสันติสุข โดยมี สมช. เป็นฝ่ายเลขานุการ</p>

<p>5. เห็นชอบแต่งตั้งผู้แทนของรัฐบาล เพื่อสานต่อจากรัฐบาลชุดที่แล้ว โดยกำหนดบุคคลที่มีความรู้และประสบการณ์ เป็นตัวแทนในการประสานและเชื่อมโยงการแก้ปัญหาภาคใต้ โดยไม่ซ้ำซ้อนกับหน่วยงานที่มีอยู่แล้ว นอกจากนี้ ที่ประชุมยังเห็นชอบแต่งตั้งที่ปรึกษาสภาความมั่นคงแห่งชาติ ในด้านต่างๆ รวม 7 ด้าน โดยมีพล.อ.สุพจน์ มาลานิยม อดีตเลขาธิการ สมช. เป็นหัวหน้าคณะที่ปรึกษา ซึ่งจะประกอบด้วยข้าราชการ นักวิชาการ และผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคง เพื่อร่วมสนับสนุนการทำงานในระยะต่อไป นอกจากนี้ พล.ท. นรธิป โพยนอก แม่ทัพภาคที่ 4 ในฐานะผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 (ผอ.รมน.ภาค 4) เข้าเยี่ยมคารวะและหารือกับนายอรุณ บุญชม จุฬาราชมนตรี พร้อมแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ตลอดจนรับฟังข้อเสนอแนะแนวทางการดำเนินงานด้านกิจการศาสนาอิสลาม โดยจุฬาราชมนตรีได้กล่าวแสดงความขอบคุณที่ให้การสนับสนุนกิจการศาสนาอิสลามด้วยดีมาโดยตลอด เพื่อเสริมสร้างประโยชน์แก่ชาวมุสลิมและสังคมไทยโดยรวม และยืนยันความพร้อมในการทำงานร่วมกันกับหน่วยงานภาครัฐทุกภาคส่วนอย่างใกล้ชิด ซึ่งการเข้าพบในครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้น และการประสานความร่วมมืออย่างมีเอกภาพระหว่างภาครัฐและองค์กรศาสนาอิสลาม ซึ่งถือเป็นรากฐานสำคัญในการขับเคลื่อนกิจการศาสนาอิสลามของประเทศ และส่งเสริมความเข้าใจอันดีระหว่างประชาชนต่างศาสนาในสังคมไทยให้ยั่งยืนต่อไป</p>
]]></description>
<enclosure url='https://pscd.prd.go.th/th/file/get/file/202604240ad0ad7df5cbbaba19869c8beb9c7131101507.jpg' type='image/jpg' length='103177' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[นายกฯ สั่งมหาดไทย ใช้ Single Command รับมือวิกฤต “เศรษฐกิจ มั่นคง สังคม สิ่งแวดล้อม” บำบัดทุกข์ บำรุงสุขประชาชน]]></title>
<link>https://pscd.prd.go.th/th/content/category/detail/id/36/iid/497222</link>
<guid isPermaLink="false">8cdec2ed844ff2f290dff1a901cacf89</guid>
<pubDate>Thu, 23 Apr 2026 13:39:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://pscd.prd.go.th/cms/s308/u2692/23-04-69/186710_1024x1024.jpg" style="width: 100%;" /></p>

<p>&nbsp;</p>

<p><span style="color:#000000;"><strong>นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย</strong>&nbsp;เป็นประธานการประชุมขับเคลื่อนภารกิจสำคัญกระทรวงมหาดไทย พร้อมมอบนโยบายและข้อสั่งการให้กับผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงมหาดไทย ผู้ว่าราชการจังหวัดทั่วประเทศ ผ่านระบบการประชุมทางไกล โดยนายพลพีร์ สุวรรณฉวี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย นายเจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย และนายวรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ร่วมมอบนโยบาย</span></p>

<p><span style="color:#000000;"><strong>นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า</strong>&nbsp;การประชุมครั้งนี้เป็นการติดตามสถานการณ์ด้านสาธารณภัย ความมั่นคง รวมทั้งการพัฒนาในมิติอื่นๆ ของประเทศ เพื่อร่วมกันหาทางออกและแก้ไขปัญหาสถานการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้น ซึ่งแม้ว่าประเทศจะมีปัญหาหรือมีวิกฤตการณ์ใดก็ตามที่เกี่ยวข้องกับประชาชน กระทรวงมหาดไทยคือหน่วยงานหลักในการบริหารราชการในส่วนภูมิภาคและส่วนท้องถิ่น ซึ่งหนีไม่พ้นที่จะใช้บทบาทของผู้ว่าราชการจังหวัดในการขับเคลื่อนนโยบายของรัฐบาล เพื่อให้การขับเคลื่อนงานภารกิจดังกล่าวเกิดผลเป็นรูปธรรมโดยเร็วที่สุด ขอให้ทุกหน่วยในกระทรวงมหาดไทยเร่งดำเนินการเชิงรุก รวดเร็ว เต็มที่ในการแก้ไขปัญหา ต่างๆ และเตรียมความพร้อมในภัยพิบัติในห้วงต่อไปด้วย</span></p>

<p><span style="color:#000000;"><strong>การดำเนินการที่ผ่านมา&nbsp;</strong>กระทรวงมหาดไทยมีความพยายามที่จะแก้ไขสถานการณ์ ทั้งในเชิงป้องกันและการรับมือกับสถานการณ์ต่างๆ แต่ต้องอาศัยการใช้งบประมาณของราชการไปจำนวนมาก ซึ่งทุกครั้งเมื่อเกิดสถานการณ์มักจะตรงไปที่การดูแลเยียวยาประชาชน แต่หากมองในภาพรวมงบประมาณที่ใช้ไปกับการเยียวยาเหล่านั้นแทบจะไม่ได้แก้ไขปัญหาให้กับประชาชน ดังนั้นการจ่ายเงินเยียวยาจึงไม่ใช่วิธีการแก้ไขปัญหา แต่สิ่งที่จะต้องทำคือจะต้องหาแนวทางป้องกัน ไม่ว่าจะเป็นการพัฒนาสาธารณูปโภคในพื้นที่ต่างๆ ของจังหวัด การบังคับใช้กฎหมาย กำกับควบคุมดูแลไม่ให้คนในพื้นที่กระทำการผิดกฎหมาย ซึ่งเป็นสิ่งที่ผู้บริหารกระทรวงมหาดไทยทุกคน โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ว่าราชการจังหวัดต้องบริหารราชการโดยไม่รอส่วนกลาง ทั้งนี้ขอให้จัดกลุ่มงาน เพื่อรับการสนับสนุนการทำงานอำนวยความสะดวกให้ผู้ว่าราชการจังหวัดทุกจังหวัดได้ปฏิบัติงานได้อย่างเต็มที่ โดยแบ่งเป็น 4 ภัยหลัก ได้แก่ ด้านเศรษฐกิจ ความมั่นคง สังคม และสิ่งแวดล้อม</span></p>

<p><span style="color:#000000;"><strong>ด้านเศรษฐกิจ&nbsp;</strong>การรับมือสถานการณ์วิกฤตพลังงาน จากสถานการณ์สู้รบในตะวันออกกลาง การเข้าถึงแหล่งพลังงาน ซึ่งในช่วงเทศกาลสงกรานต์ต้องขอบคุณผู้ว่าราชการจังหวัดทั่วประเทศที่ได้ปฏิบัติการให้บรรลุตามเป้าหมายทำให้ประชาชนได้เดินทางสัญจรกลับได้อย่างสะดวก การอำนวยความสะดวกผ่อนปรนเวลาเดินรถขนส่งน้ำมัน ช่วยลดปัญหาที่เกิดขึ้น รวมถึงการป้องกันการกักตุนน้ำมัน ซึ่งได้บูรณาการบริหารจัดการ ควบคุมดูแลสถานการณ์บริการน้ำมันในแต่ละจังหวัดได้เป็นอย่างดี ขอให้หน่วยงานรัฐวิสาหกิจในสังกัดกระทรวงมหาดไทย&nbsp; โดยเฉพาะ การไฟฟ้านครหลวง การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค ร่วมกับกรุงเทพมหานคร ศึกษาเรื่องมาตรการประหยัดไฟฟ้า เปิดปิดไฟในโซนพื้นที่จำเป็น รวมถึงมาตรการพลังงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อบรรเทาภาวะวิกฤตพลังงานในอนาคต</span></p>

<p><span style="color:#000000;"><strong>ขอให้ผู้ว่าราชการจังหวัด ในฐานะ &ldquo;รัฐบาลของจังหวัด&rdquo;&nbsp;</strong>เตรียมการอำนวยความสะดวกประชาชนในการลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการ &ldquo;ไทยช่วยไทย พลัส&rdquo; ตามที่รัฐบาลจะมีมาตรการในระยะอันใกล้นี้ รวมถึงบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ เพื่อส่งเสริมการกระตุ้นเศรษฐกิจ เสริมสภาพคล่องหมุนเวียนในเศรษฐกิจ การพัฒนาประเทศ ให้เกิดประโยชน์กับประชาชนสูงสุด โดยกรมการปกครอง ได้ขับเคลื่อนการผลักดัน &ldquo;รถพุ่มพวง&rdquo; ร่วมกับกระทรวงพาณิชย์ เพื่อกระจายสินค้าอุปโภคบริโภคราคายุติธรรมสู่ชุมชน และลดค่าครองชีพทั่วประเทศ โดยเฉพาะในพื้นที่ห่างไกล ซึ่งจากการสำรวจของฝ่ายปกครองใน 878 อำเภอ 76 จังหวัดทั่วประเทศ พบว่ามีรถพุ่มพวงในรูปแบบต่างๆ ทั้งรถจักรยานยนต์พ่วงข้าง สามล้อ และรถยนต์ รวมกว่า 22,302 คัน และรถจักรยานยนต์กว่า 10,377 คัน พร้อมทั้งได้จัดเก็บข้อมูลตลาดนัดและผลิตภัณฑ์ชุมชน เพื่อใช้เป็นฐานข้อมูลในการประสานความร่วมมือกับกระทรวงพาณิชย์ในการขับเคลื่อนมาตรการ ช่วยเหลือประชาชนอย่างเป็นรูปธรรม</span></p>

<p><span style="color:#000000;"><strong>ด้านความมั่นคงและสังคม</strong>&nbsp;การแก้ไขและพัฒนาพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยยึดหลัก &ldquo;เข้าใจ เข้าถึง และพัฒนา&rdquo; บูรณาการความมั่นคงควบคู่กับการพัฒนาเศรษฐกิจ และพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชน ขอให้ผู้ว่าราชการจังหวัด เน้นการสื่อสารเชิงสร้างสรรค์ บูรณาการทำงานร่วมกับตำรวจ ทหาร เป็นหนึ่งเดียวกัน มุ่งเน้นสร้างความเข้าใจและความเชื่อมั่นและความเป็นธรรมแก่ประชาชน ขอให้ผู้ว่าราชการจังหวัดได้ใช้อำนาจหน้าที่ที่มีอยู่บริหารจัดการอย่างเต็มที่</span></p>

