<?xml version='1.0' encoding='UTF-8' ?>
<rss version='2.0' xmlns:atom='http://www.w3.org/2005/Atom'>
<channel>
<title><![CDATA[20 กระทรวง]]></title>
<link>https://pscd.prd.go.th/th/content/category/index/id/36</link>
<atom:link href="https://pscd.prd.go.th/th/content/category/index/id/36" rel="self" type="application/rss+xml" />
<description><![CDATA[-]]></description>
<item>
<title><![CDATA[“ศุภจี” นำทีม “วราวุธ–สุชาติ” แก้ขยะอิเล็กทรอนิกส์ วางมาตรการ 3 ระยะ ส่ง 50 ทีมตรวจโรงงานเสี่ยง เริ่ม 1 พ.ย. 69 ขีดเส้นเห็นผลใน 30 วัน]]></title>
<link>https://pscd.prd.go.th/th/content/category/detail/id/36/iid/556213</link>
<guid isPermaLink="false">2a1c0417171d4b90dbe59e1dd8f6530b</guid>
<pubDate>Sat, 31 Oct 2026 11:26:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://pscd.prd.go.th/cms/s308/u2692/31-10-69/264819_1024x1024.jpg" style="width: 100%;" /></p>

<p>&nbsp;</p>

<p><strong>นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์</strong> เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการแก้ไขปัญหาขยะอิเล็กทรอนิกส์ครั้งแรก ร่วมกับนายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม พร้อมกรมศุลกากร กรมการค้าต่างประเทศ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ณ กระทรวงพาณิชย์</p>

<p><strong>การประชุมเป็นไปตามข้อสั่งการของนายกรัฐมนตรี</strong> เพื่อเร่งแก้ไขการลักลอบนำเข้า การฝังกลบ และการปนเปื้อนสารเคมีจากขยะอิเล็กทรอนิกส์ ตลอดจนตรวจสอบข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย กำหนดมาตรการป้องกันปัญหาในระยะยาว และบูรณาการหน่วยงานที่เกี่ยวข้องตั้งแต่การควบคุมการนำเข้า การกำกับโรงงาน การจัดการของเสีย การดำเนินคดี ไปจนถึงการเยียวยาประชาชนและฟื้นฟูสิ่งแวดล้อมที่ได้รับผลกระทบ</p>

<p><strong>นางศุภจีระบุว่า ที่ประชุมกำหนดแนวทางแก้ไขปัญหาเป็น 3 ระยะ</strong> ได้แก่ ระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว ครอบคลุมตั้งแต่การตรวจสอบพื้นที่เสี่ยง การสกัดกั้นการนำเข้า ไปจนถึงการปรับปรุงกฎหมาย โดยกำหนดให้เห็นความชัดเจนของการดำเนินงานภายใน 30 วัน</p>

<p><strong>ระยะสั้น โดยเร่งตรวจโรงงานเสี่ยงทั่วประเทศ</strong></p>

<p>กระทรวงอุตสาหกรรมจะจัดทีมปฏิบัติการ 50 ทีม ร่วมกับกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ลงพื้นที่ตรวจสอบโรงงานรีไซเคิลและโรงงานที่ได้รับการร้องเรียน โดยตรวจทั้งใบอนุญาต การประกอบกิจการ วัตถุดิบ และกากของเสียภายในโรงงาน พร้อมตรวจสอบข้อร้องเรียนจากประชาชน เริ่มปฏิบัติการตั้งแต่ วันที่ 1 พฤศจิกายน 2569</p>

<p>ปัจจุบันมีโรงงานที่ได้รับอนุญาตให้จัดการสิ่งปฏิกูลหรือวัสดุที่ไม่ใช้แล้วและจดทะเบียนกับกรมโรงงานอุตสาหกรรม 3,049 แห่ง โดยประมาณ 1,500 แห่งอยู่ใน 5 จังหวัด ได้แก่ ชลบุรี ระยอง ฉะเชิงเทรา ปราจีนบุรี และสมุทรปราการ ซึ่งจะให้ความสำคัญกับโรงงานที่มีข้อร้องเรียนเป็นลำดับแรก หากตรวจพบการกระทำผิด จะดำเนินการตามกฎหมายอย่างจริงจัง ทั้งการเพิกถอนใบอนุญาต ดำเนินคดีอาญา ตลอดจนประสานสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) พิจารณาดำเนินการกับทรัพย์สินที่เกี่ยวข้องและให้ผู้กระทำผิดมีส่วนรับผิดชอบต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นกับประชาชน</p>

<p><strong>ระยะกลาง โดยสกัดการลักลอบตั้งแต่ต้นทาง</strong></p>

<p>ที่ประชุมมอบหมายให้กรมศุลกากร กรมการค้าต่างประเทศ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทบทวนมาตรการนำเข้าและส่งออกขยะอิเล็กทรอนิกส์และเศษโลหะให้เข้มงวดมากขึ้น เพื่อป้องกันปัญหาตั้งแต่ต้นทาง พร้อมพิจารณาหลักเกณฑ์ผู้มีสิทธินำเข้า การตรวจสอบโรงงานปลายทาง และระดับสิ่งปะปนในเศษโลหะ<br />
ให้สอดคล้องกับมาตรฐานที่เหมาะสม</p>

<p>นอกจากนี้ ยังอยู่ระหว่างพิจารณาแนวทางจำกัดการนำเข้าโดยผู้ค้า (Trader) และให้สามารถตรวจสอบเส้นทางสินค้าได้ตั้งแต่การนำเข้าจนถึงโรงงานปลายทาง เพื่อป้องกันการนำเข้าหรือกำจัดของเสียผิดกฎหมายและลดช่องว่างในการหลีกเลี่ยงการตรวจสอบ</p>

<p><strong>ระยะยาว โดยยกระดับกฎหมายและการบังคับใช้</strong></p>

<p>ระยะยาวจะมีการทบทวนกฎหมายที่เกี่ยวข้องว่ามีความรัดกุมและเพียงพอต่อการแก้ปัญหาหรือไม่ รวมถึงพิจารณายกระดับมาตรการเพิ่มเติม โดยมีนายวีระศักดิ์ โควสุรัตน์ ที่ปรึกษารองนายกรัฐมนตรี ร่วมดูแลด้านกฎหมาย ควบคู่กับการเร่งผลักดันกฎหมายด้านการจัดการกากอุตสาหกรรม และแนวทางเพิ่มประสิทธิภาพการบังคับใช้กฎหมายด้านสิ่งแวดล้อม เพื่อให้สามารถดำเนินการกับผู้กระทำผิดและทรัพย์สินที่ได้จากการกระทำผิดได้อย่างมีประสิทธิภาพ รวมถึงพัฒนาระบบข้อมูลและการตรวจสอบย้อนกลับตั้งแต่การนำเข้า โรงงานปลายทาง การคัดแยก การขนส่ง จนถึงการกำจัดของเสีย</p>

<p><strong>นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ระบุว่า</strong> จะเริ่มลงพื้นที่ตรวจสอบโรงงานตั้งแต่ 1 พฤศจิกายน 2569 โดยเริ่มจากโรงงานที่ได้รับการร้องเรียนก่อน หากพบการกระทำผิดจะดำเนินการ ทั้งทางปกครองและทางอาญา รวมถึงพิจารณามาตรการด้านทรัพย์สิน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการป้องปราม<br />
การกระทำผิด</p>

<p><strong>ด้านนายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม</strong> ย้ำการแก้ปัญหาตั้งแต่ต้นทางถึงปลายทาง โดยให้ความสำคัญกับการควบคุมการนำเข้าเศษโลหะและสิ่งปะปน การระบุวัตถุประสงค์และโรงงานปลายทางให้ชัดเจน พร้อมส่งเจ้าหน้าที่ร่วมกับทีมปฏิบัติงานของกระทรวงอุตสาหกรรม เพื่อตรวจสอบและแก้ไขปัญหาในพื้นที่ เนื่องจากการจัดการขยะอิเล็กทรอนิกส์และของเสียอันตรายที่ไม่ถูกต้องอาจทำให้เกิดการปนเปื้อนในดินและแหล่งน้ำ และกระทบต่อสุขภาพประชาชน</p>

<p>คณะกรรมการจะติดตามและรายงานความคืบหน้าการดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง และเมื่อครบ 30 วัน จะสรุปผลรายงานนายกรัฐมนตรี โดยมีเป้าหมายให้การแก้ปัญหาเกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม ป้องกันการกระทำผิดซ้ำ และสร้างความมั่นใจว่า ประเทศไทยจะไม่เป็นแหล่งรองรับขยะและของเสียจากต่างประเทศ พร้อมคุ้มครองประชาชนและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน</p>

<p><strong>จากมาตรการเชิงรุกในการแก้ไขปัญหาขยะอิเล็กทรอนิกส์อย่างบูรณาการ</strong> ประชาชนในพื้นที่เสี่ยง โดยเฉพาะใน 5 จังหวัดนำร่อง จะได้รับการปกป้องดูแลด้านสุขอนามัยและความปลอดภัยจากมลพิษทางอากาศ ดิน และแหล่งน้ำ ที่เกิดจากการลักลอบฝังกลบของเสียและการปนเปื้อนสารเคมีอันตรายอย่างผิดวิธี นอกจากนี้ การบังคับใช้กฎหมายอย่างเด็ดขาดและเข้มงวด ตั้งแต่การเพิกถอนใบอนุญาต การดำเนินคดีอาญา ไปจนถึงการยึดทรัพย์สินร่วมกับ ปปง. จะช่วยทลายวงจรโรงงานเถื่อนและกลุ่มนายทุนสีเทาที่ใช้คนไทยเป็นนอมินี ซึ่งจะช่วยสร้างความโปร่งใสและเป็นธรรมให้แก่สังคม ท้ายที่สุด การคุมเข้มเส้นทางขยะอิเล็กทรอนิกส์ตั้งแต่ท่าเรือนำเข้าจนถึงโรงงานปลายทาง จะเป็นเกราะป้องกันสำคัญในการสกัดกั้นไม่ให้ต่างชาตินำขยะพิษเข้ามาทิ้งในประเทศไทย เพื่อปกป้องและรักษาทรัพยากรธรรมชาติรวมถึงสภาพแวดล้อมที่ดีไว้ให้ลูกหลานสืบไป</p>
]]></description>
<enclosure url='https://pscd.prd.go.th/th/file/get/file/20261031d9cfc6d4d6b7660702c6317f9cf2f041152626.jpg' type='image/jpg' length='171961' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[“พาณิชย์” จัดกิจกรรม “ไทยช่วยไทย x Local Low Cost” 1 – 15 พ.ย. 69 ฟื้นเศรษฐกิจหลังน้ำลด ลดค่าครองชีพ เพิ่มรายได้ชุมชน]]></title>
<link>https://pscd.prd.go.th/th/content/category/detail/id/36/iid/556212</link>
<guid isPermaLink="false">50a23043463f770a341c9587c329694a</guid>
<pubDate>Sat, 31 Oct 2026 10:46:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://pscd.prd.go.th/cms/s308/u2692/31-10-69/264821_1024x1024.jpg" style="width: 100%;" /></p>

<p>&nbsp;</p>

<p><strong>นายกิตติวัฒน์ ปัจฉิมนันท์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า </strong>จากสถานการณ์น้ำท่วมในปัจจุบันส่งผลกระทบต่อประชาชนในการใช้ชีวิตประจำวันและการดำเนินธุรกิจในหลายจังหวัดที่กำลังชะลอตัวลง กรมพัฒนาธุรกิจการค้าได้เร่งประสานความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและพันธมิตร พร้อมเตรียมมาตรการช่วยเหลือและฟื้นฟูผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบ โดยมุ่งบรรเทาความเดือดร้อน พร้อมสร้างโอกาสให้กลับมาดำเนินธุรกิจได้อีกครั้ง กระตุ้นให้เกิดรายได้หมุนเวียนต่อธุรกิจในระบบเศรษฐกิจ ควบคู่กับการช่วยลดภาระค่าครองชีพให้กับประชาชน กรมพัฒนาธุรกิจการค้าจึงร่วมมือกับสมาคมการค้าส่ง &ndash; ปลีกไทย และเครือข่ายร้านค้าส่งค้าปลีกท้องถิ่นทั่วประเทศ จัดกิจกรรม &ldquo;ไทยช่วยไทย x Local Low Cost : ค้าปลีกไทย รวมใจฟื้นฟูน้ำท่วม&rdquo; ระหว่างวันที่ 1 &ndash; 15 พฤศจิกายน 2569 โดยมีร้านค้าส่งค้าปลีกท้องถิ่น เข้าร่วมกว่า 100 ร้านค้า รวมกว่า 800 สาขาทั่วประเทศ นำสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็นต่อการดำรงชีพ สินค้าที่ใช้เพื่อการฟื้นฟูบ้านเรือน ที่อยู่อาศัย และธุรกิจภายหลังน้ำลด กว่า 1,500 รายการ มาจำหน่ายในราคาพิเศษ พร้อมทั้งจัดทำแพ็กเกจพิเศษสำหรับสินค้าที่จำเป็นต่อการฟื้นฟูหลังประสบอุทกภัยในราคาพิเศษ ลดสูงสุดกว่า 60% อาทิ ข้าวสาร เครื่องปรุง น้ำมันพืช บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป สบู่ ยาสีฟัน ผงซักฟอก น้ำยาล้างพื้น รวมถึงจำหน่ายสินค้าชุมชน เช่น อาหารแปรรูปจากวัตถุดิบท้องถิ่น สินค้าเกษตรแปรรูป และเสื้อผ้า เป็นต้น ทั้งนี้โครงการดังกล่าวจะช่วยให้ผู้ประกอบการร้านโชห่วย ร้านค้าปลีก และประชาชนทั่วไปที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยสามารถเข้าถึงสินค้าที่จำเป็นได้ในราคาพิเศษ ซึ่งจะเป็นการลดภาระค่าใช้จ่ายและสนับสนุน&nbsp;เพื่อการฟื้นฟูอย่างรวดเร็วผ่านความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และเครือข่ายธุรกิจค้าปลีก</p>