<p><span style="color:#000000;"><strong>ด้านสิ่งแวดล้อม</strong>&nbsp;เรื่องการแก้ไขปัญหาไฟป่า หมอกควัน และฝุ่นละออง PM2.5 ถือเป็นนโยบายที่ได้มอบให้ทุกจังหวัดได้ถือปฏิบัติโดยเร่งด่วน จึงขอให้ผู้ว่าราชการจังหวัดทำหน้าที่เป็น &ldquo;Single Command&rdquo; สั่งการควบคุมสถานการณ์บริหารจัดการแบบเบ็ดเสร็จ ทันท่วงที และมีประสิทธิภาพสูง บูรณาการการปฏิบัติงานร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทุกภาคส่วน รวมไปถึงฝ่ายทหาร พลเรือน และความมั่นคง โดยวางแผนการควบคุมสถานการณ์บังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัดกับผู้กระทำผิด ประสานกับตำรวจ เจ้าพนักงานตามกฎหมาย อาทิ กรมป่าไม้ กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ซึ่งการลักลอบจุดไฟเผาป่าต้องไม่เกิดขึ้นและต้องดำเนินคดีอย่างเฉียบขาด ในการปฏิบัติการควบคุมไฟป่า ขอให้ร่วมกับหน่วยงานในพื้นที่จัดทำแนวกันไฟ ประสานขอความร่วมมือกับหน่วยงาน ที่มีอุปกรณ์และสรรพกำลังในการดับไฟป่า เพื่อสนับสนุนภารกิจในพื้นที่เสี่ยงหรือเข้าถึงยาก ซึ่งมีอากาศยานกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยที่พร้อมเข้าถึงพื้นที่ นอกจากนี้ได้ร่วมกับ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และกองทัพ พร้อมสนับสนุนยานพาหนะปฏิบัติการในพื้นที่เสี่ยง ประสานกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) และกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ในการใช้ข้อมูลเทคโนโลยี ติดตามหาจุดความร้อน &ldquo;Hotspot&rdquo; เพื่อวิเคราะห์และแก้ไขปัญหาอย่างแม่นยำ และสามารถเข้าไปดับไฟได้อย่างทันท่วงที ขอให้นำองค์ความรู้และเทคโนโลยีมาประยุกต์ในการป้องกันไฟป่า เช่น การนำแนวทางภูมิปัญญาชาวบ้าน ตามแนวคิด &ldquo;ป่าเปียก&rdquo; ที่มีแหล่งน้ำคลองไส้ไก่ สูบน้ำขึ้นไปยังที่สูงแล้วปล่อยลงมาให้ป่าเปียกชุ่มน้ำ ซึ่งจะช่วยให้ใบไม้แห้งเกิดความชื้นเปียก ลดโอกาสเกิดไฟป่าหมอกควันได้ ซึ่งกระทรวงพาณิชย์ กระทรวง อว. และ ดีอี นำระบบ Gistda มาใช้ติดตามระบุพื้นที่มีการปลูกพืชผลทางการเกษตรในประเทศเพื่อนบ้าน หากผลผลิตเกิดจากการเผาป่าหรือส่งผลต่อสิ่งแวดล้อม จะไม่อนุญาตให้นำเข้า หากมีการลักลอบนำเข้ามา ต้องดำเนินการทางกฎหมายอย่างเต็มที่ โดยไม่มีประโยชน์แอบแฝงเอื้อประโยชน์ต่อบุคคลใดบุคคลหนึ่ง โดยคำนึงถึงถึงชาวบ้านและประเทศชาติสูงสุด</span></p>

<p><span style="color:#000000;"><strong>ส่วนการป้องกันและแก้ไขปัญหาวาตภัยและพายุฤดูร้อน</strong>&nbsp;ขอให้ผู้ว่าราชการจังหวัด เตรียมการวางแผนให้พร้อม ร่วมกับกรมโยธาธิการและผังเมือง กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กำกับดูแลการสร้างแนวกันดิน บริหารจัดการน้ำในพื้นที่ จัดการไม่ให้มีสิ่งกีดขวาง ขยะมูลฝอย ซากพืช กีดขวางทางน้ำ ทำให้น้ำไหลลงไปแหล่งกักเก็บน้ำขนาดใหญ่หรือแม่น้ำสายหลักได้ ซึ่งเป็นสิ่งที่จะต้องวางแผน เพื่อช่วยลดผลกระทบจากภัยพิบัติที่จะเกิดในพื้นที่ได้ และขอให้ผู้บริหารรัฐวิสาหกิจในสังกัดกระทรวงมหาดไทย การไฟฟ้า การประปา องค์การตลาด องค์การจัดการน้ำเสีย หากมีเรื่องจำเป็นที่ส่งผลกระทบต่อการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยและภัยพิบัติ เกี่ยวข้องกับความเป็นอยู่ของประชาชน ขอให้ดำเนินการทันทีไม่รีรอ ถือว่าเป็น &ldquo;CSR&rdquo; โดยไม่ต้องคำนึงถึงผลกำไรหรือ &ldquo;KPI&rdquo; ขององค์กร สิ่งเหล่านี้ถือเป็นเครดิตที่จะทำประโยชน์ บรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนเป็นหลัก และช่วยเหลือประเทศชาติเป็นอันดับแรก ส่วนเรื่องการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก Net Zero ที่กระทรวงมหาดไทยเป็นหน่วยงานหลักร่วมกับองค์การสหประชาชาติ ผลักดันขับเคลื่อนทำให้ประเทศไทยมีจุดยืนบนเวทีโลก จึงขอให้ทุกคนได้ตระหนักและให้ความสำคัญ รวมถึงแลกเปลี่ยนแนวคิดเพื่อร่วมกันขับเคลื่อนประเทศไทยในเวทีสากลต่อไปได้</span></p>

<p><span style="color:#000000;"><strong>พร้อมเน้นย้ำให้ทุกคนเป็นหนึ่งเดียวกัน</strong>&nbsp;ทำงานให้กระทรวงมหาดไทย ประชาชน และประเทศ หากมีปัญหาอุปสรรคที่ต้องการหารือขอให้ไม่รีรอที่จะตรงเข้ามา ให้ถือว่าเป็นเหมือนเพื่อนร่วมงาน ไม่มีลำดับขั้น ไม่มีนาย และพร้อมสนับสนุนซึ่งกันและกันในทุกด้าน ร่วมกันปฏิบัติหน้าที่ &ldquo;บำบัดทุกข์ บำรุงสุข&rdquo; เพื่อประชาชน</span></p>

<p><span style="color:#000000;"><strong>ขณะที่กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย</strong>&nbsp;เดินหน้าเชิงรุกบูรณาการผู้ว่าราชการจังหวัดแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนจากสาธารณภัยตามนโยบายนายกรัฐมนตรี โดยการสู้ไฟป่า-PM2.5 ได้จัดเฮลิคอปเตอร์ KA-32 ปฏิบัติการดับไฟแล้วกว่า 288 เที่ยวบิน ใช้น้ำกว่า 8.6 แสนลิตร กำชับจังหวัดบังคับใช้กฎหมายเข้มงวด &ldquo;จับจริง&rdquo; ผู้ลักลอบเผาป่า สนับสนุนเครื่องสูบน้ำระยะไกลและเครื่องจักรกลเข้าพื้นที่ทันที การรับมือพายุฤดูร้อนได้สั่งการจังหวัดตรวจความแข็งแรงสิ่งปลูกสร้าง/ป้ายโฆษณา เตรียมความพร้อม อาสาสมัครป้องกันภัยฝ่ายพลเรือน (อปพร.) และอาสาสมัครกู้ภัย เข้าช่วยเหลือ 24 ชั่วโมง ส่วนงบประมาณและการเยียวยา ผู้ว่าราชการจังหวัดสามารถใช้เงินทดรองราชการฯ ช่วยเหลือประชาชนได้ทันที เร่งประสานกรมบัญชีกลาง จ่ายเงินชดเชยให้ถึงมือผู้ประสบภัยโดยเร็วที่สุด สำหรับการเตรียมความพร้อมเชิงรุก ได้จัดฝึกซ้อมแผนเสมือนจริง (Drill) 4 จังหวัดทุกภูมิภาค เร่งพัฒนาระบบสื่อสารสำรองและการบริหารศูนย์พักพิงชั่วคราว เน้นย้ำจังหวัดตรวจสอบข่าวปลอม และเร่งแจ้งข้อเท็จจริงให้ประชาชนทราบทันที</span></p>
]]></description>
<enclosure url='https://pscd.prd.go.th/th/file/get/file/20260423536f844f1461a546b937e61145e38956233948.jpg' type='image/jpg' length='122511' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[นายกฯ ยินดี Moody’s ปรับมุมมองไทยเป็น “มีเสถียรภาพ” คงอันดับ Baa1 สร้างความเชื่อมั่นนักลงทุน]]></title>
<link>https://pscd.prd.go.th/th/content/category/detail/id/36/iid/497221</link>
<guid isPermaLink="false">3bcf3af46500b48799dec2ac375f412e</guid>
<pubDate>Thu, 23 Apr 2026 12:29:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://pscd.prd.go.th/cms/s308/u2692/23-04-69/186708_1024x1024.jpg" style="width: 100%;" /></p>

<p>&nbsp;</p>

<p><span style="color:#000000;"><strong>นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย</strong>&nbsp;แสดงความยินดีต่อกรณีที่ บริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือ Moody&rsquo;s ปรับมุมมองความน่าเชื่อถือของประเทศไทยจาก &ldquo;เชิงลบ&rdquo; (Negative Outlook) เป็น &ldquo;มีเสถียรภาพ&rdquo; (Stable Outlook) และคงอันดับความน่าเชื่อถือของประเทศไทย (Sovereign Credit Rating) ไว้ที่ระดับ Baa1 (กลุ่มที่ลงทุนได้ Investment Grade เป็นระดับที่แสดงว่ามีความเสี่ยงต่ำถึงปานกลาง เหมาะสมสำหรับการลงทุน) สะท้อนความเชื่อมั่นต่อพื้นฐานเศรษฐกิจไทยและทิศทางนโยบายของรัฐบาล ซึ่งการปรับมุมมองดังกล่าวมีปัจจัยสนับสนุนจากแนวโน้มเศรษฐกิจไทยที่มีเสถียรภาพมากขึ้น ทั้งจากปัจจัยภายในและภายนอกประเทศ โดยเสถียรภาพทางการเมืองและความต่อเนื่องของนโยบายรัฐบาล ช่วยลดความไม่แน่นอน และเอื้อต่อการปฏิรูปเศรษฐกิจในระยะยาว ประกอบกับการลงทุนภาคเอกชนเริ่มฟื้นตัวอย่างต่อเนื่อง มีผลจากมาตรการส่งเสริมของรัฐบาล อาทิ Thailand Fast Pass ซึ่งช่วยสนับสนุนการจ้างงานและการเติบโตทางเศรษฐกิจในอนาคต แม้ระดับหนี้ภาครัฐมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่ยังอยู่ในระดับที่บริหารจัดการได้ และไม่กระทบต่อเสถียรภาพโดยรวม อีกทั้งประเทศไทยยังมีฐานะการเงินระหว่างประเทศที่เข้มแข็ง และมีเงินสำรองเพียงพอรองรับความผันผวนจากเศรษฐกิจโลก</span></p>

<p><span style="color:#000000;"><strong>ขณะเดียวกัน ดัชนีความเชื่อมั่นด้านการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศประจำปี 2569</strong>&nbsp;(The 2026 Kearney FDI Confidence Index: FDICI) ระบุว่า ประเทศไทยกลับเข้าสู่ 25 อันดับแรกของโลกได้อีกครั้ง หลังจากไม่ติดอันดับต่อเนื่อง 2 ปี (2567&ndash;2568) นับจากปี 2566 สะท้อนว่าประเทศไทยกลับมาอยู่ในความสนใจของนักลงทุนต่างชาติอีกครั้ง เป็นผลจากนโยบายส่งเสริมการลงทุนของรัฐบาลที่มุ่งเป้าอย่างชัดเจน ผ่านการขยายสิทธิประโยชน์ของคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ในอุตสาหกรรมแห่งอนาคต อาทิ Data Center ยานยนต์ไฟฟ้า และพลังงานสะอาด ควบคู่กับการเร่งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและอำนวยความสะดวกแก่นักลงทุน ซึ่งมีส่วนสำคัญในการฟื้นความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจ</span></p>

<p><span style="color:#000000;"><strong>การที่ Moody&rsquo;s ปรับมุมมองความน่าเชื่อถือของไทยเป็น &ldquo;มีเสถียรภาพ&rdquo;&nbsp;</strong>ควบคู่กับการที่ประเทศไทยกลับเข้าสู่ 25 อันดับแรกของโลกในดัชนีความเชื่อมั่นด้านการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDICI) สะท้อนอย่างชัดเจนว่า ความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติที่มีต่อประเทศไทยกำลังฟื้นตัวอย่างต่อเนื่อง ทั้งด้านเสถียรภาพเศรษฐกิจและทิศทางนโยบายภาครัฐ ซึ่งจะเป็นแรงสนับสนุนสำคัญต่อการดึงดูดการลงทุนใหม่ การขยายตัวทางเศรษฐกิจ และการยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะต่อไป รัฐบาลจะเดินหน้าดูแลผลกระทบทางเศรษฐกิจต่อประชาชนอย่างใกล้ชิด ควบคู่กับการรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ และเร่งวางรากฐานเพื่อยกระดับศักยภาพประเทศ มุ่งสู่การเติบโตอย่างเข้มแข็งและยั่งยืนในระยะกลางและระยะยาว ตามนโยบายที่ได้ให้ไว้กับประชาชน</span></p>

<p><span style="color:#000000;"><strong>นอกจากนี้ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง&nbsp;</strong>ได้อธิบายถึงเหตุผลและปัจจัยที่สำคัญของการปรับมุมมองความน่าเชื่อถือของประเทศไทยจาก &ldquo;เชิงลบ&rdquo; เป็น &ldquo;มีเสถียรภาพ&rdquo; และการคงอันดับความน่าเชื่อถือของประเทศไทย ที่ Baa1 จากบริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือ Moody&rsquo;s ว่า</span></p>

<p><span style="color:#000000;">1. เสถียรภาพของรัฐบาลช่วยลดความไม่แน่นอนทางการเมืองที่เคยเป็นปัจจัยลบของเศรษฐกิจไทย และการสนับสนุนความต่อเนื่องของนโยบายที่มีแนวทางการปฏิรูปเศรษฐกิจเพื่อสร้างเครื่องยนต์ทางเศรษฐกิจใหม่อย่างชัดเจน โดยในระยะข้างหน้า หากรัฐบาลสามารถดำเนินการปฏิรูปเชิงโครงสร้างได้ตามแผน อาทิ การปรับปรุงกฎระเบียบให้มีความยืดหยุ่นและเอื้อต่อการประกอบธุรกิจมากขึ้น รวมถึงการเปิดเสรีตลาดพลังงานเพื่อเพิ่มการแข่งขันและส่งเสริมบทบาทของภาคเอกชน จะช่วยสนับสนุนการเติบโตของเศรษฐกิจไทยและเอื้อให้ฐานะการคลังทยอยปรับตัวดีขึ้นต่อไป</span></p>

<p><span style="color:#000000;">2. การปรับมุมมองความน่าเชื่อถือของไทยเกิดจากการคลี่คลายของความเสี่ยงจากปัจจัยภายนอก โดยเฉพาะความไม่แน่นอนจากนโยบายการจัดเก็บภาษีศุลกากรตอบโต้ (Reciprocal Tariff) ที่ลดลงภายหลังการเจรจา ส่งผลให้อัตราภาษีศุลกากรต่อสินค้าไทยถูกปรับมาอยู่ในระดับใกล้เคียงกับประเทศในภูมิภาค นอกจากนี้ แม้ว่าวิกฤตราคาพลังงานโลกจะเพิ่มแรงกดดันให้กับเศรษฐกิจไทยและอาจส่งผลต่อภาระหนี้ของรัฐบาล แต่ระดับความเสี่ยงดังกล่าวยังคงอยู่ในกรอบที่เทียบเคียงได้กับกลุ่มประเทศที่มีอันดับความน่าเชื่อถือระดับเดียวกัน (Peers)</span></p>

<p><span style="color:#000000;">3. การลงทุนภาคเอกชนฟื้นตัวอย่างต่อเนื่อง โดยได้รับแรงสนับสนุนจากยอดขอรับการส่งเสริมการลงทุนที่เพิ่มขึ้น ควบคู่กับการดำเนินมาตรการสนับสนุนของภาครัฐอย่าง Thailand Fast Pass ซึ่งมีส่วนช่วยให้การลงทุนภาคเอกชนเร่งตัวขึ้นในช่วงไตรมาส 4 ของปีที่ผ่านมา โดยการลงทุนเป็นปัจจัยสำคัญในการสร้างศักยภาพการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจในระยะยาว ซึ่งที่ผ่านมาถูกมองเป็นจุดอ่อนของเศรษฐกิจไทย</span></p>

<p><span style="color:#000000;">4. หนี้ภาครัฐบาลต่ออัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ (Government Debt to GDP) คาดว่าจะเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 60 และ 62 ในปีงบประมาณ 2569 และ 2571 ตามลำดับ อันเป็นผลจากการดำเนินนโยบายการคลังแบบขาดดุลเพื่อสนับสนุนการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ อย่างไรก็ดี ประเทศไทยยังคงมีความสามารถในการชำระหนี้อยู่ในระดับที่ดี โดยมีตลาดทุนและตลาดตราสารหนี้ในประเทศที่สามารถรองรับการระดมทุนของภาครัฐได้ในทุกวัฏจักรเศรษฐกิจ อีกทั้งโครงสร้างหนี้ส่วนใหญ่เป็นสกุลเงินบาท และมีอายุเฉลี่ยของหนี้ค่อนข้างยาว ซึ่งเอื้ออำนวยต่อการบริหารจัดการภาระหนี้ ทั้งนี้ สัดส่วนภาระดอกเบี้ยต่อรายได้รัฐบาล (Interest Payment to Government Revenue) คาดว่าจะอยู่ที่ร้อยละ 6 ในปีงบประมาณ 2569 ซึ่งอยู่ในระดับที่ต่ำกว่ากลุ่มประเทศที่มีอันดับความน่าเชื่อถือระดับเดียวกัน</span></p>

<p><span style="color:#000000;">5. ประเทศไทยยังคงมีฐานะการเงินต่างประเทศที่แข็งแกร่งและมีเงินทุนสำรองระหว่างประเทศในระดับสูง โดย ณ เดือนมีนาคม 2569 มีเงินทุนสำรองระหว่างประเทศกว่า 23.8 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งสามารถรองรับการนำเข้าสินค้าและบริการได้มากถึง 7 เดือน ขณะเดียวกัน สัดส่วนหนี้ที่จะครบกำหนดในระยะสั้นและระยะยาวต่อเงินทุนสำรองระหว่างประเทศ คาดว่าอยู่ที่ประมาณร้อยละ 45 ถึง 50 ในปี 2569 ซึ่งเป็นระดับที่เพียงพอกับการรองรับความผันผวนจากปัจจัยภายนอก</span></p>

<p><span style="color:#000000;">6. ปัจจัยสำคัญที่ Moody&rsquo;s จะติดตามสำหรับการพิจารณาการจัดอันดับความน่าเชื่อถือของประเทศไทย ได้แก่ ศักยภาพการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศไทย เมื่อเปรียบเทียบกับกลุ่มประเทศที่มีอันดับความน่าเชื่อถือระดับเดียวกัน ความคืบหน้าของการปฏิรูปเชิงโครงสร้าง ตลอดจนการบริหารจัดการทางการคลังและภาระหนี้ของรัฐบาล</span></p>

<p><span style="color:#000000;"><strong>จากผลการประเมินอันดับความน่าเชื่อถือของประเทศไทยดังกล่าว</strong>&nbsp;สะท้อนให้เห็นถึงความเชื่อมั่นต่อทิศทาง การดำเนินนโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาลที่ใช้มาตรการทางการคลังแบบมุ่งเป้า (Targeted Fiscal Support) เพื่อบรรเทาผลกระทบในระยะสั้น ควบคู่กับการเร่งการลงทุน การปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ และการยกระดับผลิตภาพ เพื่อเพิ่มศักยภาพการเติบโตของประเทศในระยะยาว ทั้งนี้ในระยะต่อไป บริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือจะให้ความสำคัญกับความต่อเนื่องของนโยบาย และผลลัพธ์จากการดำเนินนโยบาย (Policy Execution) เป็นหลัก ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญต่อการประเมินแนวโน้มความน่าเชื่อถือของประเทศไทยในอนาคต การปรับมุมมองความน่าเชื่อถือในครั้งนี้สะท้อนว่า พื้นฐานเศรษฐกิจและเสถียรภาพของประเทศไทยยังคงแข็งแกร่ง และแนวทางนโยบายที่รัฐบาลดำเนินการอยู่นั้นมาถูกทาง โดยมุ่งดูแลเศรษฐกิจและประชาชนในระยะสั้นอย่างมุ่งเป้าควบคู่กับการเร่งสร้างเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ในระยะยาว สิ่งสำคัญต่อจากนี้คือการเดินหน้านโยบายอย่างต่อเนื่อง และทำให้เกิดผลจริง เพื่อยกระดับศักยภาพการเติบโตและความแข็งแกร่งของเศรษฐกิจไทยในระยะยาว</span></p>
]]></description>
<enclosure url='https://pscd.prd.go.th/th/file/get/file/2026042313a5b601b536fe081b3db3c173bcc5e8233446.jpg' type='image/jpg' length='107164' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[ครม. เห็นชอบตั้ง “กองทุนเพื่อการสงเคราะห์และฟื้นฟูผู้ประสบสาธารณภัย” ขยายเวลาจ่ายเงินค่าปลงศพเหตุน้ำท่วมใต้ ถึง 8 มิ.ย.]]></title>
<link>https://pscd.prd.go.th/th/content/category/detail/id/36/iid/496783</link>
<guid isPermaLink="false">0115697e708d3777ae3eaab4bba3a4f5</guid>
<pubDate>Wed, 22 Apr 2026 12:06:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://pscd.prd.go.th/cms/s308/u2692/22-04-69/186492_1024x1024.jpg" style="width: 100%;" /></p>