<p><strong>กิจกรรมไทยช่วยไทย x Local Low Cost </strong>ไม่เพียงแต่จะช่วยฟื้นฟูคุณภาพชีวิต ลดค่าครองชีพให้กับประชาชนภายหลังน้ำลดเท่านั้น แต่ยังเป็นการสร้างความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน ตลอดจนผู้ผลิต ผู้จัดจำหน่าย ผู้ประกอบการ SMEs และเครือข่ายร้านค้าท้องถิ่นให้เกิดการเชื่อมโยงตลอดห่วงโซ่การค้า ลดต้นทุนให้ธุรกิจ เพิ่มยอดขาย ขยายฐานลูกค้า สร้างรายได้ และกระตุ้นเศรษฐกิจหมุนเวียนในท้องถิ่นให้เกิดความเข้มแข็งในระยะยาวได้อีกด้วย ซึ่งที่ผ่านมากรมพัฒนาธุรกิจการค้า ได้ร่วมมือกับหน่วยงานพันธมิตรจัดกิจกรรม &ldquo;ไทยช่วยไทย x Local Low Cost&rdquo; มาอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดได้จัดงานระหว่างวันที่ 1-15 สิงหาคม 2569 สามารถสร้างยอดขายได้สูงถึง 2,215 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 427 ล้านบาท หรือ 23.88% จากช่วงเวลาเดียวกันของปี 2568 ที่มียอดขายประมาณ 1,788 ล้านบาท ขณะที่ช่วงเวลาของการจัดกิจกรรมยังได้มีโปรโมชันและคูปองส่งเสริมการขายเพื่อดึงดูดลูกค้าให้เข้ามาจับจ่ายซื้อสินค้าภายในร้าน โดยมียอดขายจากการนำคูปองมาใช้สิทธิสูงถึง 44.68 ล้านบาท สะท้อนให้เห็นว่ามาตรการส่งเสริมการขายจะสามารถช่วยกระตุ้นการตัดสินใจซื้อ และสร้างกิจกรรมทางเศรษฐกิจให้เกิดขึ้นในระดับพื้นที่ และยังชี้ให้เห็นถึงความสำเร็จของการจัดกิจกรรมฯ ได้อย่างเป็นรูปธรรม</p>

<p><strong>ขอเชิญชวนประชาชนและธุรกิจในท้องถิ่นเลือกซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคในราคาประหยัด</strong> ได้ระหว่างวันที่ 1 &ndash; 15 พฤศจิกายน 2569 ณ ร้านค้าปลีกท้องถิ่นทั่วประเทศที่เข้าร่วมกิจกรรม &ldquo;ไทยช่วยไทย x Local Low Cost : ค้าปลีกไทย รวมใจฟื้นฟูน้ำท่วม&rdquo; เพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายในครัวเรือนได้กว่า 70 ล้านบาท และฟื้นฟูร้านค้าให้กลับมาดำเนินธุรกิจได้โดยเร็ว โดยสามารถตรวจสอบรายชื่อร้านค้าได้ที่เว็บไซต์กรมพัฒนาธุรกิจการค้า <a href="http://www.dbd.go.th" target="_blank"><span style="color:#0000cd;">www.dbd.go.th</span></a> หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมที่ Call Center 1570</p>
]]></description>
<enclosure url='https://pscd.prd.go.th/th/file/get/file/20261031ab83a81be55de7d850360557b9643f5d145353.jpg' type='image/jpg' length='147994' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[“พร้อมแล้ว! พรุ่งนี้ เตรียมเปิดชม “มหกรรมพืชสวนโลกอุดรธานี 2569”]]></title>
<link>https://pscd.prd.go.th/th/content/category/detail/id/36/iid/556202</link>
<guid isPermaLink="false">9bd8890ddb813aa2b831fdc390329cf0</guid>
<pubDate>Sat, 31 Oct 2026 09:49:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://pscd.prd.go.th/cms/s308/u2692/31-10-69/264823_1024x1024.jpg" style="width: 100%;" /></p>

<p>&nbsp;</p>

<p><strong>พร้อมแล้ว มหกรรมพืชสวนโลกจังหวัดอุดรธานี พ.ศ. 2569</strong> (Udon Thani International Horticultural Expo 2026) ที่จะเปิดให้ประชาชนและนักท่องเที่ยวเข้าชมในวันพรุ่งนี้ (1 พฤศจิกายน 2569) บนพื้นที่ชุ่มน้ำหนองแด อำเภอเมือง จังหวัดอุดรธานี ครอบคลุมเนื้อที่กว่า 1,030 ไร่ ภายใต้แนวคิดหลัก &ldquo;ความหลากหลายแห่งสรรพชีวิต: สายสัมพันธ์แห่งผู้คน สายน้ำ และพืชพรรณ สู่การดำรงชีวิตที่ยั่งยืน&rdquo; (Diversity of Life: Connecting People, Water and Plants for Sustainable Living) ซึ่งถือเป็นมหกรรมพืชสวนโลกระดับนานาชาติครั้งแรกในภาคตะวันออกเฉียงเหนือที่ได้รับการรับรองจากสมาคมพืชสวนระหว่างประเทศ (AIPH) โดยเป็นการบูรณาการความร่วมมือครั้งสำคัญระหว่างกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยกรมวิชาการเกษตร ร่วมกับจังหวัดอุดรธานีและภาคีเครือข่ายทั้งในและต่างประเทศ ตั้งเป้าหมายต้อนรับผู้เข้าชมกว่า 3.6 ล้านคน คาดการณ์กระตุ้นเศรษฐกิจสร้างมูลค่ากว่า 20,000 ล้านบาท พร้อมยกระดับจังหวัดอุดรธานีสู่การเป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยว อุตสาหกรรมไมซ์ (MICE) และศูนย์กลางเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวแห่งอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง</p>

<p><strong>การเตรียมความพร้อมในการจัดงาน</strong></p>

<p><strong>นางศศิญา ปานตั้น รองอธิบดีกรมวิชาการเกษตร</strong> ได้เน้นย้ำถึงการเตรียมความพร้อมด้านการบริหารจัดการสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืน โดยมีการวางระบบจัดการทรัพยากรและการจัดเก็บขยะภายในงานอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและมุ่งอนุรักษ์ระบบนิเวศของพื้นที่ชุ่มน้ำหนองแดอย่างเคร่งครัด ควบคู่กับการยกระดับมาตรฐานการจัดงานระดับสากลตามแนวทาง ISO 20121 และ ESG พร้อมการรับรองการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นศูนย์ (Carbon Neutral Self-Declaration) นอกจากนี้ ยังได้เตรียมความพร้อมด้านวิชาการด้วยการจัดงานประชุมวิชาการนานาชาติ Green City Conference เพื่อแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ในการพัฒนาเมืองสีเขียว ตลอดจนการวางแผนต่อยอดพื้นที่หลังสิ้นสุดการจัดงานอย่างคุ้มค่า เพื่อปรับเปลี่ยนให้เป็นแหล่งเรียนรู้ด้านพืชสวน ความหลากหลายทางชีวภาพ ศูนย์ศึกษาระบบนิเวศ และสวนสาธารณะถาวร<br />
ที่จะส่งต่อเป็นมรดกทางสิ่งแวดล้อมอันเป็นประโยชน์แก่ประชาชนอย่างยั่งยืนต่อไป</p>

<p><strong>นายณฐพล วิถี รองผู้ว่าราชการจังหวัดอุดรธานี กล่าวว่า</strong> จังหวัดอุดรธานีได้เตรียมความพร้อมอย่างครอบคลุมเพื่อต้อนรับประชาชนและนักท่องเที่ยวจากทั่วโลกตลอด 134 วันของการจัดงาน โดยมุ่งยกระดับพื้นที่ในฐานะเจ้าภาพระดับสากล ผ่านการวางเส้นทางเชื่อมโยงการเดินทางจากพื้นที่จัดงานไปยังแหล่งท่องเที่ยวสำคัญทั้งภายในจังหวัดและภูมิภาคใกล้เคียง พร้อมทั้งเตรียมความพร้อมและสร้างโอกาสให้แก่ผู้ประกอบการท้องถิ่น ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มธุรกิจท่องเที่ยว โรงแรม ร้านอาหาร ตลอดจนผู้ผลิตสินค้าและผลิตภัณฑ์ชุมชน ให้สามารถรองรับและได้รับประโยชน์สูงสุดจากการเติบโตของภาคการท่องเที่ยว</p>

<p><strong>นอกจากนี้ จังหวัดอุดรธานียังใช้มหกรรมครั้งนี้เป็นกลไกขับเคลื่อนเศรษฐกิจระยะยาว </strong>ด้วยการวางรากฐานเพื่อสร้างการรับรู้ให้อุดรธานีกลายเป็นจุดหมายปลายทางการท่องเที่ยวระดับนานาชาติ พร้อมต่อยอดศักยภาพไปสู่การพัฒนาด้านการค้า การลงทุน และอุตสาหกรรมไมซ์ (MICE) เพื่อผลักดันจังหวัดให้ก้าวขึ้นเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวที่สำคัญแห่งอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขงอย่างยั่งยืน</p>

<p><strong>การเตรียมพร้อมต้อนรับนักท่องเที่ยว</strong><strong>ครบทั้ง 4 มิติ ดังนี้</strong></p>

<p><strong>1.</strong> <strong>ตระการตากับไฮไลต์ที่ไม่ควรพลาด</strong></p>

<p>ไฮไลต์ความยิ่งใหญ่ภายในงานประกอบด้วย สวนนานาชาติรวม 32 สวน จาก 17 ประเทศ และ 2 องค์กรนานาชาติ ซึ่งแบ่งเป็นสวนนานาชาติภายนอกอาคาร 16 สวน และสวนนานาชาติภายในอาคาร 16 สวน สมทบด้วย สวนองค์กรไทย 16 สวน จากหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชนชั้นนำที่มาร่วมถ่ายทอดศิลปะการจัดสวนและนวัตกรรมพืชสวน นอกจากนี้ยังมี สวนจัดแสดงพรรณไม้กว่า 50 สวน ที่รวบรวมพรรณไม้เด่นและพรรณไม้หายากจากทั่วโลกหลายหมื่นต้น เช่น สวนนุ่นยักษ์จากทวีปอเมริกาใต้ สวนอินทผลัมยักษ์ สวนเบาบับด่างสวนมะกอกโอลีฟ สวนสนใบพาย ต้นกระบก ตาลโตนด ต้นรวงผึ้ง ราชพฤกษ์ ยี่เข่ง ตาลฟ้า และไม้ดัดรูปทรงแปลกตาจากประเทศจีนซึ่งบางต้นมีมูลค่าสูงถึงหลักแสนบาท เสริมความสดชื่นด้วย ไม้ดอกไม้ประดับหมุนเวียนรวมกว่า 1 ล้านต้น ตลอดระยะเวลาการจัดงาน ร่วมด้วย นิทรรศการ 16 นิทรรศการ (แบ่งเป็นนิทรรศการหมุนเวียนภายในอาคาร 8 นิทรรศการ และนิทรรศการภายนอกอาคาร 8 นิทรรศการ) การประกวดพืชพรรณ 7 ประเภท และกิจกรรมประชุมวิชาการระดับชาติและนานาชาติ เพื่อถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านพืชสวน เทคโนโลยีการเกษตรสมัยใหม่ และนวัตกรรมสีเขียว</p>

<p><br />
<strong>2.</strong> <strong>จัดแบ่งพื้นที่ออกเป็น</strong> <strong>6</strong> <strong>โซนสำคัญ</strong></p>

<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; พื้นที่จัดงานทั้งหมดถูกแบ่งออกเป็น 6 โซนหลัก เพื่ออำนวยความสะดวกและสร้างประสบการณ์การเรียนรู้ที่ครบถ้วนแก่ผู้เข้าชม ได้แก่</p>

<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; 1. โซนทางเข้าและจุดจำหน่ายบัตร: จุดให้บริการข้อมูล จำหน่ายบัตร และอำนวยความสะดวกแก่ผู้เข้าชมงาน</p>

<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; 2. โซนสวนจัดแสดงและอาคารหลัก: พื้นที่นำเสนอความงดงามและความหลากหลายของพรรณไม้ พร้อมอาคารสำคัญอย่าง &ldquo;เรือนอีสาน&rdquo; ที่สะท้อนเอกลักษณ์ท้องถิ่น</p>

<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; 3. โซนสวนนานาชาติ: พื้นที่จัดแสดงสวนจากประเทศและองค์กรนานาชาติทั่วโลก</p>

<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; 4. โซนนิทรรศการภายในอาคาร: ประกอบด้วย 4 อาคารหลัก ได้แก่ อาคารเรือนกระจก สำหรับจัดแสดงนิทรรศการวิชาการหมุนเวียนและการประกวดพืชพรรณ อาคารอำนวยการ สำหรับจัดแสดงสวนนานาชาติภายในอาคาร โรงเรือนไม้ในร่ม สำหรับจัดแสดงไม้ประดับและกล้วยไม้ และโรงเรือนจัดแสดงสวนพืชทะเลทราย สำหรับจัดแสดงพืชตระกูลแคคตัส</p>

<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; 5. โซนนิทรรศการวิชาการภายนอกอาคาร: รวบรวมนิทรรศการเฉลิมพระเกียรติ, นิทรรศการไม้ผลและเทคโนโลยีการเกษตร นิทรรศการไม้ดอกไม้ประดับ สวนกล้วยไม้ สวนบัว และนิทรรศการสวนคาร์บอนเครดิต</p>

<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; 6. โซนสวนพรรณไม้ประจำจังหวัด สวนไผ่ และเรือนเพาะชำ: ถ่ายทอดความหลากหลายของพรรณไม้และองค์ความรู้ด้านการเพาะขยายพันธุ์พืช</p>

<p><strong>3.</strong> <strong>สถาปัตยกรรมอัตลักษณ์อีสานผสานธรรมชาติ</strong></p>

<p>อาคารหลักภายในงานได้รับการออกแบบโดยผสานอัตลักษณ์อุดรธานีและภูมิปัญญาอีสานเข้ากับธรรมชาติอย่างลงตัว เน้นความสอดคล้องกับสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืน ผ่าน 5 สถาปัตยกรรมไฮไลต์ ได้แก่</p>

<p>● อาคารรูปไห (อาคารประชาสัมพันธ์): ได้รับแรงบันดาลใจจากเครื่องปั้นดินเผาบ้านเชียงและ &ldquo;ข้อง&rdquo;<br />
ซึ่งเป็นภาชนะสานด้วยไม้ไผ่สำหรับใส่ปลา</p>

<p>● อาคารเฉลิมพระเกียรติ: ผสานแนวคิดจากวัดป่าภูก้อนและดอกบัว ภายในประดิษฐานพระศรีอริยเมตไตรย &ldquo;พระพุทธภัทรบรมสุข&rdquo; พร้อมจัดแสดงนิทรรศการเฉลิมพระเกียรติ &ldquo;ผลพระคุณ ธ รักษา&rdquo; และนิทรรศการ &ldquo;134 ปีแห่งเรื่องราว สู่เมืองอุดรธานีวันนี้&rdquo;</p>