<p>&nbsp;</p>

<p><span style="color:#000000;"><strong>ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี มีมติเห็นชอบการจัดตั้ง</strong>&nbsp;</span><a><span style="color:#000000;">&ldquo;กองทุนเพื่อการสงเคราะห์และฟื้นฟูผู้ประสบสาธารณภัย&rdquo;</span></a><span style="color:#000000;">&nbsp;ขึ้นในกฎหมายว่าด้วยการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย โดย &ldquo;แก้ไขเพิ่มเติม&rdquo; พระราชบัญญัติป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย พ.ศ. 2550 เพื่อให้การสงเคราะห์ ช่วยเหลือ เยียวยา และฟื้นฟูผู้ประสบสาธารณภัย เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ดำเนินการได้อย่างต่อเนื่องไม่ติดขัด</span></p>

<p><span style="color:#000000;"><strong>เนื่องจากพระราชบัญญัติดังกล่าว</strong>&nbsp;เป็นกฎหมายหลักที่ใช้มากว่า 18 ปี ถือเป็นกฎหมายหลักและเครื่องมือสำคัญ ที่กำหนดบทบาทและอำนาจรัฐในการจัดการสาธารณภัยให้มีประสิทธิภาพและเป็นเอกภาพ แต่ปัจจุบันภัยพิบัติเกิดถี่และรุนแรงขึ้น แม้รัฐมีการช่วยเหลือผ่านงบกลาง แต่ข้อจำกัดด้านงบประมาณทำให้การเยียวยาล่าช้า ตั้งแต่ปี 2546-2569 รัฐใช้งบช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติรวมประมาณ 123,667,000,000 บาท เฉลี่ยจ่ายเงินช่วยเหลือเยียวยาผู้ประสบภัยพิบัติปีละประมาณ 5,300,000,000 บาท โดยเฉพาะในปี พ.ศ. 2569 รัฐบาลได้ให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติ จากงบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น เป็นเงินทั้งสิ้น 25,099,404,000 บาท ส่งผลให้ประเทศต้องใช้งบประมาณจำนวนมากในการช่วยเหลือเยียวยาผู้ประสบภัยพิบัติและสูญเสียโอกาสในการนำงบประมาณไปใช้เพื่อการพัฒนาประเทศด้านต่างๆ</span></p>

<p><span style="color:#000000;"><strong>ดังนั้น การจัดตั้งกองทุนเพื่อการสงเคราะห์และฟื้นฟู</strong>ผู้ประสบสาธารณภัยขึ้นในกฎหมายว่าด้วยการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย จะทำให้ &ldquo;มีแหล่งเงิน&rdquo; สำหรับการสงเคราะห์ ช่วยเหลือเยียวยา และฟื้นฟู ผู้ประสบสาธารณภัยได้อย่างรวดเร็ว ทั่วถึงและต่อเนื่อง เกิดความยืดหยุ่น ลดขั้นตอนกระบวนการในการเบิกจ่ายเงินช่วยเหลือเยียวยา&nbsp; ซึ่งจะเป็น &ldquo;หลักประกัน&rdquo; ความต่อเนื่องด้านการคลัง ลดภาระงบประมาณของรัฐบาล และเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารงบประมาณของประเทศนำไปสู่การฟื้นฟูที่ดีและปลอดภัยกว่าเดิม รวมถึงเยียวยาได้ทุกกลุ่มเป้าหมายโดยเฉพาะกลุ่มเปราะบาง</span></p>

<p><span style="color:#000000;"><strong>ทั้งนี้ การดำเนินการดังกล่าวสอดคล้องกับนโยบายของนายกรัฐมนตรี</strong>&nbsp;ที่ได้แถลงไว้ต่อรัฐสภามุ่งพัฒนาระบบการดูแลประชาชนเมื่อเกิดภัยพิบัติให้ครอบคลุมประชาชนทุกครัวเรือน โดยออกแบบกลไกการบริหารจัดการที่เหมาะสมกับบริบทของประเทศ คำนึงถึงความยั่งยืนทางการคลัง และสามารถให้ความคุ้มครองและเยียวยาผลกระทบได้อย่างรวดเร็ว เป็นธรรม</span></p>

<p><span style="color:#000000;"><strong>นอกจากนี้ คณะรัฐมนตรียังมีมติเห็นชอบให้ทบทวนมติคณะรัฐมนตรี</strong>&nbsp;เมื่อวันที่ 9 ธันวาคม 2568 เรื่องขอความเห็นชอบในหลักเกณฑ์ แนวทางและอัตราการจ่ายเงินค่าปลงศพผู้ประสบอุทกภัย และขอรับการสนับสนุนงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 งบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น เพื่อจ่ายเงินค่าปลงศพผู้ประสบอุทกภัยเพิ่มเติม ในส่วนที่กำหนดให้ &ldquo;ให้จังหวัดที่มีผู้ประสบอุทกภัยเสียชีวิตเร่งรัดดำเนินการตามหลักเกณฑ์และช่วยเหลือให้แล้วเสร็จ ภายใน 90 วัน ตั้งแต่วันที่ได้รับการจัดสรรงบประมาณเพิ่มเติม&rdquo; โดยขอขยายระยะเวลาในการดำเนินการตามมติคณะรัฐมนตรีออกไปจนถึงวันที่ 8 มิถุนายน 2569 ตามที่กระทรวงมหาดไทย โดยกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) เสนอ</span></p>

<p><span style="color:#000000;"><strong>ทั้งนี้ มติคณะรัฐมนตรีเดิมเมื่อวันที่ 9 ธันวาคม 2568</strong>&nbsp;เห็นชอบและอนุมัติกรอบวงเงิน เพื่อจ่ายเงินค่าปลงศพผู้ประสบอุทกภัย ตั้งแต่วันที่ 17-30 พฤศจิกายน 2568 จำนวนเงิน 164,000,000 บาท&nbsp;</span><a><span style="color:#000000;">ในพื้นที่จังหวัดสงขลา สุราษฎร์ธานี</span></a><span style="color:#000000;">&nbsp;นครศรีธรรมราช พัทลุง ปัตตานี ยะลา นราธิวาส สตูล และตรัง โดยให้จังหวัดที่มีผู้ประสบอุทกภัยเสียชีวิตดังกล่าวเร่งรัดดำเนินการ ซึ่งระยะเวลาการช่วยเหลือฯ สิ้นสุดลงในวันที่ 10 มีนาคม 2569 แต่การดำเนินการจ่ายเงินค่าปลงศพให้แก่ทายาทผู้ประสบอุทกภัยยังไม่เสร็จสิ้นและไม่สามารถดำเนินการได้ทันภายในระยะเวลาที่กำหนด&nbsp;</span><a><span style="color:#000000;">โดยข้อมูล ณ วันที่&nbsp;</span></a><span style="color:#000000;">16 เมษายน 2569 พบว่า การจ่ายเงินค่าปลงศพผู้ประสบอุทกภัย ในพื้นที่ 9 จังหวัด ที่ผ่านมา จำนวน 54 ราย ไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์ จำนวน 1 ราย คงเหลืออยู่ระหว่างจังหวัดดำเนินการ จำนวน 109 ราย บางส่วนที่ตกค้างเนื่องจากต้องตามหาญาติ และบางส่วนครอบครัวผู้เสียชีวิตยังตกลงไม่ได้ที่จะให้ใครเป็นผู้รับเงินค่าปลงศพ จึงยังไม่ได้ส่งข้อมูลมาที่ ปภ. ตามกำหนดเวลาการจ่ายเงินค่าปลงศพ จึงให้ขยายระยะเวลาออกไปถึงวันที่ 8 มิถุนายน 2569 เพื่อให้ครอบครัวของผู้เสียชีวิตจากกรณีอุทกภัยได้รับการเยียวยาอย่างทั่วถึงและเป็นธรรม</span></p>
]]></description>
<enclosure url='https://pscd.prd.go.th/th/file/get/file/20260422b9d3d3ecb9c3a6b82af018bce86616c5160640.jpg' type='image/jpg' length='188503' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[นายกฯ นำ รมต. ลงเชียงใหม่ สั่งใช้ “Single Command” แก้ไฟป่า ฝุ่น PM2.5 ภัยแล้ง ฝุ่นข้ามแดน ดูแลสุขภาพประชาชน]]></title>
<link>https://pscd.prd.go.th/th/content/category/detail/id/36/iid/496457</link>
<guid isPermaLink="false">90976d542a2f1ee7e29685f1fcdbb195</guid>
<pubDate>Tue, 21 Apr 2026 13:04:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://pscd.prd.go.th/cms/s308/u2692/21-04-69/185485_1024x1024.jpg" style="width: 100%;" /></p>

<p>&nbsp;</p>

<p><strong>นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย</strong>&nbsp;พร้อมด้วยคณะรัฐมนตรี ได้แก่ นายทรงศักดิ์ ทองศรี รองนายกรัฐมนตรี นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ พลโท อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข และนายเจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ลงพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อติดตามสถานการณ์ไฟป่าและหมอกควันอย่างใกล้ชิด โดยนายกรัฐมนตรีเป็นประธานการประชุมที่กองพลทหารราบที่ 7 อำเภอแม่ริม</p>

<p><strong>นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า</strong>&nbsp;การลงพื้นที่ในครั้งนี้ มีเป้าหมายสำคัญในการติดตามและแก้ไขปัญหาไฟป่า ฝุ่น PM2.5 รวมถึงสถานการณ์ภัยแล้งอย่างเป็นระบบ พร้อมทั้งกำหนดมาตรการเพิ่มเติมและเร่งรัดการบังคับใช้กฎหมายต้องใช้กลไกท้องที่และท้องถิ่นดำเนินการอย่างจริงจังเข้มข้น ไม่ให้มีการปล่อยปละละเลยหรือละเว้นต่อการแก้ปัญหา เพื่อให้การดูแลประชาชนเป็นไปอย่างครอบคลุมทุกมิติ และยังสั่งการในที่ประชุมให้การบริหารจัดการเป็นไปแบบ &ldquo;Single Command&rdquo; โดยมอบอำนาจการตัดสินใจให้ผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นผู้บัญชาการในพื้นที่อย่างเบ็ดเสร็จ พร้อมจัดตั้ง War Room และเปิดให้ประชาชนมีส่วนร่วมเสนอแนะแนวทางแก้ไขปัญหา โดยเน้นย้ำให้ทุกหน่วยงานบูรณาการการทำงานอย่างใกล้ชิด มีการแลกเปลี่ยนข้อมูลและใช้ศักยภาพของแต่ละหน่วยงานอย่างเต็มที่ โดยเฉพาะการสนับสนุนข้อมูลจากดาวเทียมและเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้หน่วยงานสามารถเฝ้าระวังและวางแผนแก้ไขปัญหาได้อย่างแม่นยำ ตรงจุด และทันต่อสถานการณ์ ยืนยันว่ารัฐบาลจะสนับสนุนงบประมาณ กำลังคน และทรัพยากรอย่างเต็มที่ เพื่อเร่งคลี่คลายสถานการณ์ โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคเหนือตอนบน 8 จังหวัด</p>

<p><strong>ปัจจุบันพบจุดความร้อนในพื้นที่ประเทศเพื่อนบ้านสะสมกว่า 500,000 จุด</strong>&nbsp;ส่วนในประเทศไทย จุดความร้อนส่วนใหญ่ยังเกิดในพื้นที่ป่ากว่า 40,989 จุด รองลงมาเป็นพื้นที่เกษตร โดยเฉพาะไร่ข้าวโพดและพื้นที่ไร่หมุนเวียน 2,951 จุด และ พื้นที่เกษตรอื่น ๆ 2,109 จุด ซึ่งรัฐบาลได้ดำเนินมาตรการเชิงรุกควบคู่กัน ทั้งการรณรงค์ลดการเผาในพื้นที่เกษตร การส่งเสริมการผลิตปุ๋ยอินทรีย์ และการเสริมสร้างศักยภาพเกษตรกร รวมถึงการมีส่วนร่วมของชุมชนอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้สถานการณ์ในพื้นที่บางจังหวัดดีขึ้น เช่น จังหวัดเชียงใหม่ จำนวนจุดความร้อนลดลงจากหลักหมื่นจุด เหลือในพื้นที่เกษตรเพียง 26 จุด และในพื้นที่ ส.ป.ก. 225 จุด ส่วนปัจจัยจากภายนอกประเทศ พบว่าฝุ่น PM2.5 ประมาณร้อยละ 30&ndash;40 เป็นฝุ่นข้ามแดน รัฐบาลจึงใช้ทั้งกลไกความร่วมมือในระดับอาเซียนควบคู่กับมาตรการภายในประเทศ โดยเฉพาะการควบคุมการนำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ที่ปลอดจากการเผา ซึ่งกระทรวงพาณิชย์ได้ออกมาตรการตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2569 ส่งผลให้ปริมาณการนำเข้าข้าวโพดลดลงร้อยละ 70 สะท้อนถึงความเข้มงวดของมาตรการและการปรับตัวของผู้นำเข้า</p>

<p><strong>ด้านสภาพอากาศ</strong>&nbsp;ปีนี้มีความแห้งแล้งมากกว่าปกติ ทำให้เกิดไฟป่าได้ง่าย และคาดว่าจะมีปรากฏการณ์เอลนีโญในช่วงกลางปี ซึ่งอาจทำให้ปริมาณฝนต่ำกว่าค่าเฉลี่ย จึงสั่งการให้มีการบริหารจัดการน้ำอย่างใกล้ชิด กำหนดพื้นที่เสี่ยงภัยแล้งล่วงหน้า และเพิ่มการกักเก็บน้ำในเขื่อนและอ่างเก็บน้ำ โดยปัจจุบันยังไม่พบพื้นที่ขาดแคลนน้ำ คาดว่าหลังวันที่ 21 เมษายน 2569 สภาพอากาศจะเอื้อต่อการทำฝนหลวงมากขึ้น เนื่องจากค่าความชื้นสัมพัทธ์เพิ่มสูงขึ้น ซึ่งจะช่วยบรรเทาสถานการณ์ฝุ่นได้ในระยะต่อไป</p>

<p>ในด้านการดูแลสุขภาพประชาชน เน้นย้ำให้มีความพร้อมด้านยารักษาโรคทางเดินหายใจอย่างเพียงพอ โดยกระทรวงสาธารณสุขได้เตรียมความพร้อมในสถานพยาบาล ทั้งการจัดตั้งห้องปลอดฝุ่น คลินิกปลอดฝุ่นการให้บริการทางไกล และการแจกหน้ากากป้องกันฝุ่น N95 กว่า 5 ล้านชิ้น เพื่อดูแลประชาชนอย่างทั่วถึง</p>

<p><strong>สำหรับสถานการณ์คุณภาพน้ำในพื้นที่ชายแดน</strong>&nbsp;จากการตรวจสอบคุณภาพน้ำในแม่น้ำรวก แม่น้ำสาย และแม่น้ำกก ของกรมอนามัยและกรมปศุสัตว์ ยังไม่พบการปนเปื้อนของสารหนูเกินค่ามาตรฐาน ซึ่งทางการไทยจะประสานความร่วมมือเพื่อตรวจสอบในพื้นที่ฝั่งประเทศเมียนมา ผ่านกลไกประเทศที่สาม ได้แก่ ญี่ปุ่นและออสเตรเลีย พร้อมทั้งเร่งติดตั้งสถานีตรวจวัดเพิ่มเติมเพื่อเฝ้าระวังอย่างต่อเนื่อง ยืนยันว่ารัฐบาลจะติดตามสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง และเร่งทำงานอย่างเต็มที่ เพื่อดูแลประชาชนให้ผ่านสถานการณ์นี้ไปได้อย่างปลอดภัย</p>

<p>นอกจากนี้ยังได้สั่งการแต่งตั้ง &ldquo;คณะกรรมการป้องกันภัยพิบัติในภูมิภาค&rdquo; โดยให้นายทรงศักดิ์ ทองศรี รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานคณะกรรมการ เพื่อให้เกิดการบูรณาการอย่างเป็นรูปธรรมในนามรัฐบาล สามารถสั่งการลงไปยังฝ่ายปฏิบัติได้โดยตรง เพื่อให้การทำงานเป็นไปอย่างมีเอกภาพ</p>

<p><strong>อีกทั้ง นายกรัฐมนตรียังได้นำคณะลงพื้นที่ติดตามภารกิจดับไฟป่า</strong>&nbsp;ตามแนวคิด &ldquo;ป่าเปียก (Wet Fire Break)&rdquo; และติดตามการนำเทคโนโลยีอากาศยานไร้คนขับ (UAV) ขนาดใหญ่ สำรวจและดับไฟป่าในพื้นที่ พร้อมให้กำลังใจและพบปะเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติการควบคุมไฟป่าพื้นที่ดอยสะเก็ด โดยย้ำว่าจะต้องเน้นที่การป้องกันมากกว่าการแก้ไขปัญหา ซึ่งรัฐบาลต้องขอบคุณเจ้าหน้าที่ทุกคนในความเสียสละ เสี่ยงทั้งภัย ความร้อน ระบบทางเดินหายใจ ทุกคนคือด่านหน้าในการดูแลป่า ดูแลสภาพอากาศให้กับคนไทยทั้งประเทศ ดังนั้นรัฐบาลจะช่วยเหลือสนับสนุนการทำงานของทุกคน ยังยืนยันว่ารัฐบาลจะทำทุกวิถีทางให้เกิดความปลอดภัยและสภาพสิ่งแวดล้อมที่ดีในภูมิภาค โดยเฉพาะพื้นที่ภาคเหนือตอนบน แม้ว่าอีก 2 เดือนจะเข้าสู่ฤดูฝนแต่จะรอไม่ได้ เพราะหลังจากที่ได้สุ่มลงพื้นที่ไปตรวจราชการที่จังหวัดเชียงราย พบว่า นักท่องเที่ยวลดลง ทำให้เสียโอกาสในการสร้างรายได้ให้กับประชาชนจากการท่องเที่ยวไปอย่างมาก อย่างไรก็ตามในการปฏิบัติงานต้องระมัดระวังตนเองด้วย ต้องไม่เสี่ยงชีวิต หากพบว่าเป็นจุดความร้อนที่มีอันตรายสูงมาก ต้องหาวิธีที่เหมาะสมในการลดผลกระทบจากความรุนแรง โดยมีผู้ว่าราชการจังหวัดติดตามอย่างใกล้ชิด ขณะที่นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ได้ระดมหน่วยปฏิบัติการฝนหลวงขึ้นบินต่อเนื่องกว่า 400 เที่ยวบิน ในช่วงที่ผ่านมา เพื่อเพิ่มความชื้นในอากาศและลดความหนาแน่นของฝุ่นละอองในภาคเหนือ พัฒนาแหล่งน้ำขนาดเล็กบนพื้นที่สูงและระบบกระจายน้ำในพื้นที่เกษตรกว่า 1,000 แห่ง ใน 507 ชุมชน เพื่อเพิ่มความชุ่มชื้นและรองรับพื้นที่ทำการเกษตรในชุมชน สนับสนุนองค์ความรู้และเทคโนโลยีในการเปลี่ยนตอซังหรือวัสดุทางการเกษตรให้เป็นปุ๋ยอินทรีย์และถ่านไบโอชาร์ เพื่อเปลี่ยนเศษวัสดุที่เป็นเชื้อเพลิงให้เป็นรายได้แทนการเผาทิ้ง พร้อมย้ำถึงยุทธศาสตร์การแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืนในระยะกลางและระยะยาว โดยมุ่งเน้นการปรับเปลี่ยนระบบการเกษตรจากพืชเชิงเดี่ยวที่ใช้การเผาไปสู่เกษตรมูลค่าสูงที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม อาทิ การปลูกผักในโรงเรือน กาแฟ และไม้ผลเมืองหนาวตามศักยภาพพื้นที่ พร้อมยกระดับสู่มาตรฐาน GAP PM2.5 Free ซึ่งเป็นมาตรฐานการผลิตพืชแบบไม่เผา (Zero Burn) ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและเปิดประตูสู่ตลาดสีเขียว (Green Market) ซึ่งจะช่วยให้เกษตรกรมีรายได้ที่มั่นคงโดยไม่ต้องพึ่งพาการเผาอีกต่อไป อีกทั้งยังสร้างกลไกสนับสนุนรายได้จากการดูแลระบบนิเวศ (Eco-system Services) เพื่อสร้างแรงจูงใจให้ชุมชนร่วมกันดูแลป่าต้นน้ำกว่า 5 แสนไร่ ตลอดจนส่งเสริมศักยภาพเกษตรกรและการมีส่วนร่วมของชุมชนด้วยการใช้ฐานข้อมูลรายแปลงและระบบวิเคราะห์จุดความร้อน (Hotspot) เข้ามาทำงานร่วมกับชุมชนในการชี้เป้าและป้องกันเหตุอย่างตรงจุด ที่สำคัญขอความร่วมมือเกษตรกรให้งดการเผาในพื้นที่อย่างเด็ดขาด หากตรวจพบการฝ่าฝืนจนก่อให้เกิดมลพิษในวงกว้าง จะใช้มาตรการทางกฎหมายและอาจต้องระงับสิทธิ์การเข้าร่วมโครงการสนับสนุนต่างๆ เป็นเวลา 2 ปี</p>
]]></description>
<enclosure url='https://pscd.prd.go.th/th/file/get/file/20260421d8058f69d1df65dc1c42e79ac147f688170520.jpg' type='image/jpg' length='144534' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[นายกฯ ย้ำจัดทำงบฯ ปี 2570 ต้อง “ตรงเป้า แม่นยำ” ตอบโจทย์นโยบายสำคัญ 5 ด้านยึดหลักความคุ้มค่าเกิดประโยชน์สูงสุด]]></title>
<link>https://pscd.prd.go.th/th/content/category/detail/id/36/iid/496434</link>
<guid isPermaLink="false">2682b0e0a1710e15dace531db9dc3bdd</guid>
<pubDate>Tue, 21 Apr 2026 12:28:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://pscd.prd.go.th/cms/s308/u2692/21-04-69/185487_1024x1024.jpg" style="width: 100%;" /></p>