<p>● อาคารรูปไซ (อาคารอำนวยการ): ได้รับแรงบันดาลใจจาก &ldquo;ไซ&rdquo; เครื่องมือจับปลาพื้นบ้าน</p>

<p>● อาคารเรือนกระจก: ได้รับแรงบันดาลใจจาก &ldquo;เฮือนแฝด&rdquo; ผสานการออกแบบร่วมสมัยที่เน้นความโปร่งโล่งและการถ่ายเทอากาศอย่างดีเยี่ยม</p>

<p>● หมู่บ้านอีสาน: จำลองเรือนพื้นถิ่นดั้งเดิมรูปแบบต่าง ๆ เพื่อถ่ายทอดวิถีชีวิตและความผูกพันของครอบครัวชาวอีสานให้ผู้เข้าชมได้สัมผัสเสน่ห์ทางวัฒนธรรมอย่างใกล้ชิด</p>

<p><strong>4.</strong> <strong>กิจกรรมสำคัญ และตลาดชุมชนตลอด</strong> <strong>134</strong> <strong>วัน</strong></p>

<p>ภายในงานมีการจัดกิจกรรมสำคัญอย่างยิ่งใหญ่ ประกอบด้วย กิจกรรมเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสทรงครองราชย์ครบ 10 ปี และกิจกรรมเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เนื่องในโอกาสทรงเจริญพระชนมายุ 6 รอบ โดยจัดแสดงพระราชกรณียกิจ โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ และโครงการส่วนพระองค์ที่เกี่ยวข้องกับการเกษตร พร้อมสร้างสีสันตลอดการจัดงานด้วย การแสดงศิลปวัฒนธรรมกว่า 200 รายการ ณ &ldquo;ลานตุ้มโฮม&rdquo; รวมถึงกิจกรรมเฉลิมฉลองเทศกาลและวันสำคัญต่างๆ นอกจากนี้ยังมี&ldquo;ตลาดชุมชนริมน้ำ&rdquo; ที่รวบรวมร้านค้าท้องถิ่น 50 ร้าน หมุนเวียนจำหน่ายอาหาร สินค้าเกษตร และผลิตภัณฑ์ชุมชน ภายใต้แนวคิดตลาดรักษ์โลกที่มุ่งลดการใช้พลาสติกและส่งเสริมการคัดแยกขยะ เพื่อกระจายรายได้และสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจให้กับชุมชนในพื้นที่อย่างแท้จริง</p>

<p><strong>มหกรรมพืชสวนโลกจังหวัดอุดรธานี พ.ศ. 2569</strong> นับเป็นอีกหนึ่งโอกาสสำคัญที่นักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติจะได้ร่วมสัมผัสความยิ่งใหญ่ของมหกรรมพืชสวนระดับนานาชาติ บนพื้นที่ชุ่มน้ำหนองแดกว่า 1,030 ไร่ พบกับความงดงามของสวนนานาชาติ สวนองค์กรชั้นนำ พรรณไม้หายากจากทั่วโลก สถาปัตยกรรมที่สะท้อนอัตลักษณ์อีสาน ไม้ดอกไม้ประดับนับล้านต้น ตลาดชุมชนริมน้ำ ตลอดจนการแสดงศิลปวัฒนธรรมที่หมุนเวียนสร้างสีสันตลอดระยะเวลาการจัดงาน 134 วัน พร้อมเปิดประสบการณ์การเรียนรู้ด้านธรรมชาติ นวัตกรรมการเกษตร และการดำรงชีวิตอย่างยั่งยืน ที่จะสร้างทั้งความสุข รอยยิ้ม และความประทับใจให้แก่ผู้มาเยือน</p>

<p><strong>สำหรับพิธีเปิดอย่างเป็นทางการ กำหนดจัดขึ้นในวันที่ 2 พฤศจิกายน 2569</strong> โดยมีนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย พร้อมคณะรัฐมนตรี เข้าร่วมงาน และสามารถรับชมการถ่ายทอดสดได้ทางสถานีโทรทัศน์แห่งประเทศไทย NBT2HD สถานีโทรทัศน์ NBT ภาคอีสาน และ Facebook กรมประชาสัมพันธ์ ตั้งแต่เวลา 18.00 น. เป็นต้นไป สำหรับประชาชนและนักท่องเที่ยว สามารถเข้าร่วมเปิดประสบการณ์ความงดงามของพืชพรรณจากทั่วโลก ในงาน &ldquo;มหกรรมพืชสวนโลกจังหวัดอุดรธานี พ.ศ. 2569&rdquo; (Udon Thani International Horticultural Expo 2026) ระหว่างวันที่ 1 พฤศจิกายน 2569 &ndash; 14 มีนาคม 2570 เปิดให้เข้าชมทุกวัน เวลา 08.00&ndash;20.00 น. ณ พื้นที่ชุ่มน้ำหนองแด จังหวัดอุดรธานี บัตรเข้าชมสำหรับบุคคลทั่วไปราคา 199 บาท ทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ สามารถซื้อบัตรได้ที่เคาน์เตอร์ All Ticket ในร้าน 7-Eleven ทั่วประเทศ ผ่านเว็บไซต์ All Ticket หรือจุดจำหน่ายบัตรบริเวณหน้างาน นอกจากนี้ ยังมีบัตรเข้าชมประเภทอื่น ได้แก่ บัตรเจ้าบ้านอุดรธานี บัตรเครือสบายดี บัตรแบบกลุ่ม และบัตรเข้าชมฟรีสำหรับผู้มีสิทธิ์สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ <a href="http://www.udonthaniexpo2026.com" target="_blank"><span style="color:#0000cd;">www.udonthaniexpo2026.com</span></a> หรือ LINE Official Account: @organizer.udonexpo แล้วมาร่วมสัมผัสความมหัศจรรย์ของธรรมชาติ สีสันแห่งวัฒนธรรม และนวัตกรรมสีเขียว พร้อมต้อนรับประสบการณ์ครั้งสำคัญที่อุดรธานีไปด้วยกัน</p>
]]></description>
<enclosure url='https://pscd.prd.go.th/th/file/get/file/202610313fe5816a0881669a5f4981c1c9fca77a134932.jpg' type='image/jpg' length='268879' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[นายกฯ สั่งทุกหน่วยเร่งให้ความช่วยเหลือ ระดมกำลังเจ้าหน้าที่-อุปกรณ์ เตือนประชาชนภาคใต้ยังมีฝนตกหนักให้เฝ้าระวังต่อเนื่อง]]></title>
<link>https://pscd.prd.go.th/th/content/category/detail/id/36/iid/554826</link>
<guid isPermaLink="false">82d6025f35a46f3bfe4aa452a92a633d</guid>
<pubDate>Tue, 27 Oct 2026 08:56:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://pscd.prd.go.th/cms/s308/u2692/27-10-69/263677_1024x1024.jpg" style="width: 100%;" /></p>

<p>&nbsp;</p>

<p><strong>จากกรณีมีฝนตกหนักต่อเนื่องในพื้นที่จังหวัดภูเก็ตตั้งแต่วันที่ 25 ตุลาคม 2569</strong> ต่อเนื่องจนถึงวันที่ 26 ตุลาคม 2569 ส่งผลให้ในพื้นที่จังหวัดภูเก็ตมีน้ำท่วมหลายจุดเนื่องจากน้ำระบายไม่ทัน และมีน้ำป่าจากเขา 50 ปี พัดพาก้อนหิน ดินโคลน ไหลเข้าท่วมถนน และบ้านเรือนประชาชน นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย สั่งการทุกส่วนราชการในพื้นที่เร่งให้ความช่วยเหลือ พร้อมระดมกำลังเจ้าหน้าที่และอุปกรณ์เข้าทำความสะอาดพื้นที่ เก็บกวาดสิ่งปฏิกูล ตลอดจนเร่งช่วยเหลือเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์น้ำท่วมในพื้นที่จังหวัดภูเก็ต อย่างไรก็ตาม จังหวัดภูเก็ตและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องยังคงติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด พร้อมบูรณาการความร่วมมือในการให้ความช่วยเหลือประชาชนและฟื้นฟูพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ ขอให้ประชาชนเฝ้าระวังสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง ยกสิ่งของและทรัพย์สินไว้ในที่สูง และติดตามข่าวสารแจ้งเตือนจากทางราชการอย่างใกล้ชิด เนื่องจากยังมีการประกาศเตือนเรื่องฝนตกหนักและน้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก ดินโคลนถล่ม ส่วนเทศบาลเมืองป่าตองได้เปิดศูนย์ช่วยเหลือประชาชนและจัดเตรียมศูนย์พักพิงสำหรับผู้ประสบภัยน้ำท่วม เพื่อรองรับประชาชนที่ได้รับผลกระทบ โดยมีสถานที่ให้บริการ ได้แก่ เทศบาลเมืองป่าตอง โรงเรียนวัดสุวรรณคีรีวงก์ และโรงแรมป่าตองเบย์ฮิลล์ พร้อมเปิดหมายเลขโทรศัพท์ เพื่อให้ประชาชนที่ประสบเหตุฉุกเฉินหรือได้รับความเดือดร้อน สามารถติดต่อขอความช่วยเหลือได้ที่งานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เทศบาลเมืองป่าตอง หมายเลขโทรศัพท์ 0 7634 2600 ตลอด 24 ชั่วโมง และกำชับให้เร่งสำรวจความเสียหาย พร้อมเร่งเยียวยาตามระเบียบราชการ หากประชาชนต้องการความช่วยเหลือเพิ่มเติมให้แจ้งนายอำเภอ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ผู้บริหารและสมาชิกองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และผู้นำชุมชน หรือโทรสายด่วน 1784</p>

<p><strong>ส่วนความคืบหน้าสถานการณ์อุทกภัยของจังหวัดภูเก็ต</strong> พื้นที่ส่วนใหญ่กลับเข้าสู่ภาวะปกติแล้ว โดยทางจังหวัดบูรณาการความร่วมมือระดมสรรพกำลังเร่งฟื้นฟูและทำความสะอาดอย่างต่อเนื่อง โดยการนำรถแบ็กโฮ JCB รถตักดิน รถบรรทุกน้ำขนาด 12,000 ลิตร และอุปกรณ์ฉีดน้ำแรงดันสูง เข้าขนย้ายดินโคลนและทำความสะอาดพื้นที่ ซึ่งขณะนี้ได้ดำเนินการไปแล้วประมาณ 2&ndash;3 ซอย เพื่อเปิดเส้นทางจราจรและไม่ให้สิ่งอุดตันกระทบต่อระบบระบายน้ำ ทั้งนี้ บางจุดยังมีน้ำท่วมขัง รถยนต์สามารถสัญจรได้ แต่รถขนาดเล็กควรใช้ความระมัดระวังเป็นพิเศษ สำหรับความเสียหายเบื้องต้น ยังไม่มีรายงานผู้เสียชีวิต แต่บ้านเรือน รถยนต์ รถจักรยานยนต์ โรงแรม และสถานประกอบการบางส่วนได้รับผลกระทบ โดยมีประชาชนและผู้ประกอบการได้รับผลกระทบ กว่า 100 ครัวเรือน ในส่วนของนักท่องเที่ยวชาวไทยและชาวต่างชาติที่บางส่วนยังติดค้างอยู่ในโรงแรมพื้นที่ป่าตอง จังหวัดได้ประสานสมาคมโรงแรมไทยภูเก็ตให้ช่วยดูแลและขอให้นักท่องเที่ยวพักอยู่ในโรงแรมจนกว่าจะสามารถเดินทางออกจากพื้นที่ได้อย่างปลอดภัย ส่วนรถยนต์ที่เสียหายอยู่ระหว่างดำเนินการกู้ย้าย ทั้งนี้ขอให้ประชาชนติดตามประกาศเตือนภัยและข้อมูลสภาพอากาศจากหน่วยงานราชการอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะพื้นที่เสี่ยงน้ำท่วมขัง น้ำป่าไหลหลาก และดินโคลนถล่ม พร้อมติดตามข้อความแจ้งเตือน SMS และช่องทางประชาสัมพันธ์อย่างเป็นทางการ หลีกเลี่ยงเส้นทางที่มีดินโคลนหรือเศษวัสดุกีดขวางหากไม่มีความจำเป็น และปฏิบัติตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่อย่างเคร่งครัด โดยเฉพาะในช่วงนี้จนถึงวันที่ 30 ตุลาคม 2569 จะมีปริมาณฝนต่อเนื่องในพื้นที่</p>

<p><strong>นายวรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย</strong> ลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์น้ำบริเวณหน้า ภูเก็ตแฟนตาซี ต.กมลา อ.กะทู้ จ.ภูเก็ต สั่งการให้กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) เร่งสนับสนุนและส่งเครื่องสูบน้ำระยะไกลเข้ามาติดตั้งในพื้นที่ประสบภัยทันที เพื่อเร่งระบายน้ำออกจากชุมชนและเส้นทางคมนาคมลงสู่แหล่งน้ำธรรมชาติอย่างเต็มกำลังตลอด 24 ชั่วโมง พร้อมย้ำให้จังหวัดภูเก็ต อำเภอกะทู้ และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เร่งบูรณาการกำลังเจ้าหน้าที่ เครื่องจักรกลสาธารณภัย และอุปกรณ์ช่วยเหลือเข้าปฏิบัติการร่วมกันอย่างเป็นระบบ พร้อมจัดตั้งทีมเฝ้าระวังระดับน้ำและประเมินความเสี่ยงในพื้นที่จุดเสี่ยงอย่างต่อเนื่อง เพื่อเตรียมความพร้อมรับมือหากมีปริมาณฝนตกเพิ่ม และพร้อมเข้าช่วยเหลือประชาชนในการเคลื่อนย้ายสิ่งของ ตลอดจนดูแลความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินอย่างใกล้ชิด ทั้งนี้เป้าหมายสำคัญคือการบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชน มุ่งเน้นลดผลกระทบจากสถานการณ์น้ำให้ได้เร็วที่สุด</p>