<p>&nbsp;</p>

<p><span style="color:#000000;"><strong>นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย</strong>&nbsp;เป็นประธานในพิธีเปิดการประชุมสัมมนาการมอบนโยบายและแนวทางการจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 โดยระบุว่า การจัดทำงบประมาณรายจ่ายในครั้งนี้มีความแตกต่างจากที่ผ่านมา เนื่องจากประเทศไทยกำลังเผชิญสถานการณ์โลกที่มีความผันผวนสูง โดยเฉพาะความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลาง ดังนั้น ภาครัฐจำเป็นต้องปรับตัวอย่างเร่งด่วน โดยเริ่มจากการทบทวนและปรับลดงบประมาณในโครงการที่ไม่จำเป็นหรือไม่สอดคล้องกับสถานการณ์ เพื่อให้การใช้งบประมาณเกิดประโยชน์สูงสุด การจัดทำงบประมาณจะต้อง &ldquo;ตรงเป้า แม่นยำ&rdquo; และตอบโจทย์นโยบาย &ldquo;10 พลัส&rdquo; เพื่อพาประเทศก้าวผ่านวิกฤต ควบคู่กับการวางรากฐาน<br />
การพัฒนาอย่างยั่งยืน และเร่งหลุดพ้นจากกับดักประเทศรายได้ปานกลาง โดยรัฐบาลกำหนดกรอบนโยบายสำคัญ 5 ด้าน ได้แก่</span></p>

<p><span style="color:#000000;">1. เศรษฐกิจ มุ่งกระจายรายได้ ปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ และส่งเสริมการค้า เกษตร และการท่องเที่ยว<br />
ผ่านนโยบายพุ่งเป้าเฉพาะกลุ่ม</span></p>

<p><span style="color:#000000;">2. การต่างประเทศและความมั่นคง เสริมบทบาทไทยในเวทีโลก เร่งผลักดันเข้าเป็นสมาชิก OECD ภายในปี 2571 ควบคู่กับการยกระดับความมั่นคงชายแดนและความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน</span></p>

<p><span style="color:#000000;">3. สังคม ยกระดับการศึกษา สุขภาพ เสริมสร้างความเข้มแข็งครอบครัวและชุมชน ผ่านนโยบาย<br />
สูงวัยพลัส และการศึกษาเท่าเทียมพลัส</span></p>

<p><span style="color:#000000;">4. ภัยพิบัติและสิ่งแวดล้อม ยกระดับระบบบริหารจัดการน้ำและการรับมือภัยพิบัติ และมุ่งสู่เป้าหมาย Net Zero ภายในปี 2593 ผ่านนโยบายเศรษฐกิจสีเขียวพลัส</span></p>

<p><span style="color:#000000;">5. การบริหารภาครัฐ การปฏิรูปกฎหมาย เพิ่มประสิทธิภาพภาครัฐให้เป็น &ldquo;ราชการทันใจ&rdquo; ปราบคอร์รัปชันเชิงโครงสร้าง ด้วยนโยบาย AI พลัส และไทยแลนด์ พลัส</span></p>

<p><span style="color:#000000;"><strong>สำหรับกรอบวงเงินงบประมาณปี 2570 อยู่ที่ 3.788 ล้านล้านบาท</strong>&nbsp;เพิ่มขึ้นจากปีก่อนเพียง 7,400 ล้านบาท หรือร้อยละ 0.2 เท่านั้น ขณะที่ภาระรายจ่ายจำเป็นเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยนายกรัฐมนตรีเน้นย้ำให้การใช้งบประมาณยึดหลักความคุ้มค่า และงบประมาณฐานศูนย์ (Zero-based Budgeting) โดยพิจารณาจากความจำเป็น ความเร่งด่วน และความเหมาะสมของสถานการณ์ พร้อมปรับลดรายจ่ายที่ไม่จำเป็นอย่างจริงจัง พร้อมกำหนด &ldquo;กฎเหล็ก&rdquo; ว่า การขอรับงบประมาณเพิ่มจะต้องไม่เกินร้อยละ 20 ของปีที่ผ่านมา และต้องเป็นรายจ่ายลงทุนเท่านั้น รวมทั้งขอให้ทุกหน่วยรับงบประมาณปรับลดคำขอตั้งงบประมาณสำหรับการศึกษาดูงาน และการปรับลดการก่อสร้างอาคารสำนักงานใหม่ของหน่วยงาน โดยให้เน้นการเช่ามากกว่า หรือหากมีความจำเป็น ขอให้ใช้การลงทุนในรูปแบบของการร่วมลงทุนระหว่างภาครัฐและเอกชน (Public &ndash; Private Partnership: PPP) กองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานเพื่ออนาคตของประเทศไทย (Thailand Future Fund) และเสนอคำขอตั้งงบลงทุนเท่าที่จำเป็น</span></p>

<p><span style="color:#000000;"><strong>นอกจากนี้ รัฐบาลยังให้ความสำคัญของการรักษาอธิปไตยของประเทศ</strong>&nbsp;โดยต้องเสริมความพร้อมด้านความมั่นคงอย่างรอบด้าน โดยเฉพาะการพัฒนาอาวุธยุทโธปกรณ์ให้มีความทันสมัยและเพียงพอ ขอให้กองทัพร่วมกับสำนักงบประมาณวางแผนอย่างรอบคอบ เพื่อให้ประเทศไทยมีศักยภาพในการปกป้องอธิปไตย รักษาเกียรติภูมิและศักดิ์ศรีของชาติ ขอความร่วมมือจากทุกภาคส่วนร่วมกันขับเคลื่อนภารกิจด้านความมั่นคงอย่างเข้มแข็งและต่อเนื่อง และให้ความสำคัญกับการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน (Energy Transformation) โดยส่งเสริมการใช้พลังงานสะอาด อาทิ การใช้รถยนต์ไฟฟ้า (EV) หรือรถยนต์ Hybrid ในภาครัฐ รวมถึงการติดตั้ง Solar Rooftop ในหน่วยงานต่างๆ เพื่อรับมือวิกฤตพลังงานในระยะยาว</span></p>

<p><span style="color:#000000;"><strong>โอกาสนี้นายกรัฐมนตรีได้ร่วมเป็นสักขีพยาน</strong>ในพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือด้านการเชื่อมโยงและแลกเปลี่ยนข้อมูลด้านงบประมาณ ระหว่าง 5 หน่วยงาน ได้แก่ สำนักงบประมาณ กรมบัญชีกลาง สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน สำนักงาน ป.ป.ช. และสำนักงาน ป.ป.ท. เพื่อยกระดับความโปร่งใส ลดการทุจริต และเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารงบประมาณของภาครัฐ</span></p>

<p><span style="color:#000000;"><strong>ด้านนายกรณินทร์ กาญจโนมัย รองผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ</strong>&nbsp;กล่าวชี้แจงถึงการปรับปรุงปฏิทินงบประมาณปี พ.ศ. 2570 ซึ่งคณะรัฐมนตรีได้มีมติเห็นชอบเมื่อวันที่ 11 เมษายน 2569 เพื่อให้พระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 สามารถประกาศใช้ได้ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2569 ซึ่งเป็นวันเริ่มต้นของปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 โดยขอให้หน่วยรับงบประมาณดำเนินการ 2 เรื่อง คือ 1. ทบทวนความเหมาะสม วิเคราะห์และจัดทำรายละเอียดคำของบประมาณ 2. ทบทวนงบประมาณรายจ่ายแผนงานบูรณาการ และรายการทางการเงินที่เกี่ยวกับเงินนอกงบประมาณ เพื่อเสนอคณะรัฐมนตรี นายกรัฐมนตรี รองนายกรัฐมนตรี หรือรัฐมนตรีเจ้าสังกัด พิจารณาให้ความเห็นชอบและส่งให้สำนักงบประมาณในรูปแบบเอกสาร และระบบ e-Budgeting ภายในวันที่ 1 พฤษภาคม 2569 ปีนี้เป็นปีที่สำคัญมาก งบประมาณมีจำกัด ต้องทำงบประมาณแบบแม่นยำ ตรงเป้าหมาย ตอบโจทย์การแก้ไขปัญหาของประเทศ ยึดหลักการทำงบประมาณแบบฐานศูนย์ คำนึงถึงการใช้จ่ายงบประมาณอย่างคุ้มค่า&nbsp;</span></p>

<p><span style="color:#000000;"><strong>สำหรับยุทธศาสตร์การจัดสรรงบประมาณที่จะเสนอต่อคณะรัฐมนตรีพิจารณา</strong>&nbsp;วันที่ 21 เมษายน 2569 ซึ่งจะเป็นปัจจัยสำคัญในการจัดสรรงบประมาณให้สามารถขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ชาติ แผนแม่บทภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติ แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ นโยบายและแผนระดับชาติว่าด้วยความมั่นคงแห่งชาติ และนโยบายสำคัญของรัฐบาล ให้บรรลุตามเป้าหมายที่กำหนด เพื่อส่งเสริมการเติบโตทางเศรษฐกิจ และมุ่งแก้ไขปัญหาเร่งด่วน พร้อมกับโอกาสและความเสมอภาคทางเศรษฐกิจและสังคม ภายใต้กรอบวงเงินที่มีจำกัด 3.788 ล้านล้านบาท โดยหน่วยรับงบประมาณต้องจัดลำดับความสำคัญในการเสนอคำขอ ตามความจำเป็น เร่งด่วน และสอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน ให้ความสำคัญกับโครงการหรือการดำเนินการเพื่อเพิ่มงบประมาณรายจ่ายลงทุน และเสนอขอรับงบประมาณรายจ่ายประจำเท่าที่จำเป็น เพื่อให้การใช้จ่ายงบประมาณมีความคุ้มค่า ประหยัด รวมทั้งเพิ่มประสิทธิภาพและประสิทธิผล และสามารถเร่งรัดการกระจายเม็ดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจโดยเร็ว เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประเทศชาติและประชาชนเป็นสำคัญ ซึ่งในแต่ละยุทธศาสตร์จะมีจุดเน้นที่สำคัญ ได้แก่ &nbsp;</span></p>