<p><strong>ขณะที่กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย</strong> ส่ง Cell Broadcast แจ้งเตือน ฝนตกสะสมในพื้นที่ อ.ทุ่งสง จ.นครศรีธรรมราช และยังคงมีฝนตกต่อเนื่อง ให้ระวังน้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก น้ำล้นตลิ่ง น้ำท่วมขัง โดยเฉพาะพื้นที่ลุ่มต่ำ พื้นที่ริมคลองวังหีบ บริเวณ ต.นาหลวงเสน ต.ชะมาย ต.หนองหงส์ ต.ควนกรด และ ต.นาไม้ไผ่ และพื้นที่ใกล้เคียง&nbsp;รวมถึงแจ้งเตือนน้ำล้นตลิ่ง น้ำท่วมขังจากฝนตกสะสมในพื้นที่หมู่ 2 4 และ 7 ต.อ่าวลึกใต้ อ.อ่าวลึก จ.กระบี่ และบริเวณหมู่ 4-8 ต.ทับปริก และชุมชนใน ต.กระบี่ใหญ่ อ.เมือง จ. กระบี่</p>

<p><strong>นายชัยรัตน์ แก้วเพียงเพ็ญ รองอธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย</strong> เปิดเผยว่า ในพื้นที่ที่มีสถานการณ์อุทกภัยเกิดขึ้น ปภ. ได้กำชับไปยังสำนักงาน ปภ.จังหวัด เร่งประกาศเขตพื้นที่ประสบสาธารณภัย เพื่อให้ประชาชนสามารถยื่นคำขอเคลมประกันในการขอรับค่าสินไหมทดแทนจากการประกันภัยพิบัติแห่งชาติ เพื่อให้ประชาชนได้รับเงินช่วยเหลือได้อย่างรวดเร็ว พร้อมขอให้ทุกพื้นที่ติดตามและประเมินสถานการณ์ พื้นที่เสี่ยงและจุดเฝ้าระวัง เพื่อวางแผนรับมือ พร้อมตรวจสอบและปรับปรุงระบบระบายน้ำ กำจัดสิ่งกีดขวางทางน้ำ และแก้ไขจุดเสี่ยง และเตรียมความพร้อมด้านกำลังพล เครื่องจักรกลสาธารณภัยรวมทั้งบูรณาการความช่วยเหลือระหว่างจังหวัดอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้การช่วยเหลือประชาชนรวดเร็วและไม่ซ้ำซ้อน สำหรับแผนเผชิญเหตุ ขอให้ทบทวนข้อมูลศูนย์พักพิงชั่วคราว เส้นทางอพยพ ข้อมูลกลุ่มเปราะบาง ช่องทางแจ้งเตือนภัยให้เป็นปัจจุบัน รวมถึงประชาสัมพันธ์ช่องทางแจ้งเหตุฉุกเฉินและติดต่อหน่วยงานภาครัฐ ให้หน่วยงานแต่ละหน่วยเตรียมความพร้อมรับสถานการณ์ตามภารกิจ เพื่อประสานการสั่งใช้ทรัพยากรร่วมกัน ในการช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่ประสบภัย นอกจากนี้ ยังได้สั่งการศูนย์ ปภ. เขตในพื้นที่ภาคใต้ ได้แก่ ศูนย์ ปภ. เขต 11 สุราษฎร์ธานี เขต 12 สงขลา และเขต 18 ภูเก็ต เตรียมความพร้อมเครื่องจักรกลสาธารณภัยและกำลังเจ้าหน้าที่เพื่อให้สามารถเข้าประจำพื้นที่ประสบภัยได้อย่างรวดเร็ว พร้อมเข้าช่วยเหลือประชาชนและบรรเทาความเดือดร้อนอย่างทันท่วงที</p>

<p><strong>นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา</strong> สั่งการให้ตำรวจท่องเที่ยวและเจ้าหน้าที่ศูนย์ช่วยเหลือนักท่องเที่ยว (Tourist Assistance Center: TAC) ลงพื้นที่ดูแลและอำนวยความสะดวกแก่นักท่องเที่ยว ประชาสัมพันธ์ข้อมูลเส้นทางการเดินทาง และให้ความช่วยเหลือแก่นักท่องเที่ยวที่บางส่วนยังติดค้างอยู่ในโรงแรมพื้นที่ป่าตองทันที โดยเจ้าหน้าที่ TAC ร่วมกับตำรวจท่องเที่ยวได้ลงพื้นที่บริเวณป่าตอง เพื่ออำนวยความสะดวกและดูแลนักท่องเที่ยวอย่างใกล้ชิด พร้อมประชาสัมพันธ์ข้อมูลข่าวสาร สร้างความเข้าใจเกี่ยวกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น และให้ข้อมูลเส้นทางการเดินทางที่เหมาะสมแก่นักท่องเที่ยว ตลอดจนประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อให้ความช่วยเหลือตามความจำเป็น</p>

<p><strong>นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์</strong> สั่งการกรมชลประทานเตรียมรับมืออย่างเต็มที่ โดยเฉพาะพื้นที่เสี่ยงน้ำท่วมซ้ำซาก เพื่อป้องกันและลดผลกระทบต่อประชาชนให้ได้มากที่สุด โดยนายวิทยา แก้วมี อธิบดีกรมชลประทาน ลงพื้นที่จังหวัดสงขลา เน้นติดตามความพร้อมของระบบระบายน้ำในภาพรวม เพื่อให้การบริหารน้ำเชื่อมโยงกันทั้งพื้นที่ สามารถเร่งระบายน้ำออกจากพื้นที่ลุ่มต่ำได้อย่างเหมาะสม พร้อมเฝ้าระวังผลกระทบต่อชุมชนและพื้นที่การเกษตร โดยคำนึงถึงสถานการณ์น้ำทั้งต้นทางและปลายทางควบคู่กัน สำหรับพื้นที่หาดใหญ่ จุดที่ให้ความสำคัญเป็นพิเศษ คือ คลองระบายน้ำ ร.1 ซึ่งเป็นเส้นทางหลักในการช่วยระบายน้ำจากพื้นที่หาดใหญ่และพื้นที่ใกล้เคียงออกสู่ทะเลสาบสงขลา โดยขณะนี้กำลังเร่งซ่อมแซมคลอง เพื่อเสริมความแข็งแรงของโครงสร้างและรักษาประสิทธิภาพการระบายน้ำให้รองรับได้ 1,200 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที โดยเฉพาะช่วงที่มีฝนตกหนักและมีน้ำไหลมาจากพื้นที่ตอนบนพร้อมกัน พร้อมยืนยันว่า ได้เตรียมความพร้อมรับมือฝนภาคใต้อย่างเต็มกำลัง โดยเฉพาะพื้นที่เศรษฐกิจสำคัญอย่างอำเภอหาดใหญ่ กำชับให้ทุกหน่วยงานติดตามพยากรณ์อากาศและระดับน้ำอย่างใกล้ชิด ตรวจสอบความพร้อมของเครื่องสูบน้ำ เครื่องผลักดันน้ำ และประตูระบายน้ำให้พร้อมใช้งานตลอดเวลา รวมถึงประสานหน่วยงานท้องถิ่นแจ้งเตือนประชาชนล่วงหน้าหากพบความเสี่ยง เพื่อช่วยลดความเสียหายและบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนให้ได้มากที่สุด</p>

<p><strong>นายพิชิต หุ่นศิริ อธิบดีกรมทางหลวงชนบท</strong> เร่งสั่งการไปยังสำนักงานทางหลวงชนบท และแขวงทางหลวงชนบทในพื้นที่ภาคใต้ ได้แก่ สำนักงานทางหลวงชนบทที่ 11 (สุราษฎร์ธานี) สำนักงานทางหลวงชนบทที่ 12 (สงขลา) สำนักงานทางหลวงชนบทที่ 14 (กระบี่) และแขวงทางหลวงชนบทในสังกัด ให้ระดมกำลังเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่สำรวจโครงข่ายทางหลวงชนบทที่อยู่ในความรับผิดชอบ หากพบว่ามีเส้นทางที่ได้รับผลกระทบให้เร่งติดตั้งป้ายเตือน ป้ายทางเลี่ยง สัญญาณไฟกะพริบ ตลอดจนอุปกรณ์อำนวยความปลอดภัยต่าง ๆ เพื่อความปลอดภัยของประชาชน พร้อมกำชับให้เฝ้าระวังในพื้นที่ที่มีความเสี่ยงต่อการเกิดเหตุดินสไลด์ หรือคอสะพานชำรุดบนถนนทางหลวงชนบท รวมถึงให้จัดชุดลาดตระเวนสำรวจพื้นที่เสี่ยงเป็นพิเศษ เพื่อให้สามารถบริหารจัดการเส้นทางและเข้าดำเนินการแก้ไขได้อย่างรวดเร็วทันทีเมื่อเกิดเหตุ</p>

<p><strong>นพ.สมฤกษ์ จึงสมาน ปลัดกระทรวงสาธารณสุข</strong> เปิดเผยว่า ในพื้นที่ภาคใต้ ได้กำชับเขตสุขภาพที่ 11 และ 12 เฝ้าระวังฝนตกหนักช่วงวันที่ 26&ndash;28 ตุลาคม อย่างใกล้ชิด โดยเขตสุขภาพที่ 11 ให้เน้นเฝ้าระวังพื้นที่จังหวัดนครศรีธรรมราชและพื้นที่เสี่ยงน้ำป่า ยืนยันความพร้อมของระบบไฟฟ้า น้ำ ออกซิเจน เชื้อเพลิงสำรอง 72 ชั่วโมง และแผนอพยพผู้ป่วยกลุ่มเปราะบาง ขณะที่เขตสุขภาพที่ 12 เน้นตรวจสอบสถานบริการและเส้นทางส่งต่อผู้ป่วยฉุกเฉิน ในจังหวัดสตูล ตรัง พัทลุง และสงขลา โดยเฉพาะพื้นที่น้ำล้นตลิ่งและน้ำท่วมซ้ำ ส่วนสถานการณ์อุทกภัยในพื้นที่ 3 อำเภอ จ.ภูเก็ต ล่าสุด หลายพื้นที่เริ่มคลี่คลายแล้ว โดยเฉพาะ อ.เมืองภูเก็ต และ อ.ถลาง ขณะที่ อ.กะทู้ ยังต้องเร่งฟื้นฟูพื้นที่ โดยมีศูนย์พักพิงชั่วคราว 3 แห่ง ที่เทศบาลเมืองป่าตอง โรงเรียนวัดสุวรรณคีรีวงก์ และโรงแรมป่าตองเบย์ฮิลล์ อย่างไรก็ตาม เบื้องต้นยังไม่พบผลกระทบต่อสถานบริการสาธารณสุข ซึ่งได้กำชับให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องยังคงเฝ้าระวังและติดตามสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง</p>
]]></description>
<enclosure url='https://pscd.prd.go.th/th/file/get/file/202610275dabbe9c59912404d21abf8d8ff41a05135705.jpg' type='image/jpg' length='221391' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[นายกฯ เร่ง “ปราบนอมินี” ตรวจสอบที่ดินกลุ่มเสี่ยง-บังคับจำหน่ายที่ดินที่ถือครองโดยมิชอบ ปิดช่องนอมินีรายใหม่]]></title>
<link>https://pscd.prd.go.th/th/content/category/detail/id/36/iid/552705</link>
<guid isPermaLink="false">5e8cd45bbd2eec319a949d4c2c1c2348</guid>
<pubDate>Tue, 20 Oct 2026 10:11:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://pscd.prd.go.th/cms/s308/u2692/20-10-69/ปราบ_1024x1024.jpg" style="width: 100%;" /></p>

<p>&nbsp;</p>

<p><strong>นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย</strong> เปิดปฏิบัติการ &ldquo;ปราบนอมินี บังคับจำหน่ายและตรวจสอบการถือครองที่ดินกลุ่มเสี่ยง ปกป้องผลประโยชน์ชาติ&rdquo; ซึ่งจัดโดยกรมที่ดิน กระทรวงมหาดไทย โดยมีนายพลพีร์ สุวรรณฉวี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ผู้ว่าราชการจังหวัด และเจ้าพนักงานที่ดินเข้าร่วม นายกรัฐมนตรี ย้ำเจตนารมณ์ของรัฐบาลในการปราบปรามการถือครองที่ดินแทนคนต่างด้าวโดยมิชอบเพื่อหลีกเลี่ยงการบังคับใช้กฎหมายไทย โดยที่ดินเป็นทรัพยากรสำคัญของประเทศ การถือครองและใช้ประโยชน์ต้องถูกต้องตามกฎหมาย เป็นธรรม และไม่เปิดช่องให้แสวงหาประโยชน์โดยมิชอบ ซึ่งส่งผลกระทบต่อความเป็นธรรมในการใช้ทรัพยากร ความมั่นคงของประเทศ และความเชื่อมั่นของประชาชนต่อการบังคับใช้กฎหมาย ซึ่งรัฐบาลให้ความสำคัญกับการป้องกันและปราบปรามทุนเทา ธุรกิจผิดกฎหมาย และเครือข่ายนอมินี พร้อมชื่นชมหน่วยงานที่เกี่ยวข้องที่ร่วมบูรณาการการทำงานจนเกิดผลเป็นรูปธรรมและเป็นประโยชน์ต่อประชาชน โดยเฉพาะการป้องกันและปราบปรามการใช้ตัวแทนอำพราง (นอมินี) เพื่อไม่ให้มีการเอาเปรียบประชาชน ทั้งนี้ที่ผ่านมา กรมที่ดินได้บูรณาการความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและคณะกรรมการตรวจสอบนอมินีระดับจังหวัด<br />
พบการถือครองที่ดินโดยนอมินีหรือเข้าข่ายถือครองแทนคนต่างด้าว จำนวน 1,397 ราย รวม 2,360 แปลง เนื้อที่ 5,467 ไร่ คิดเป็นมูลค่าปัจจุบันประมาณ 14,010 ล้านบาท และได้เร่งบังคับจำหน่ายที่ดินในกรณีที่เข้าข่ายผิดกฎหมาย พร้อมดำเนินการตามขั้นตอนทางกฎหมายทั้งทางแพ่งและอาญา</p>

<p>นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า การตรวจสอบต้องไม่จำกัดเฉพาะข้อมูลผู้ถือครองที่ดินหรือผู้ถือหุ้นตามทะเบียน แต่ต้องครอบคลุมถึงผู้มีอำนาจควบคุม ผู้รับประโยชน์ที่แท้จริง เส้นทางการเงิน ทรัพย์สิน และบุคคลที่เกี่ยวข้อง เพื่อดำเนินการกับผู้กระทำผิดและขยายผลถึงเครือข่ายตามกฎหมาย ขณะเดียวกันประเทศไทยยินดีต้อนรับการลงทุนจากต่างประเทศที่สุจริต โปร่งใส และปฏิบัติตามกฎหมายไทย รวมถึงการถือครองหรือใช้สิทธิในที่ดินที่ได้รับอนุญาตตามกฎหมายส่งเสริมการลงทุนและกฎหมายที่เกี่ยวข้อง โดยยึดหลัก &ldquo;จริงจังกับผู้กระทำผิด และเป็นธรรมกับผู้ปฏิบัติที่ถูกต้อง&rdquo; อย่างไรก็ตามความสำเร็จของปฏิบัติการ LAND ACTION ไม่ได้วัดเพียงจำนวนกรณีที่ตรวจพบ แต่ต้องทำให้แต่ละกรณีได้ข้อยุติและบังคับใช้กฎหมายให้เกิดผลอย่างแท้จริง ภารกิจนี้จึงต้องอาศัยความร่วมมือระหว่างหน่วยงานต่าง ๆ เพื่อเชื่อมโยงข้อมูลนิติบุคคล ผู้ถือหุ้น แหล่งเงินทุน การถือครองและการใช้ประโยชน์ที่ดิน ตลอดจนเส้นทางการเงินและผู้ได้รับประโยชน์ที่แท้จริง ซึ่งกรมที่ดินต้องดำเนินการเรื่องการถือครองและการจำหน่ายที่ดินตามอำนาจหน้าที่อย่างเต็มที่ พร้อมประสานสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน เพื่อตรวจสอบสิทธิและเงื่อนไขที่เกี่ยวข้องให้ครบถ้วน ทั้งนี้ ขอให้ทุกหน่วยงานบูรณาการการทำงานทันทีเพื่อให้เกิดผลสำเร็จ 3 ประการ ดังนี้</p>

<p><strong>1. เร่งตรวจสอบกลุ่มเสี่ยงให้ได้ข้อยุติเป็นรายกรณี</strong> ให้กรมที่ดินและผู้ว่าราชการจังหวัดจัดลำดับความสำคัญของกรณีที่ต้องตรวจสอบ พร้อมกำหนดผู้รับผิดชอบ ขั้นตอนดำเนินงาน และกรอบเวลาให้ชัดเจน หากพบความเชื่อมโยงกับเครือข่ายนอมินีหรือความผิดอื่น ให้ส่งต่อและขยายผลไปยังหน่วยงานที่มีอำนาจโดยไม่ชักช้า โดยต้องตรวจสอบกลุ่มเสี่ยงให้แล้วเสร็จภายในเดือนธันวาคม 2569</p>

<p><strong>2. บังคับจำหน่ายที่ดินและติดตามผลอย่างจริงจัง</strong> กรณีตรวจสอบพบการถือครองที่ดินโดยมิชอบ ให้ดำเนินการตามกฎหมาย พร้อมตรวจสอบการรับโอนและพฤติการณ์ที่เกี่ยวข้อง เพื่อป้องกันการเปลี่ยนตัวนอมินีจากรายหนึ่งไปสู่อีกรายหนึ่ง โดยที่ปัญหายังคงอยู่เช่นเดิม</p>

<p><strong>3. ปิดช่องนอมินีรายใหม่และวางระบบป้องกันในระยะยาว</strong> ให้ทุกหน่วยงานนำข้อค้นพบจากการปฏิบัติการครั้งนี้ไปปรับปรุงระบบเฝ้าระวังก่อนและหลังการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรม รวมถึงติดตามการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างผู้ถือหุ้นและพฤติการณ์ที่อาจนำไปสู่การถือครองที่ดินแทนคนต่างด้าว ควบคู่กับการสื่อสารหลักเกณฑ์ให้ประชาชนและผู้ประกอบการเข้าใจ การเปิดช่องทางรับแจ้งเบาะแสที่เข้าถึงได้ และการเผยแพร่ผลการดำเนินงานในภาพรวมอย่างสม่ำเสมอ โดยคำนึงถึงสิทธิของผู้เกี่ยวข้องและไม่เปิดเผยข้อมูลที่กระทบต่อคดี</p>

<p><strong>นายกรัฐมนตรีย้ำว่า</strong> รัฐบาลมุ่งมั่นดำเนินการเรื่องนี้อย่างจริงจังภายใต้หลักธรรมาภิบาล โดยยึดหลักความโปร่งใส ความเป็นธรรม และการบังคับใช้กฎหมาย เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของประเทศ รักษาความเชื่อมั่นของประชาชน และสร้างความมั่นใจให้แก่ผู้ประกอบการและนักลงทุนที่ดำเนินธุรกิจโดยสุจริตและเคารพกฎหมาย ตามแนวทาง &ldquo;ปิดชื่อ ถือพฤติกรรม&rdquo;</p>

<p><strong>ขณะที่นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี</strong> เป็นประธานการประชุมคณะอนุกรรมการอำนวยการต่อต้านสินบนและความเสี่ยงการทุจริตภาครัฐ ครั้งที่ 2 / 2569 ภายใต้คณะกรรมการประสานงานเพื่อการต่อต้านการทุจริต (คตท.) เพื่อเป็นกลไกขับเคลื่อนงานและกลั่นกรองข้อเสนอแนะเชิงนโยบายในประเด็นการแก้ไขปัญหาการให้ หรือรับสินบน การทุจริตและประพฤติมิชอบของเจ้าหน้าที่ของรัฐ รวมถึงบูรณาการและเชื่อมโยงข้อมูล และพัฒนารูปแบบการให้บริการภาครัฐสู่ระบบดิจิทัล โดยเฉพาะในภารกิจที่เกี่ยวข้องกับการอนุมัติอนุญาต พร้อมทั้งเสนอแนะแนวทาง ปรับปรุงกฎหมาย ระเบียบ และกระบวนงานของภาครัฐต่อ คตท. ซึ่งการประชุมครั้งนี้เป็นการติดตามความก้าวหน้าการดำเนินงานตามมติที่ประชุมครั้งที่ผ่านมาโดยเฉพาะการเสริมสร้างความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน เพื่อลดความเสี่ยงการทุจริตในหน่วยงานภาครัฐ<br />
การยกระดับกระบวนการออกใบอนุญาตประกอบธุรกิจโรงแรมเพื่อผลักดันผู้ประกอบการเข้าสู่ระบบอย่างถูกต้อง ตลอดจนการพัฒนาระบบการให้บริการภาครัฐสู่รูปแบบดิจิทัล เพื่อลดขั้นตอนการดำเนินงาน ลดการใช้ดุลพินิจของเจ้าหน้าที่ และเพิ่มความสะดวก รวดเร็ว โปร่งใสในการให้บริการประชาชน</p>

<p><strong>นายภราดร กล่าวว่า</strong> ที่ประชุมให้ความสนใจกรณีที่นายพลพีร์ สุวรรณฉวี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ตรวจจับสถานบันเทิงหลายแห่ง ล่าสุดที่จังหวัดระยอง ซึ่งในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา มีเหตุการณ์ซ้ำเดิมเกิดขึ้นเป็นจำนวนมาก ที่ประชุมจึงมีมติมอบให้สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ หรือ ป.ป.ท. ร่วมกับ กองบัญชาการตำรวจนครบาล หรือ บช.น. และกรุงเทพมหานคร หารือแนวทาง โดยเบื้องต้นจะต้องดูช่องโหว่ทางกฎหมาย ว่ามีส่วนใดที่ทำให้เกิดการเรียกรับสินบน จากนั้น ทั้ง 3 หน่วยงานจะเดินหน้าแก้ไขปัญหา โดยจะเริ่มที่ถนนข้าวสารเป็นแซนด์บ็อกซ์ สำหรับกรณีที่สถานบันเทิงที่ถูกจับล่าสุดและได้พาดพิงว่ามีเจ้าหน้าที่รัฐเกี่ยวข้องในการรับสินบน จะต้องถูกดำเนินการทั้งทางวินัยและอาญา ซึ่งได้กำชับกับ ป.ป.ท.ให้ใช้เวลาไม่เกิน 30 วัน ในการสอบสวนการกระทำผิด เพื่อส่งเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมให้เร็วที่สุดย้ำว่า คตท.จะดำเนินการเอาผิดกับเจ้าหน้าที่ของรัฐที่ฝ่าฝืนกฎหมายอย่างเข้มงวดที่สุด</p>

<p><strong>นอกจากนี้ที่ประชุมยังได้พิจารณาประเด็นสำคัญ</strong>เกี่ยวกับการขับเคลื่อนการอนุญาตประกอบธุรกิจโรงแรมในพื้นที่จังหวัดภูเก็ต เพื่อหาแนวทางแก้ไขปัญหาและอุปสรรคที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการอนุญาต รวมถึงการพัฒนาระบบงานของหน่วยงานภาครัฐให้มีประสิทธิภาพและเป็นไปตามหลักธรรมาภิบาล รวมทั้งยังได้พิจารณากระบวนงานของหน่วยงานภาครัฐที่มีความเสี่ยงสูงตามกรอบการดำเนินโครงการ 1 กรม 1 โปร่งใส เพื่อวิเคราะห์และประเมินความเสี่ยงที่อาจนำไปสู่การทุจริตและประพฤติมิชอบ พร้อมกำหนดแนวทางและมาตรการเชิงป้องกันที่เหมาะสม โดยมุ่งเน้นการปรับปรุงกระบวนงาน ลดช่องว่างในการแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบ และส่งเสริมให้หน่วยงานภาครัฐมีระบบการดำเนินงานที่โปร่งใส สามารถตรวจสอบได้</p>
]]></description>
<enclosure url='https://pscd.prd.go.th/th/file/get/file/20261020b6de73335ad9e330267c8f631afd3def153738.jpg' type='image/jpg' length='153490' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[ครม. เห็นชอบ สินเชื่อบ้านคนละหลัง PLUS กู้สูงสุด 3 ล้านบาท ผ่อนนาน 40 ปี ช่วยผู้มีรายได้น้อย-ปานกลางมีบ้านเป็นของตนเอง]]></title>
<link>https://pscd.prd.go.th/th/content/category/detail/id/36/iid/551098</link>
<guid isPermaLink="false">78773c49d3c3b22daaa1f6247b8ceaf9</guid>
<pubDate>Thu, 15 Oct 2026 10:57:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://pscd.prd.go.th/cms/s308/u2692/15-10-69/260945_1024x1024.jpg" style="width: 100%;" /></p>

<p>&nbsp;</p>

<p><strong>กระทรวงการคลังได้มีการดำเนินมาตรการช่วยเหลือและสนับสนุนเศรษฐกิจผ่านภาคอสังหาริมทรัพย์มาอย่างต่อเนื่อง</strong> ซึ่งได้รับผลตอบรับจากประชาชนเป็นอย่างดี และปัจจุบันยังคงมีผู้สนใจยื่นคำขอสินเชื่อที่อยู่อาศัยจำนวนมาก ดังนั้น เพื่อเป็นการสนับสนุนภาคธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ และรองรับความต้องการมีที่อยู่อาศัยของประชาชนผู้มีรายได้น้อยถึงปานกลางให้สามารถเข้าถึงสินเชื่อภายใต้เงื่อนไขที่ผ่อนปรน กระทรวงการคลังจึงได้เสนอโครงการสินเชื่อบ้านคนละหลัง PLUS ของธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) ซึ่งเป็นการต่อยอดมาตรการสนับสนุนที่อยู่อาศัยของรัฐบาล หลังจากโครงการสินเชื่อบ้าน Happy Home วงเงิน 20,000 ล้านบาท และมาตรการสินเชื่อซื้อ&ndash;สร้าง วงเงิน 50,000 ล้านบาท ได้รับความสนใจจากประชาชนจน ธอส. ปล่อยสินเชื่อเต็มกรอบวงเงินทั้งสองโครงการแล้ว แต่ยังมีประชาชนจำนวนมากต้องการสินเชื่อเพื่อซื้อหรือสร้างที่อยู่อาศัย รัฐบาลจึงมุ่งเพิ่มโอกาสให้ประชาชนสามารถมีบ้านเป็นของตนเองได้ในราคาและดอกเบี้ยที่เหมาะสม ซึ่งคณะรัฐมนตรีได้มีมติเห็นชอบ ในวันที่ 14 ตุลาคม 2569 โดยมีสาระสำคัญของโครงการ ดังนี้</p>

<p><strong>1. โครงการสินเชื่อบ้านคนละหลัง</strong> <strong>PLUS ของธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.)</strong> วงเงินรวม 50,000 ล้านบาท โดย ธอส. สนับสนุนสินเชื่อให้แก่ประชาชนทั่วไปโดยเฉพาะผู้มีรายได้น้อยและปานกลางที่ต้องการมีที่อยู่อาศัยเป็นของตนเองในราคาไม่เกิน 3 ล้านบาท เพื่อซื้อที่ดินพร้อมอาคารหรือห้องชุด ปลูกสร้างอาคารหรือซื้อที่ดินพร้อมปลูกสร้างอาคารบนที่ดินของรัฐ หรือซื้ออาคารหรือห้องชุดบนที่ดินของรัฐ และเพื่อซื้ออุปกรณ์หรือสิ่งอำนวยความสะดวกที่เกี่ยวเนื่องเพื่อประโยชน์ในการอยู่อาศัย ด้วยอัตราดอกเบี้ยที่เหมาะสมกับศักยภาพการชำระหนี้ โดยมีอัตราดอกเบี้ยแบ่งเป็น 2 กรณี ได้แก่ 1) กรณีผ่อนปรนเกณฑ์รายได้และค่าครองชีพ อัตราดอกเบี้ยร้อยละ 2.8 ต่อปี เป็นระยะเวลา 2 ปี และ 2) กรณีเกณฑ์รายได้ปกติ อัตราดอกเบี้ยร้อยละ 2.6 ต่อปี เป็นระยะเวลา 2 ปี วงเงินสินเชื่อต่อรายต่อหลักประกันไม่เกิน 3 ล้านบาท ระยะเวลากู้สูงสุดไม่เกิน 40 ปี ซึ่ง ธอส. จะพิจารณาความสามารถในการผ่อนชำระของผู้กู้ให้เหมาะสมกับภาระหนี้ตลอดอายุสัญญา โดยเฉพาะภายหลังสิ้นสุดช่วงอัตราดอกเบี้ยพิเศษ เพื่อป้องกันไม่ให้ประชาชนมีภาระทางการเงินเกินความสามารถ ประชาชนที่สนใจเข้าร่วมโครงการสามารถยื่นขอสินเชื่อได้ตั้งแต่วันที่ 15 ตุลาคม 2569 จนถึงวันที่ 30 ธันวาคม 2573 หรือจนกว่าสินเชื่อจะเต็มกรอบวงเงินโครงการ ทั้งนี้ หลักเกณฑ์และเงื่อนไขอื่น ๆ เป็นไปตามที่ ธอส. กำหนด</p>