<p><span style="color:#000000;"><strong>1. ยุทธศาสตร์ด้านความมั่นคง</strong>&nbsp;มีจุดเน้นสำคัญ 4 ข้อ คือ&nbsp;<strong>สถาบันของชาติ</strong>&nbsp;การธำรงรักษาไว้ซึ่งสถาบันพระมหากษัตริย์ ส่งเสริมการน้อมนำและเผยแพร่แนวทางพระราชดำริและการทรงงานตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ให้เกิดการปฏิบัติอย่างกว้างขวาง&nbsp;<strong>ยาเสพติดและอาชญากรรม</strong>&nbsp;บูรณาการบังคับใช้กฎหมาย ปราบปรามอาชญากรรม และการพนันผิดกฎหมายทุกรูปแบบอย่างจริงจัง แก้ไขปัญหายาเสพติดอย่างเป็นระบบ รักษาความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์&nbsp;<strong>ความมั่นคง</strong>&nbsp;แก้ไขปัญหาพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ &ldquo;เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา&rdquo; ป้องกันและแก้ไขปัญหาภัยพิบัติ พัฒนาระบบการป้องกันประเทศ และศักยภาพของกองทัพ พัฒนาระบบทหารอาสาและการปฏิรูประบบเกณฑ์ทหาร&nbsp;<strong>การต่างประเทศ</strong>&nbsp;การรักษาสมดุลกับทุกขั้วอำนาจและขับเคลื่อนนโยบายต่างประเทศด้วย &ldquo;ทีมประเทศไทย&rdquo; และเตรียมความพร้อมเพื่อเข้าเป็นสมาชิก OECD ในปี 2571 โดยมีเป้าหมาย เพื่อให้ประชาชนอยู่ดี กินดี และมีความสุข บ้านเมืองมีความมั่นคงในทุกมิติ และทุกระดับ</span></p>

<p><span style="color:#000000;"><strong>2. ยุทธศาสตร์ด้านการสร้างความสามารถในการแข่งขัน</strong>&nbsp;มีจุดเน้นสำคัญ 5 เรื่อง ได้แก่&nbsp;<strong>การเกษตร</strong>&nbsp;ส่งเสริมการทำเกษตรยั่งยืน เพื่อยกระดับรายได้ และคุณภาพชีวิตของเกษตรกรไทย พัฒนาการทำเกษตรแม่นยำ ด้วย AI&nbsp;<strong>อุตสาหกรรม</strong>&nbsp;ส่งเสริมการลงทุนจากต่างประเทศให้เอื้อต่อการพัฒนาและการปรับโครงสร้างไปสู่อุตสาหกรรมเป้าหมาย&nbsp;<strong>การท่องเที่ยว</strong>&nbsp;พัฒนาพื้นที่ท่องเที่ยวให้พร้อมรองรับการพักระยะยาวของนักท่องเที่ยวต่างชาติและยกระดับเมืองน่าเที่ยวสู่การสร้างมูลค่าสูง ยกระดับความปลอดภัยและสร้างความมั่นใจให้นักท่องเที่ยว&nbsp;<strong>SMEs</strong>&nbsp;สร้างความสามารถในการแข่งขันให้กับผู้ประกอบการไทย และส่งเสริมการเข้าถึงแหล่งทุน แก้ไขปัญหาหนี้สินของ SMEs สนับสนุนเทคโนโลยีของไทยในโครงการขนาดใหญ่ของภาครัฐ พัฒนาเทคโนโลยีเชิงลึก (Deep Tech) สู่การวางรากฐานเศรษฐกิจใหม่&nbsp;<strong>โครงสร้างพื้นฐาน</strong>&nbsp;ปรับเปลี่ยนรูปแบบการขนส่งที่ประหยัดพลังงานและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม พัฒนาระบบโครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ (Smart Grid) ดำเนินโครงการโซลาร์ฟาร์มชุมชน โดยมีเป้าหมาย เพื่อให้เศรษฐกิจเติบโตอย่างมีเสถียรภาพและยั่งยืน ยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศให้สูงขึ้น</span></p>

<p><span style="color:#000000;"><strong>3. ยุทธศาสตร์ด้านการพัฒนาและเสริมสร้างศักยภาพทรัพยากรมนุษย์&nbsp;</strong>มีจุดเน้นสำคัญ 3 เรื่อง ได้แก่<strong>&nbsp;การศึกษา</strong>&nbsp;พัฒนาระบบการศึกษาที่มีความยืดหยุ่นสูง ส่งเสริมการเรียนรู้ออนไลน์ พัฒนาระบบเชื่อมโยงการรับรองผลการเรียนรู้ เพื่อให้คนไทยสามารถเข้าสู่ตลาดแรงงานได้ทันที (Skill Bridge) ส่งเสริมทักษะแห่งอนาคต อาทิ ทักษะดิจิทัล (Digital Literacy) ทักษะปัญญาประดิษฐ์ (AI)<strong>&nbsp;การพัฒนาคนทุกช่วงวัย</strong>&nbsp;พัฒนาศักยภาพคนไทยอย่างรอบด้านควบคู่กับทักษะพื้นฐานชีวิต ยกระดับสมรรถนะของแรงงานทุกกลุ่ม ผ่านการเพิ่มพูนทักษะความรู้ใหม่ (Upskill/Newskill) รวมถึงพัฒนาทักษะเดิม (Reskill)&nbsp;<strong>สาธารณสุข</strong>&nbsp;สร้างความสมดุลระหว่างการดูแลเชิงป้องกันและการรักษาพยาบาล มุ่งเน้นการแพทย์แม่นยำและการใช้เทคโนโลยี AI เพื่อยกระดับประสิทธิภาพของการให้บริการ อาทิ การแพทย์ทางไกล (Telemedicine) พัฒนาระบบฐานข้อมูลสุขภาพส่วนบุคคลและเชื่อมโยงกับฐานข้อมูลกลางของประเทศโดยมีเป้าหมาย เพื่อคนไทยเป็นคนดี คนเก่ง<br />
มีคุณภาพ สังคมไทยมีสภาพแวดล้อมที่เอื้อและสนับสนุนต่อการพัฒนาคนตลอดช่วงชีวิต</span></p>

<p><span style="color:#000000;"><strong>4. ยุทธศาสตร์ด้านการสร้างโอกาสและความเสมอภาคทางสังคม</strong>&nbsp;มีจุดเน้นที่สำคัญ 3 เรื่อง ได้แก่&nbsp;<strong>พลังทางสังคม</strong>&nbsp;ส่งเสริมการกระจายอำนาจทางการคลังให้ท้องถิ่นตามความพร้อมควบคู่กับการส่งเสริมเศรษฐกิจสูงวัย เพื่อให้เกิดการสร้างรายได้ พึ่งพาตนเองได้ มีคุณภาพชีวิตที่ดี และมีสวัสดิการที่มั่นคง&nbsp;<strong>ความเสมอภาค</strong>&nbsp;จัดความคุ้มครองทางสังคมให้ประชาชนได้รับสวัสดิการที่เหมาะสม และสามารถรองรับผลกระทบจากวิกฤตสังคม และภัยพิบัติ&nbsp;<strong>เศรษฐกิจฐานราก</strong>&nbsp;พัฒนาทักษะทางการเงินให้คนไทยทุกกลุ่ม แก้ปัญหาหนี้แบบเบ็ดเสร็จและปรับโครงสร้างหนี้ โดยมีเป้าหมาย เพื่อสร้างความเป็นธรรม ลดความเหลื่อมล้ำในทุกมิติ กระจายศูนย์กลางความเจริญทางเศรษฐกิจและสังคม</span></p>

<p><span style="color:#000000;"><strong>5. ยุทธศาสตร์ด้านการสร้างการเติบโตบนคุณภาพชีวิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม</strong>&nbsp;มีจุดเน้นที่สำคัญ 4 เรื่อง ได้แก่&nbsp;<strong>เพิ่มพื้นที่สีเขียว</strong>&nbsp;ส่งเสริมให้เกิดการรักษาทรัพยากรธรรมชาติ เพิ่มพื้นที่ดูดซับก๊าซเรือนกระจกขยายพื้นที่สีเขียว&nbsp;<strong>ผลักดันสังคมคาร์บอนต่ำ&nbsp;</strong>เพื่อให้ประเทศไทยสามารถบรรลุเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ภายในปี 2593 พัฒนาระบบตลาดคาร์บอน&nbsp;<strong>PM2.5&nbsp;</strong>ป้องกันและลดการเผาในภาคการเกษตร เพื่อลดปัญหาฝุ่นละออง PM2.5 การบริหารจัดการปัญหามลพิษทางอากาศ&nbsp;<strong>บริหารจัดการน้ำ</strong>&nbsp;จัดระบบบริหารจัดการภัยพิบัติด้านน้ำให้มีการพยากรณ์และระบบเตือนภัยที่มีประสิทธิภาพโดยใช้ข้อมูลขนาดใหญ่ และ AI ในการวิเคราะห์พยากรณ์ข้อมูลน้ำทั้งระบบและต้องมีความแม่นยำในระดับตำบล โดยมีเป้าหมาย เพื่ออนุรักษ์ ฟื้นฟู และใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ สิ่งแวดล้อมอย่างมีคุณค่าและสมดุล</span></p>

<p><span style="color:#000000;"><strong>6. ยุทธศาสตร์ด้านการปรับสมดุลและพัฒนาระบบบริหารจัดการภาครัฐ</strong>&nbsp;มีจุดเน้นที่สำคัญ 4 เรื่อง ได้แก่&nbsp;<strong>รัฐบาลดิจิทัล</strong>&nbsp;พัฒนารัฐบาลดิจิทัลเต็มรูปแบบ ปรับการบริการภาครัฐ &ldquo;ราชการทันใจ&rdquo; เปลี่ยนผ่านสู่ &ldquo;ระบบดิจิทัลอัจฉริยะ&rdquo; ผลักดันร่างกฎหมายอำนวยความสะดวกและให้บริการสาธารณะฯ (Super License) การจัดเก็บข้อมูลภาครัฐให้มีประสิทธิภาพ (Machine Readable) และเชื่อมโยงข้อมูลด้วย AI&nbsp;<strong>การเงินการคลัง</strong>&nbsp;เสริมสร้างวินัยทางการเงินและการคลัง แก้ไขกฎหมายจัดซื้อจัดจ้าง เพิ่มมาตรการจัดการคู่สัญญาภาครัฐที่ก่อให้เกิดความเสียหายต่อสาธารณะ เพิ่มประสิทธิภาพในการใช้จ่ายงบประมาณ&nbsp;<strong>กฎหมาย&nbsp;</strong>ยกเลิกกฎหมายและขั้นตอนที่ไม่จำเป็น เร่งเสนอร่างชุดกฎหมาย Omnibus Law ปฏิรูปกฎหมายล้าสมัย ปฏิบัติตามและบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัด&nbsp;<strong>ธรรมาภิบาลภาครัฐ&nbsp;</strong>สร้างความโปร่งใสและธรรมาภิบาลภาครัฐ ยึดหลักคุณธรรมและมาตรฐานด้านจริยธรรมอย่างเคร่งครัด และต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชันทุกรูปแบบ โดยมีเป้าหมาย เพื่อให้ภาครัฐมีความทันสมัย มีสมรรถนะ ตอบสนองความต้องการของประชาชนได้อย่างสะดวก รวดเร็ว โปร่งใส</span></p>