<p><strong>2. การแยกบัญชีโครงการฯ ของ ธอส. เป็นบัญชีธุรกรรมนโยบายรัฐ (</strong><strong>Public Service Account : PSA) (บัญชี PSA)</strong> โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อแยกผลการดำเนินงานตามนโยบายรัฐบาลออกจากธุรกรรมเชิงพาณิชย์ของธนาคารอย่างชัดเจน ช่วยให้การกำกับดูแล การตรวจสอบ และการประเมินผลการดำเนินงานมีความโปร่งใสและเหมาะสม โดยสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และธนาคารแห่งประเทศไทยได้ให้ข้อสังเกตเกี่ยวกับการบริหารความเสี่ยง การประเมินความสามารถในการชำระหนี้ และการปฏิบัติตามหลักเกณฑ์กำกับดูแลสินเชื่อที่อยู่อาศัยอย่างเคร่งครัด กระทรวงการคลังได้ให้ความสำคัญกับการช่วยเหลือและส่งเสริมให้ประชาชนมีที่อยู่อาศัยเป็นของตนเองภายใต้เงื่อนไขที่เหมาะสมกับศักยภาพของตนเอง ตลอดจนการสร้างเสถียรภาพและการยกระดับภาคอสังหาริมทรัพย์ของประเทศไทยให้เข้มแข็งและมีศักยภาพที่จะเติบโตได้อย่างมั่นคงในอนาคต รวมถึงส่งผลดีต่อห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) ทั้งการใช้จ่ายในภาคก่อสร้าง การผลิตวัสดุก่อสร้าง การจ้างงานและการบริโภคสินค้าและบริการที่เกี่ยวข้อง โดยคาดว่าการดำเนินโครงการสินเชื่อบ้านคนละหลัง PLUS จะก่อให้เกิดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจรวมประมาณ 125,000 ล้านบาท รวมทั้งช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจภาพรวมของประเทศ<br />
มุ่งสร้างโอกาสให้ประชาชน โดยเฉพาะผู้มีรายได้น้อยและปานกลาง สามารถมีบ้านเป็นของตนเองได้ด้วยภาระผ่อนชำระที่เหมาะสม เพราะบ้านไม่ใช่เพียงทรัพย์สิน แต่เป็นรากฐานความมั่นคงของครอบครัว</p>
]]></description>
<enclosure url='https://pscd.prd.go.th/th/file/get/file/2026101520dab9587b515c2b5ba04cd46df6caa4125815.jpg' type='image/jpg' length='89904' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[ไทยเปิดตัว Bangkok Blueprint วางกรอบความร่วมมือโลกสกัดสแกมเมอร์-ภัยไซเบอร์ทั่วโลก]]></title>
<link>https://pscd.prd.go.th/th/content/category/detail/id/36/iid/551088</link>
<guid isPermaLink="false">0985107e8bd92f2252f181b20ab80999</guid>
<pubDate>Thu, 15 Oct 2026 09:33:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://pscd.prd.go.th/cms/s308/u2692/15-10-69/260947_1024x1024.jpg" style="width: 100%;" /></p>

<p>&nbsp;</p>

<p><strong>ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง</strong> และนายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย เปิดตัว &ldquo;Bangkok Blueprint for Fraud-Resilient Financial Services&rdquo; ในการประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการกองทุนการเงินระหว่างประเทศและกลุ่มธนาคารโลกปี 2569 (2026 IMF&ndash;World Bank Group Annual Meetings) เพื่อวางกรอบความร่วมมือระหว่างประเทศในการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางการเงินดิจิทัล โดยเน้นย้ำว่าอาชญากรรมทางการเงินเป็นปัญหาข้ามพรมแดน ผู้เสียหายอาจอยู่ประเทศหนึ่ง มิจฉาชีพอยู่อีกประเทศ และเงินถูกโอนไปยังประเทศที่สาม จึงจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือระหว่างรัฐบาล สถาบันการเงิน ผู้ให้บริการโทรคมนาคม และแพลตฟอร์มดิจิทัล เพื่อป้องกันอาชญากรรมตั้งแต่ต้นทาง ติดตามเส้นทางการเงิน และช่วยเหลือผู้เสียหายอย่างมีประสิทธิภาพ</p>

<p><strong>&ldquo;Bangkok Blueprint&rdquo;</strong> เป็นกรอบแนวทางเชิงนโยบายเพื่อรับมือกับภัยการเงินดิจิทัลทั้งการฉ้อโกง การหลอกลวงและอาชญากรรมทางดิจิทัล เพื่อส่งเสริมระบบการเงินดิจิทัลที่ปลอดภัย น่าเชื่อถือและทั่วถึง โดยธนาคารแห่งประเทศไทย ริเริ่มแนวคิด Bangkok Blueprint for Fraud-Resilient Financial Services ร่วมกับกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) และกลุ่มธนาคารโลก (World Bank Group) โดยต่อยอดบทเรียนและประสบการณ์จริง เพื่อพัฒนาเป็น &ldquo;เข็มทิศเชิงนโยบาย&rdquo; ที่ประเทศต่าง ๆ สามารถนำไปปรับใช้ให้เหมาะกับบริบทของตนเอง โดยมีแนวทางสำคัญ 3 เรื่อง ได้แก่ 1. รับมืออย่างครบวงจร ผ่านความร่วมมือจากทุกภาคส่วน 2. ยกระดับความร่วมมือระหว่างประเทศ เพื่อจัดการภัยทุจริตทางดิจิทัลที่ข้ามพรมแดน 3. แลกเปลี่ยนองค์ความรู้และแนวปฏิบัติ เพื่อสนับสนุนการพัฒนามาตรฐานและมาตรการป้องกันภัยทางการเงินดิจิทัลอย่างยั่งยืน</p>

<p><strong>Bangkok Blueprint จะเข้ามาเสริมการดำเนินงานภายใต้แนวคิด</strong> &ldquo;Connect the Dots&rdquo; ของประเทศไทย ซึ่งมุ่งเชื่อมโยงข้อมูลทางการเงินระหว่างหน่วยงานภายในประเทศ เพื่อให้สามารถตรวจจับธุรกรรมต้องสงสัยและสกัดกั้นเส้นทางเงินได้รวดเร็วยิ่งขึ้น โดย Bangkok Blueprint จะช่วยวางกรอบความร่วมมือและแนวทางแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างประเทศ ประกอบด้วย 12 แนวทางสำคัญ ได้แก่ 1) การยกระดับเป็นวาระแห่งชาติ (National Agenda): ผลักดันให้การแก้ปัญหาภัยทุจริตและการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลเป็นนโยบายเร่งด่วนระดับชาติ 2) การมีกฎหมายและกฎระเบียบที่เหมาะสม (Appropriate Legislation): ปรับปรุงกฎหมายให้ทันสมัย เอื้อต่อการจัดการอาชญากรรมทางเทคโนโลยีอย่างรวดเร็วและเด็ดขาด 3) การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่ทั่วถึง (Inclusive Infrastructure): การขยายโครงสร้างพื้นฐานระบบชำระเงินดิจิทัล (เช่น การถอดบทเรียนจากความสำเร็จของ PromptPay และแอปพลิเคชัน เป๋าตัง / ถุงเงิน ของไทย) เพื่อช่วยให้ร้านค้ารายย่อยและกลุ่มเปราะบางเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้ง่ายขึ้น 4) การพัฒนาระบบยืนยันตัวตนดิจิทัล (Digital ID &amp; KYC): ยกระดับมาตรฐานการพิสูจน์และยืนยันตัวตน เพื่อป้องกันการเปิดบัญชีม้าและการสวมรอยทำธุรกรรม 5) ระบบการป้องกันเชิงรุก (Proactive Prevention): กำหนดมาตรการสกัดกั้นและจำกัดเส้นทางธุรกรรมที่ต้องสงสัยอย่างทันท่วงที ก่อนความเสียหายจะขยายวงกว้าง 6) ระบบตรวจจับอัจฉริยะ (Advanced Detection): นำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) และการวิเคราะห์ข้อมูลขั้นสูง (เช่น โมเดล AI ตรวจจับความเสี่ยง) มาใช้ตรวจจับพฤติกรรมธุรกรรมที่ผิดปกติ 7) กลไกการเยียวยาผู้เสียหาย (Victim Remedy &amp; Recovery): จัดตั้งกระบวนการช่วยเหลือเยียวยาและคืนเงินให้ผู้เสียหายอย่างรวดเร็ว มีขั้นตอนที่ชัดเจนและเป็นธรรม 8) ความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ของสถาบันการเงิน (Financial Cyber Resilience): ยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยของระบบธนาคาร เพื่อสร้างความเชื่อมั่นต่อระบบการเงินในระยะยาว 9) ความร่วมมือระหว่างหน่วยงานภายในประเทศ (Domestic Collaboration): ทลายข้อจำกัด ในการแชร์ข้อมูลระหว่างธนาคาร ตำรวจ เครือข่ายโทรคมนาคม และหน่วยงานกำกับดูแล 10) ความร่วมมือระหว่างประเทศ (International Cooperation): สร้างเครือข่ายแลกเปลี่ยนข้อมูลและปราบปรามอาชญากรรมทางการเงินข้ามชาติ เนื่องจากมิจฉาชีพมักสั่งการจากต่างประเทศ 11) การสร้างความตระหนักรู้และภูมิคุ้มกันให้ประชาชน (Financial &amp; Digital Literacy): มุ่งให้ความรู้แก่ประชาชนรู้เท่าทันกลโกง ไม่ตกเป็นเหยื่อสแกมเมอร์ออนไลน์ 12) การรักษาสมดุลระหว่างความปลอดภัยและการเข้าถึง (Safe &amp; Inclusive Balance): การออกแบบนโยบายที่ไม่เข้มงวดจนเป็นการกีดกันผู้บริโภคทั่วไป (โดยเฉพาะผู้สูงอายุหรือผู้ที่เข้าไม่ถึงเทคโนโลยี) แต่ก็ไม่อ่อนแอจนเปิดช่องให้มิจฉาชีพ ซึ่งครอบคลุมใน 5 เสาหลัก ได้แก่ (1) การวางยุทธศาสตร์ กฎหมาย และกลไกกำกับดูแลที่กำหนดบทบาทและความรับผิดชอบอย่างชัดเจน (2) การบริหารจัดการภัยทุจริตอย่างครบวงจร ตั้งแต่การป้องกัน ตรวจจับ ตอบสนอง และเยียวยาผู้เสียหาย (3) การใช้ประโยชน์จากกรอบบริหารความเสี่ยงและการบังคับใช้กฎหมายที่มีอยู่แล้ว เช่น AML/CFT และ Cybersecurity (4) การเสริมสร้างความร่วมมือทั้งภายในประเทศและระหว่างประเทศ และ (5) การคุ้มครองผู้บริโภคและสร้างการตระหนักรู้ รวมถึงเพิ่มภูมิคุ้มกันทางดิจิทัล พร้อมรวบรวมประสบการณ์จากไทย ฮ่องกง มาเลเซีย และสิงคโปร์ เพื่อให้ประเทศต่าง ๆ นำไปประยุกต์ใช้ตามบริบทของตนเอง</p>

<p><strong>ดร.เอกนิติ ย้ำว่า </strong>การฉ้อโกงดิจิทัลเป็นความท้าทายทางเศรษฐกิจระดับโลก เนื่องจากอาชญากรฉวยโอกาสจากช่องว่างด้านการบังคับใช้กฎหมายและการประสานงานข้ามพรมแดน พร้อมเรียกร้องให้ประเทศต่างๆ นำ Blueprint ไปปฏิบัติ และขยายการแลกเปลี่ยนข้อมูลให้ก้าวข้ามพรมแดนของแต่ละประเทศ เพื่อสร้างระบบการเงินที่ปลอดภัย ครอบคลุม มีภูมิคุ้มกันมากขึ้น และเสริมสร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชนทั่วโลก</p>

<p><strong>ด้านนายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย</strong> อธิบายว่า การเงินดิจิทัลทำให้บริการทางการเงินเข้าถึงง่าย มีประสิทธิภาพ และมีราคาย่อมเยายิ่งขึ้น แต่สร้างความเสี่ยงที่เชื่อมโยงกันทั้งด้านการฉ้อโกง ความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ และความสามารถในการดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง พร้อมชี้ว่าผลลัพธ์ของไทยเป็นหลักฐานว่าความร่วมมือที่ประสานกันได้ผลจริง โดยความเสียหายจากการฉ้อโกงทางการเงินลดลงจากกว่า 43,000 ล้านบาทในปี 2567 เหลือ 32,000 ล้านบาทในปี 2568 และในครึ่งแรกของปี 2569 ความเสียหายยังสูงกว่า 9,000 ล้านบาท นอกจากนี้ ยังได้กล่าวถึงภาวะการเงินดิจิทัลที่ปลอดภัยและครอบคลุม (Safe and Inclusive Digital Finance: SIDF) ซึ่งมุ่งให้นวัตกรรมทางการเงินดิจิทัลก้าวหน้าไปพร้อมกับความมั่นคงปลอดภัย ความไว้วางใจ และการเข้าถึงบริการทางการเงิน และย้ำว่าการนำไปปฏิบัติให้ได้ผลต้องอาศัยความร่วมมืออย่างต่อเนื่องระหว่างหน่วยงานกำกับดูแล สถาบันการเงิน ภาคเอกชน และองค์กรระหว่างประเทศ</p>

<p>ที่ผ่านมาธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้ยกระดับการจัดการปัญหาเรื่องเงินเทา และคอร์รัปชันอย่างครบวงจร ซึ่งการดำเนินการดังกล่าวสอดรับกับหลักการของ Bangkok Blueprint ในหลายมิติ อาทิ (1) การตรวจสอบและรู้จักตัวตนของลูกค้าอย่างเข้มงวด (KYC/CDD/EDD) (2) การยืนยันตัวตนของร้านค้า (KYM) ของธุรกิจรับชำระเงิน เพื่อป้องกันการให้บริการกับธุรกิจผิดกฎหมาย (3) การตรวจจับธุรกรรมทางการเงินต้องสงสัย (suspicious transaction) (4) การถอนเงินสดมูลค่าสูงตั้งแต่ 5 ล้านบาท ขึ้นไป และ (5) ยกระดับมาตรการป้องกันการนำเงินสดไปแปลงเป็นสินทรัพย์ทางการเงินอื่น เช่น ทองคำและเงินตราต่างประเทศ รวมถึงกำกับดูแลธุรกรรมสินทรัพย์ดิจิทัลที่มีความเสี่ยงร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เช่น USDT เป็นต้น</p>