<p><span style="color:#000000;"><strong>โดยการทบทวนการจัดทำงบประมาณปี พ.ศ. 2570</strong>&nbsp;เพื่อให้สอดคล้องกับการแถลงนโยบายของคณะรัฐมนตรีต่อรัฐสภา ตามแนวทางการบริหารราชการแผ่นดินให้เป็นไปตามแนวนโยบายแห่งรัฐ และยุทธศาสตร์ชาติไปสู่การปฏิบัติ ซึ่งกำหนดให้มีกลไกการบริหารราชการแผ่นดินภายใต้แนวคิดการบริหารภาครัฐด้วยระบบบูรณาการแบบกลุ่มยุทธศาสตร์ หรือ คลัสเตอร์ จึงได้มีการกำหนดแผนบูรณาการของปี 2570 จาก 7 แผนบูรณาการ เหลือ 3 แผนบูรณาการ ได้แก่ 1. แผนบูรณาการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ 2. แผนบูรณาการต่อต้านการทุจริตและประพฤติมิชอบ โดยมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. ร่วมเป็นฝ่ายเลขานุการ และ 3. แผนบูรณาการรัฐบาลดิจิทัลในการจัดทำงบประมาณปี พ.ศ. 2570 ขอให้เป็นการจัดทำงบประมาณที่ตรงเป้าหมาย แม่นยำ ตอบโจทย์การแก้ไขปัญหาของประเทศ ตอบสนองความต้องการของประชาชนอย่างแท้จริง เน้นความคุ้มค่า ประหยัด โปร่งใส เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ประเทศชาติและประชาชนเป็นสำคัญ รวมทั้งพิจารณาจัดลำดับความสำคัญของโครงการ ความจำเป็น เร่งด่วน และสอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน เพื่อให้งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 เป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนนโยบายของรัฐบาล การดูแลความเป็นอยู่ของประชาชน การสนับสนุนการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อเพิ่มขีดความสามารถให้กับประเทศแข่งขันได้ทั้งในระดับภูมิภาคและในระดับสากล รวมทั้งจูงใจให้ภาคเอกชน และนักธุรกิจจากต่างประเทศ เข้ามาลงทุนในประเทศเพิ่มมากขึ้น</span></p>
]]></description>
<enclosure url='https://pscd.prd.go.th/th/file/get/file/20260421e140e3e50a2a961de516158b4f986499163044.jpg' type='image/jpg' length='125456' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[อุตุฯ เตือน 23-25 เม.ย. เหนือ-อีสาน รับมือพายุฤดูร้อนอีกระลอก ปภ. ส่งเครื่องจักรกลสาธารณภัย ช่วยเหลือประชาชน 24 ชั่วโมง]]></title>
<link>https://pscd.prd.go.th/th/content/category/detail/id/36/iid/496123</link>
<guid isPermaLink="false">804a6ab085215cee614b7e47d009ecac</guid>
<pubDate>Mon, 20 Apr 2026 13:22:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://pscd.prd.go.th/cms/s308/u2692/20-04-69/185357_1024x1024.jpg" style="width: 100%;" /><img alt="" src="https://pscd.prd.go.th/cms/s308/u2692/21-04-69/185357_1024x1024.jpg" style="width: 100%;" /></p>

<p>&nbsp;</p>

<p><span style="color:#000000;"><strong>นางสาวสุกันยาณี ยะวิญชาญ อธิบดีกรมอุตุนิยมวิทยา</strong>&nbsp;ประกาศเตือนพายุฤดูร้อนบริเวณประเทศไทยตอนบน มีผลกระทบจนถึงวันที่ 20 เม.ย. 69 ระบุว่า ประเทศไทยตอนบนจะยังคงมีพายุฤดูร้อนเกิดขึ้นในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะบริเวณภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคตะวันออก ซึ่งมีลักษณะของพายุฝนฟ้าคะนอง ลมกระโชกแรง ลูกเห็บตก และฝนตกหนัก รวมถึงอาจมีฟ้าผ่าเกิดขึ้นได้บางพื้นที่ เนื่องจากลมใต้และลมตะวันออกเฉียงใต้พัดนำความชื้นจากอ่าวไทยและทะเลจีนใต้เข้ามาปกคลุมภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคตะวันออก และอ่าวไทยตอนบน ในขณะที่บริเวณประเทศไทยมีอากาศร้อนถึงร้อนจัด</span></p>

<p><span style="color:#000000;"><strong>ขอให้ประชาชนในบริเวณประเทศไทยตอนบนระวังอันตรายจากพายุฤดูร้อน</strong>&nbsp;โดยหลีกเลี่ยงการอยู่ในที่โล่งแจ้ง ใต้ต้นไม้ใหญ่ สิ่งปลูกสร้าง และป้ายโฆษณาที่ไม่แข็งแรง สำหรับเกษตรกรควรเสริมความแข็งแรงให้ไม้ผล และเตรียมการป้องกันความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นกับผลผลิตทางการเกษตรและสัตว์เลี้ยง รวมทั้งดูแลรักษาสุขภาพในช่วงที่สภาพอากาศเปลี่ยนแปลงไว้ด้วย ขอให้ประชาชนติดตามประกาศจากกรมอุตุนิยมวิทยา และข้อมูลที่เว็บไซต์กรมอุตุนิยมวิทยา </span><a href="http://www.tmd.go.th" target="_blank"><span style="color:#0000cd;">http://www.tmd.go.th</span></a><span style="color:#000000;"> หรือที่ 0-2399-4012-13 และ 1182 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง</span></p>

<p><span style="color:#000000;">สำหรับวันที่ 20 เมษายน 2569 มีพื้นที่เสี่ยงที่คาดว่าจะได้รับผลกระทบจากพายุฤดูร้อน ฝนฟ้าคะนองและลมกระโชกแรง ได้แก่</span></p>

<p><span style="color:#000000;">ภาคเหนือ: จังหวัดน่าน อุตรดิตถ์ พิษณุโลก และเพชรบูรณ์</span></p>

<p><span style="color:#000000;">ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ: จังหวัดเลย หนองคาย บึงกาฬ หนองบัวลำภู สกลนคร นครพนม อุดรธานี มุกดาหาร ยโสธร อำนาจเจริญ ขอนแก่น ชัยภูมิ นครราชสีมา บุรีรัมย์ สุรินทร์ ศรีสะเกษ และอุบลราชธานี</span></p>

<p><span style="color:#000000;">ภาคตะวันออก: จังหวัดปราจีนบุรี สระแก้ว ฉะเชิงเทรา จันทบุรี และตราด</span></p>

<p><a><span style="color:#000000;">ด้านความช่วยเหลือ กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) รายงานสถานการณ์สาธารณภัย<br />
จากพายุฤดูร้อน ฝนฟ้าคะนอง ลมกระโชกแรง และลูกเห็บตก ระหว่างวันที่ 16 &ndash; 19 เมษายน&nbsp;</span></a><span style="color:#000000;">2569 มีสถานการณ์วาตภัยในพื้นที่ 21 จังหวัด ได้แก่ เชียงราย เชียงใหม่ เพชรบูรณ์ อุบลราชธานี นครพนม บุรีรัมย์ ศรีสะเกษ ชัยภูมิ สกลนคร ยโสธร นครราชสีมา สุรินทร์ อำนาจเจริญ มุกดาหาร กาฬสินธุ์ ขอนแก่น ร้อยเอ็ด อุดรธานี ปราจีนบุรี สระบุรี และลพบุรี จำนวน 90 อำเภอ 205 ตำบล 613 หมู่บ้าน บ้านเรือนประชาชนได้รับความเสียหาย 4,511 หลัง</span></p>

<p><span style="color:#000000;"><strong>ศูนย์ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยเขต</strong>&nbsp;ได้ส่งเครื่องจักรกลสาธารณภัยช่วยเหลือประชาชน ตลอด 24 ชั่วโมง กรณีบ้านเรือน ต้นไม้ เสาไฟที่ล้มเสียหาย และสำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัด ร่วมกับอำเภอ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น จิตอาสา อปพร. อาสาสมัคร มูลนิธิ พร้อมหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้เข้าสำรวจความเสียหายและให้การช่วยเหลือเบื้องต้นแล้ว ประชาชนสามารถติดตามข่าวสารได้ที่ Facebook กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย Line @1784DDPM สามารถแจ้งเหตุและขอความช่วยเหลือทางไลน์ &ldquo;ปภ.รับแจ้งเหตุ 1784&rdquo; รวมถึงสายด่วนนิรภัย 1784 ตลอด 24 ชั่วโมง</span></p>

<p><strong><span style="color:#000000;">หลังจากนั้น&nbsp;</span><a><span style="color:#000000;">ในช่วงวันที่ 23</span></a><span style="color:#000000;">-25 เมษายน 2569</span></strong><span style="color:#000000;">&nbsp;กรมอุตุนิยมวิทยา ได้พยากรณ์อากาศว่าประเทศไทยตอนบนจะมีพายุฤดูร้อนเกิดขึ้น โดยมีลักษณะของพายุฝนฟ้าคะนอง ลมกระโชกแรง และลูกเห็บตกบางแห่ง รวมถึงอาจมีฟ้าผ่าเกิดขึ้นได้ โดยจะเริ่มจากภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือก่อน จากนั้นภาคกลางและภาคตะวันออกจะได้รับผลกระทบในระยะถัดไป เนื่องจากบริเวณความกดอากาศสูงหรือมวลอากาศเย็นจากประเทศจีนอีกระลอกหนึ่งจะแผ่ลงมาปกคลุมทะเลจีนใต้และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ในขณะที่ประเทศไทยตอนบนมีอากาศร้อนถึงร้อนจัด ขอให้ประชาชนระวังอันตรายจากพายุฤดูร้อน หลีกเลี่ยงการอยู่ในที่โล่งแจ้งใต้ต้นไม้ใหญ่ สิ่งปลูกสร้าง และป้ายโฆษณาที่ไม่แข็งแรง และเตรียมการป้องกันความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นกับผลผลิตทางการเกษตรและสัตว์เลี้ยง รวมทั้งดูแลรักษาสุขภาพ</span></p>
]]></description>
<enclosure url='https://pscd.prd.go.th/th/file/get/file/20260421543398cfb4002165e5f49317558ab195002235.jpg' type='image/jpg' length='155658' />
</item>
</channel>
</rss>