<p><strong>ธปท. และกระทรวงการคลัง</strong> มุ่งหวังให้ Bangkok Blueprint เป็นจุดเริ่มต้นของการขับเคลื่อนใน 3 ด้านสำคัญ ได้แก่ Whole-of-Ecosystem ยกระดับการรับมือให้ครบวงจร โดยให้ทุกภาคส่วนร่วมรับผิดชอบการร่วมมือข้ามพรมแดน เพื่อรับมืออาชญากรรมที่ดำเนินการข้ามประเทศ และยกระดับมาตรฐานและแนวปฏิบัติสากล ผ่านองค์กรระหว่างประเทศต่างๆ ทั้ง IMF, World Bank Group (WBG), Financial Action Task Force (FATF) และ Financial Stability Board (FSB) โดยในระยะข้างหน้า การสร้างระบบการเงินดิจิทัลที่มีความเข้มแข็งในระยะยาวจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือที่ใกล้ชิด การประสานงานอย่างเป็นระบบ ตลอดจนความร่วมมือระหว่างประเทศอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้การเงินดิจิทัลยังคงเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนนวัตกรรม การเข้าถึงบริการทางการเงิน และการเติบโตทางเศรษฐกิจ บนพื้นฐานของความปลอดภัยและความเชื่อมั่นของประชาชน</p>

<p><strong>นอกจากนี้ ประเทศไทยในฐานะที่เป็นหนึ่งในผู้ร่วมพัฒนาหลักและนำโมเดลนี้ไปใช้เป็นประเทศแรกๆ</strong> ได้ออกมาตรการและข้อบังคับจริงที่มีความเข้มงวดสูงอย่างเป็นรูปธรรม ผ่าน ธนาคารแห่งประเทศไทย ร่วมกับกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม และหน่วยงานภาครัฐ ซึ่งสรุปได้ 4 ด้านหลัก ดังนี้</p>

<p><strong>1. มาตรการยกระดับความปลอดภัย</strong> <strong>Mobile Banking</strong> ธปท. ได้ประกาศมาตรฐานขั้นต่ำที่ทุกสถาบันการเงินและ e-Money ต้องปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด หากฝ่าฝืนจนเกิดความเสียหาย ธนาคารต้องร่วมรับผิดชอบ</p>

<p>&ndash; 1 บัญชีผู้ใช้ ต่อ 1 อุปกรณ์ (1 Device Policy): กำหนดให้แอปพลิเคชันธนาคารผูกใช้งานได้เพียง<br />
1 อุปกรณ์ต่อ 1 บัญชี เพื่อป้องกันไม่ให้มิจฉาชีพนำข้อมูลไปล็อกอินระบบอื่น</p>

<p>&ndash; การยืนยันใบหน้า (Biometrics &amp; Liveness Detection): บังคับสแกนใบหน้าตรวจสอบตัวตนจริงเมื่อโอนเงินตั้งแต่ 50,000 บาทขึ้นไปต่อครั้ง ยอดสะสมเกิน 200,000 บาทต่อวัน หรือเมื่อขอเพิ่มวงเงินการทำธุรกรรม</p>

<p>&ndash; การบล็อกแอปพลิเคชันเสี่ยง: ระบบ Mobile Banking ของไทยสามารถตรวจสอบและบล็อกการทำงานทันทีหากตรวจพบว่าอุปกรณ์มีการติดตั้งแอปรีโมตควบคุมระยะไกล (แอปดูดเงิน) หรือเป็นอุปกรณ์ที่ดัดแปลงระบบ (Rooted/Jailbroken)</p>

<p>&ndash; ห้ามแนบลิงก์: ห้ามธนาคารส่ง SMS หรืออีเมลที่แนบลิงก์ใด ๆ ให้ลูกค้า (ยกเว้นกรณีที่ลูกค้าเป็นผู้ร้องขอเองกับระบบ) เพื่อตัดช่องทางกลโกง Phishing</p>

<p><strong>2. มาตรการกวาดล้างและสกัด &ldquo;บัญชีม้า&rdquo; ระดับบุคคล</strong> ประเทศไทยได้เปลี่ยนวิธีจัดการบัญชีม้าจากเดิมที่แบนเป็นรายบัญชี มาเป็นการ &ldquo;แบนระดับบุคคล&rdquo; (จัดการทุกบัญชีของคนเปิด):</p>

<p>&ndash; จัดกลุ่มความเสี่ยงรายบุคคล: ธนาคารแห่งประเทศไทยร่วมกับสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) จัดเกรดผู้เข้าข่ายบัญชีม้าออกเป็นกลุ่ม (ม้าดำ, ม้าเทาเข้ม, ม้าเทาอ่อน) ซึ่งหากใครติดรายชื่อความเสี่ยงสูง จะถูกระงับการทำธุรกรรมและห้ามเปิดบัญชีใหม่ในทุกธนาคารทันที</p>

<p>&ndash; ระบบแลกเปลี่ยนข้อมูลข้ามธนาคาร: การใช้เทคโนโลยีศูนย์ข้อมูลร่วมกัน (เช่น ระบบ CFR) ทำให้เมื่อธนาคารหนึ่งตรวจพบหรือระงับบัญชีม้า ข้อมูลจะแชร์ไปยังธนาคารอื่น ๆ ทั่วประเทศเพื่อบล็อกเส้นทางการเงินได้ในเวลาไม่กี่นาที</p>

<p><strong>3. มาตรการคืนเงินและเยียวยาผู้เสียหายอย่างรวดเร็ว</strong></p>

<p>&ndash; ศูนย์สายด่วนเทคโนโลยี 1441 (AOC): หากประชาชนรู้ตัวว่าถูกหลอก สามารถโทรแจ้ง สายด่วน 1441 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อให้ธนาคารระงับบัญชีปลายทางและบัญชีแถวถัดไปชั่วคราวทันทีโดยไม่ต้องรอใบแจ้งความจากตำรวจ</p>

<p>&ndash; การเยียวยาโดยไม่ต้องรอคำสั่งศาล: กฎหมายและมาตรการล่าสุด (มีผลบังคับใช้ตั้งแต่ช่วงสิงหาคม 2569) ได้รับการปรับปรุงเพื่อเร่งกระบวนการคืนเงินให้ผู้เสียหายผ่านระบบศูนย์ข้อมูลรวมของ ปปง. โดยลดขั้นตอนทางกฎหมายที่ยุ่งยากลง เพื่อให้เหยื่อได้เงินคืนเร็วที่สุด</p>

<p>&ndash; กลไกปกป้องผู้บริสุทธิ์: เพื่อลดผลกระทบต่อร้านค้าออนไลน์หรือผู้บริสุทธิ์ที่โดนกลั่นแกล้งอายัดบัญชี ปัจจุบันมีระบบปลดล็อกบัญชีภายใน 4&ndash;24 ชั่วโมงหลังตรวจสอบเสร็จสิ้นผ่านสายด่วน 1441 กด 2</p>

<p><strong>4. การใช้เทคโนโลยี</strong> <strong>AI &ldquo;นกกระซิบ&rdquo; (Nok Krasip)</strong> เพื่อช่วยผู้ประกอบอาชีพอิสระ ผู้ค้ารายย่อย และผู้ประกอบการ SMEs ให้เข้าถึงสินเชื่อในระบบได้ง่ายขึ้น โดยนำข้อมูลยอดขายจริงจากการประกอบธุรกิจมาใช้เป็นข้อมูลเพิ่มเติมในการพิจารณาสินเชื่อ</p>

<p><strong>ประเทศไทยนำเทคโนโลยี AI อัจฉริยะ</strong> เข้ามาวิเคราะห์พฤติกรรมในระบบการเงินดิจิทัลเพื่อตรวจจับบัญชีม้าเชิงรุก (เช่น บัญชีที่มีการโอนเงินเข้าออกผิดปกติ ถี่เกินไป หรือมียอดเงินไม่สัมพันธ์กับอาชีพ) เพื่อส่งสัญญาณเตือนและบล็อกบัญชีก่อนที่มิจฉาชีพจะโอนเงินออกนอกประเทศ นอกจากนี้ ไทยยังส่งเสริมการเข้าถึงนโยบายผ่านแพลตฟอร์มการเงินภาครัฐ (Digital Public Infrastructure) อย่าง PromptPay, เป๋าตัง และถุงเงิน เพื่อช่วยให้ผู้ค้ารายย่อยสามารถทำธุรกรรมและเข้าถึงสินเชื่อในระบบได้อย่างปลอดภัย ควบคู่ไปกับการรักษาเสถียรภาพทางไซเบอร์</p>
]]></description>
<enclosure url='https://pscd.prd.go.th/th/file/get/file/20261015d6766433e7c3c4b79546c645c1179a38123617.jpg' type='image/jpg' length='112836' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[“เอกนิติ” ชู “Bangkok Blueprint” สกัดกั้นภัยการเงินดิจิทัล ยกไทยเป็น Trusted Connector เชื่อมเศรษฐกิจโลก ท่ามกลางความแบ่งขั้ว]]></title>
<link>https://pscd.prd.go.th/th/content/category/detail/id/36/iid/550827</link>
<guid isPermaLink="false">c3e18bf7350502f964a73ac0cad8710c</guid>
<pubDate>Wed, 14 Oct 2026 09:52:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://pscd.prd.go.th/cms/s308/u2692/14-10-69/260756_1024x1024.jpg" style="width: 100%;" /></p>

<p>&nbsp;</p>

<p><strong>ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง</strong> เปิดเผยว่า ในการประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการกองทุนการเงินระหว่างประเทศและกลุ่มธนาคารโลก ปี 2569 (2026 IMF&ndash;World Bank Group Annual Meetings) ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ แนวนโยบายการเงินการคลังและทิศทางเศรษฐกิจของประเทศไทย โดยจะมีการนำเสนอเรื่องต่าง ๆ เช่น แพลตฟอร์มการต่อสู้กับสแกมเมอร์ อาชญากรรมข้ามชาติ อาชญากรรมไซเบอร์ และอาชญากรรมที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูง ซึ่งประเทศไทยดำเนินการปราบปรามได้ดี จึงจะนำเรื่องนี้มานำเสนอต่อที่ประชุมครั้งนี้ด้วย เพราะอาชญากรรมทางการเงิน อาชญากรรมออนไลน์ และอาชญากรรมทางเทคโนโลยีส่งผลกระทบต่อทั่วโลก ในช่วงที่ผ่านมา กระทรวงการคลัง ธนาคารแห่งประเทศไทย และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ร่วมกันทำงานในคณะอนุกรรมการเชื่อมโยงข้อมูลทางการเงินเพื่อยกระดับการติดตามตรวจสอบธุรกรรมทางการเงินต้องสงสัย หรือที่คุ้นเคยกันในชื่อ คณะอนุกรรมการ &ldquo;Connect the Dots&rdquo; เพื่อเชื่อมโยงข้อมูลทางการเงินที่กระจายอยู่ในแต่ละหน่วยงานเข้าด้วยกัน ทั้งข้อมูลตัวตน พฤติกรรมทางการเงิน และเส้นทางเงิน ครอบคลุมทั้งตลาดเงิน ตลาดทุน สินทรัพย์ดิจิทัล ทองคำ หรือทรัพย์สินอื่นๆ เพื่อให้ทุกหน่วยงานเห็นความเสี่ยงชุดเดียวกันและหยุดเส้นทางเงินได้ทันเวลา ดังนั้น เพื่อให้การเชื่อมโยงเครือข่ายข้อมูลทั่วถึงข้ามพรมแดนระหว่างประเทศ ธนาคารแห่งประเทศไทยจึงได้เตรียมขยายผลไปปรับใช้ในความร่วมมือระหว่างประเทศและนำเสนอ Bangkok Blueprint for Fraud-Resilient Financial Services ในการประชุม IMF&ndash;World Bank 2026 ในวันที่ 14 ตุลาคม 2569 เพื่อเป็นกรอบหลักการสำหรับประเทศสมาชิกในการร่วมกันป้องกันและสกัดกั้นภัยการเงินดิจิทัลอย่างเป็นระบบ โดยเน้นความร่วมมือในการวางรากฐานเชิงนโยบายและกฎหมายที่เข้มแข็ง การกำหนดแนวทางการป้องกันและตรวจจับอาชญากรรมไซเบอร์ระหว่างประเทศ การกำหนดแนวทางการแลกเปลี่ยนข้อมูลทั้งภายในและระหว่างประเทศ และการใช้เทคโนโลยีเพื่อช่วยตรวจจับเส้นทางการเงินข้ามพรมแดน เพื่อไม่ให้มิจฉาชีพเคลื่อนย้ายเงินข้ามพรมแดนได้โดยง่าย ในระยะต่อไป เพื่อผลักดันกระบวนการสกัดกั้นอาชญากรรมไซเบอร์ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น กระทรวงการคลัง ธนาคารแห่งประเทศไทย และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องพร้อมเร่งดำเนินการในด้านต่าง ๆ เพื่อหยุดยั้งและสกัดกั้นอาชญากรรมไซเบอร์ ไม่ว่าจะเป็นการออกแบบรายละเอียดระบบการเชื่อมโยงข้อมูลระดับชาติ การยกระดับมาตรฐานการรู้จักลูกค้า (KYC) การตรวจสอบเพื่อทราบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับลูกค้า (CDD) และการตรวจสอบอย่างเข้มงวด (EDD) ให้เทียบเท่าศูนย์กลางทางการเงินในต่างประเทศ การใช้หลักเกณฑ์การส่งต่อข้อมูลระหว่างผู้โอนและผู้รับโอน (Travel Rule) สำหรับธุรกรรมสินทรัพย์ดิจิทัล การเร่งติดตามและเชื่อมโยงข้อมูลของธุรกรรมทองคำ อีกทั้ง Connect the Dots หรือการเชื่อมโยงข้อมูลทางการเงินของทุกหน่วยงานหลักไว้ด้วยกัน จะช่วยให้ประเทศไทยสามารถสกัดกั้นอาชญากรรมไซเบอร์ได้ตั้งแต่ต้นทาง และเสริมสร้างความเชื่อมั่นต่อระบบการเงินไทย และในการประชุม 2026 IMF&ndash;World Bank Group Annual Meetings จะเป็นการต่อยอดแนวคิดของทีมประเทศไทยสู่ระดับสากลผ่านการจัดทำ &ldquo;Bangkok Blueprint for Fraud-Resilient Financial Services&rdquo; ซึ่งจะเป็นก้าวสำคัญในการแลกเปลี่ยนข้อมูลจากระดับประเทศสู่ระดับระหว่างประเทศ ช่วยยกระดับการป้องกันและสกัดกั้นอาชญากรรมไซเบอร์ให้ครอบคลุมและมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น</p>

<p><strong>นอกจากนี้ ดร.เอกนิติ ยังได้กล่าวในงาน &ldquo;Building Resilience in a Fragmented World&rdquo;</strong> ร่วมกับนาง Kristalina Georgieva กรรมการจัดการ IMF นาย Ajay Banga ประธาน World Bank Group และนาง Riikka Purra รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังฟินแลนด์ โดยชี้ว่าโลกที่แบ่งขั้วมากขึ้นกำลังเปลี่ยนแนวคิดทางเศรษฐกิจจากการมุ่งเน้นประสิทธิภาพสูงสุดไปสู่การให้ความสำคัญกับความมั่นคง และ ส่งผลกระทบต่อ 3 ช่องทางหลักของเศรษฐกิจ ได้แก่ การค้า การเงิน และการลงทุน โดยด้านการค้า แม้จะเผชิญอุปสรรคมากขึ้น แต่การค้ายังคงสามารถปรับเปลี่ยนเส้นทางได้ ขณะที่ด้านการเงินต้องเผชิญความเสี่ยงจากอัตราผลตอบแทนพันธบัตรและต้นทุนทางการเงินที่สูงขึ้น จึงจำเป็นต้องรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจและการเงินให้เข้มแข็ง ด้านการลงทุน ความไม่แน่นอนของโลกทำให้นักลงทุนมองหาฐานการลงทุนใหม่เพื่อกระจายความเสี่ยง โดยไทยได้รับประโยชน์จากการกระจายห่วงโซ่อุปทาน สะท้อนจาก ยอดคำขอรับการส่งเสริมการลงทุนจากต่างประเทศในครึ่งแรกของปี 2569 ที่เพิ่มขึ้น 80% มูลค่ากว่า 1.37 ล้านล้านบาท โดยรัฐบาลมุ่งลดขั้นตอนและอุปสรรคด้านกฎระเบียบ เพื่อเปลี่ยนความสนใจของนักลงทุนให้เกิดการลงทุนจริง พร้อมย้ำว่าการลงทุนต้องนำไปสู่การสร้างงาน พัฒนาทักษะ และยกระดับขีดความสามารถของคนไทยและภาคธุรกิจ</p>

<p><strong>ดร.เอกนิติ ระบุว่า</strong> ไทยนำเข้าพลังงานประมาณร้อยละ 50 จากตะวันออกกลาง จึงหาแหล่งพลังงานทางเลือกจากแอฟริกาตะวันตกและลาตินอเมริกาในช่วง 7&ndash;8 เดือนที่ผ่านมา การกระจายคู่ค้า พลังงาน ตลาด และเทคโนโลยีลดความเสี่ยงจากแหล่งเดียว ขณะเดียวกันตลาดและพันธมิตรที่มากขึ้นเปิดโอกาสส่งออก ลงทุนและเรียนรู้เทคโนโลยีใหม่ รัฐบาลจึงมุ่งส่งเสริมการลงทุน อีกทั้งมองว่าไทยสามารถใช้บทบาท &ldquo;Trusted Connector&rdquo; &ldquo;ผู้เชื่อมที่น่าเชื่อถือ&rdquo; หรือผู้เชื่อมตลาด ทุน เทคโนโลยี และคน ระหว่างหลายฝ่ายด้วยกติกาที่น่าเชื่อถือ มาตรฐานที่ตรวจสอบได้ เพื่อสร้างความไว้วางใจและรักษาระบบความร่วมมือระหว่างประเทศที่ตั้งอยู่บนกติกา (rules-based international order) พร้อมเสนอให้อาเซียนเพิ่มการค้าภายในภูมิภาค เชื่อมโยงโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล และผลักดันโครงข่ายไฟฟ้าอาเซียน (ASEAN Power Grid) และต้องทำให้ผลประโยชน์จากการเชื่อมต่อนั้นกลับมาถึงกลุ่ม SMEs และชุมชนในประเทศ โดยมี ASEAN เป็นเครือข่ายของ Trusted Connectors เชื่อมพลังงาน อาหาร การผลิต โลจิสติกส์ การเงิน ดิจิทัล สุขภาพและทักษะ พร้อมสร้างหุ้นส่วนกับประเทศขนาดกลางนอกภูมิภาค<br />
ในประเด็นที่ทำได้จริง โดยมีเป้าหมายสำคัญคือ การเปลี่ยนเงินทุนให้เป็นขีดความสามารถ (Turning Capital into Capabilities) เพื่อยกระดับประชาชน การจ้างงาน และบริการ พร้อมย้ำว่า การสร้างความไว้วางใจต้องเกิดขึ้นทั้งระหว่างประเทศและภายในสังคมของแต่ละประเทศ ทั้งนี้จะต้องมีการปฏิรูปที่สำคัญ 4 เรื่อง คือ 1. กระจายตลาดและห่วงโซ่อุปทาน 2. การใช้ AI เพิ่มผลิตภาพ 3. ลดการพึ่งพาพลังงานนำเข้า เน้นการปรับตัว 4. สร้างเงินออมระยะยาวและใช้โอกาสจาก Longevity Economy</p>

<p><strong>อีกทั้ง ดร.เอกนิติ ได้หารือกับนาย Kazuhiko Amakawa</strong> ผู้ว่าการธนาคารเพื่อความร่วมมือระหว่างประเทศแห่งญี่ปุ่น (Japan Bank for International Cooperation: JBIC) ระหว่างการประชุมประจำปี IMF และ World Bank Group 2026 ณ กรุงเทพมหานคร เพื่อขยายความร่วมมือด้านการลงทุนและการเงินระหว่างไทยกับญี่ปุ่น through strengthening Azec save เน้นย้ำถึงโอกาสในการขยายความร่วมมือด้านการเปลี่ยนผ่านพลังงาน (Energy Transition) และการพัฒนาเมืองคาร์บอนต่ำ (Low Carbon Cities) ผ่านการนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมของญี่ปุ่นมาเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานในอาคารและโครงสร้างพื้นฐานเมือง ควบคู่กับการระดมทุนจากภาคเอกชน พร้อมหารือแนวทางส่งเสริมการเข้าถึงแหล่งเงินทุนจากสถาบันการเงินและภาคเอกชนญี่ปุ่นสำหรับผู้ประกอบการ SMEs ไทย เพื่อสนับสนุนการลงทุน ลดต้นทุนพลังงาน และยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคธุรกิจไทยอย่างยั่งยืน สำหรับการสัมมนา &ldquo;Bangkok 1991-2026: Thailand&rsquo;s Path to Resilient and Inclusive Growth&rdquo; ดร.เอกนิติ ได้ร่วมกับผู้แทนกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) และผู้กำหนดนโยบายของไทย เพื่อย้อนบทเรียนตลอด 35 ปี นับจากครั้งล่าสุดที่กรุงเทพมหานคร เป็นเจ้าภาพการประชุม IMF-World Bank Annual Meetings และมองไปยังโอกาสทางเศรษฐกิจรอบใหม่ของประเทศไทย ซึ่งการเติบโตทางเศรษฐกิจครั้งสำคัญของไทยในอดีตเกิดจากการเปิดประเทศ การลงทุนจากต่างประเทศ และการเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของเครือข่ายการผลิตโลก แต่การเติบโตในอดีตขาดเสถียรภาพและนำไปสู่วิกฤตเศรษฐกิจใน พ.ศ. 2540 ดังนั้น การเติบโตทางเศรษฐกิจระลอกใหม่ (second take-off) จะต้องเป็นการเติบโตอย่างมีเสถียรภาพ มุ่งเน้นการพัฒนาผลิตภาพ เทคโนโลยีดิจิทัล และเตรียมประเทศไทยให้พร้อมกับการเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานโลก เพื่อไม่ให้เศรษฐกิจไทย &ldquo;ตกขบวน&rdquo; ไทยพร้อมปรับลดกฎเกณฑ์การประกอบธุรกิจเพื่อส่งเสริมภาคเอกชน โดยเปรียบเทียบภาคเอกชนเป็น &ldquo;กองหน้า&rdquo; ที่พร้อมทำประตู เป็นกำลังหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย ส่วนภาครัฐจะเปรียบเสมือน &ldquo;กองกลาง&rdquo; ที่พร้อมสนับสนุนภาคเอกชน และเปรียบเสถียรภาพทางเศรษฐกิจเป็น &ldquo;กองหลัง&rdquo; ที่ถือเป็นฐานรากที่แข็งแกร่งของระบบเศรษฐกิจไทย</p>
]]></description>
<enclosure url='https://pscd.prd.go.th/th/file/get/file/20261014591eaa3c6af00686b89316e69fb8b7ce125508.jpg' type='image/jpg' length='140333' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[“แรงงาน ศึกษาฯ คมนาคม พาณิชย์” เร่งบรรเทาความเดือดร้อนผู้ประสบอุทกภัย ซ่อมเครื่องใช้ไฟฟ้า ซ่อมรถ ฟื้นฟูบ้าน ลดค่าครองชีพ]]></title>
<link>https://pscd.prd.go.th/th/content/category/detail/id/36/iid/550255</link>
<guid isPermaLink="false">b82bb1eba4d4d4e1f82519b4b40c4a06</guid>
<pubDate>Mon, 12 Oct 2026 10:31:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://pscd.prd.go.th/cms/s308/u2692/12-10-69/260179_1024x1024.jpg" style="width: 100%;" /></p>

<p>&nbsp;</p>

<p><strong>จากสถานการณ์อุทกภัยที่เกิดขึ้นในหลายจังหวัดสร้างความเดือดร้อนแก่ประชาชนจำนวนมาก</strong> หน่วยงานภาครัฐได้ร่วมมือกันออกมาตรการบรรเทาความเดือดร้อนแก่ประชาชน โดยนายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ได้ให้กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน ช่วยเหลือประชาชนผู้ประสบอุทกภัยผ่านโครงการ &ldquo;ศูนย์ซ่อมสร้างสุข&rdquo; เพื่อเร่งบรรเทาความเดือดร้อนและลดภาระค่าใช้จ่ายในการซ่อมแซมอุปกรณ์ดำรงชีพของประชาชนในพื้นที่ประสบภัย ตั้งแต่เริ่มเกิดเหตุอุทกภัยจนถึงวันที่ 9 ตุลาคม 2569 กรมพัฒนาฝีมือแรงงานได้จัดส่งทีมช่างเทคนิคผู้เชี่ยวชาญลงพื้นที่ให้บริการแก่ผู้ประสบภัยไปแล้วรวมทั้งสิ้น 16,557 ราย ซ่อมแซมรถจักรยานยนต์ไปแล้ว 2,568 คัน ซ่อมแซมเครื่องใช้ไฟฟ้า 1,655 ชิ้น และซ่อมแซมเครื่องมือการเกษตรและอุปกรณ์อื่นๆ อีกจำนวนหนึ่ง ซึ่งขณะนี้ทีมงานยังคงเดินหน้าให้บริการซ่อมแซมสิ่งของเครื่องใช้ให้แก่ประชาชนอย่างต่อเนื่องในพื้นที่ต่างจังหวัดที่ยังคงได้รับผลกระทบ นายจุลพันธ์ ได้เน้นย้ำและสั่งการให้ทีมงานกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน ปักหลักช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่ต่างจังหวัดอย่างเต็มกำลัง และให้ดำเนินการตั้งศูนย์ซ่อมสร้างสุขเพื่อช่วยเหลือประชาชนต่อไปจนกว่าสถานการณ์น้ำท่วมในทุกพื้นที่จะสิ้นสุดและเข้าสู่ภาวะปกติอย่างสมบูรณ์</p>

<p><strong>นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ</strong> สั่งการให้สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) เร่งนำกำลังบุคลากรและทักษะวิชาชีพของอาชีวศึกษาเข้าช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่ประสบภัย ผ่านศูนย์ซ่อมสร้างเพื่อชุมชน หรือ Fix it Center และกิจกรรม Fix it&ndash;จิตอาสา ระดมครู บุคลากร นักเรียน และนักศึกษา ลงพื้นที่ซ่อมแซมสิ่งของจำเป็นและเครื่องมือประกอบอาชีพ มุ่งลดภาระรายจ่าย ฟื้นฟูการทำมาหากิน และช่วยให้ประชาชนกลับมาตั้งหลักได้โดยเร็ว โดยการให้บริการครอบคลุมงานซ่อมเครื่องใช้ไฟฟ้า ตรวจสอบและซ่อมระบบไฟฟ้าภายในบ้าน ซ่อมรถจักรยานยนต์และรถยนต์ เครื่องมือทางการเกษตร ปั๊มน้ำ และงานซ่อมแซมบ้านเรือนตามศักยภาพของแต่ละหน่วยบริการ พร้อมจัดทีมช่างอาชีวะจิตอาสาเข้าช่วยเหลือในชุมชน เพื่อให้การฟื้นฟูตอบโจทย์ความเดือดร้อนของประชาชนในแต่ละพื้นที่ ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่างหน่วยงานภาครัฐในภารกิจ &ldquo;ซ่อม สร้าง สู้ น้ำท่วม&rdquo; ข้อมูล ณ วันที่ 3 ตุลาคม 2569 มีจุดบริการในกรุงเทพมหานครและปริมณฑลรวม 59 จุด ครอบคลุม 6 จังหวัด ได้แก่ กรุงเทพมหานคร นนทบุรี ปทุมธานี นครปฐม สมุทรปราการ และสมุทรสาคร ส่วนที่จังหวัดระยอง โดยศูนย์อำนวยการ Fix it&ndash;จิตอาสา สำนักงานอาชีวศึกษาจังหวัดระยอง รายงานผลสะสมระหว่างวันที่ 28 กันยายน&ndash;8 ตุลาคม 2569 รวม 11 วัน มีการซ่อมเครื่องใช้ไฟฟ้า 1,059 ชิ้น รถจักรยานยนต์ 510 คัน เครื่องมือทางการเกษตร 120 ชิ้น และปั๊มน้ำ 71 เครื่อง พร้อมทั้งช่วยซ่อมระบบไฟฟ้าภายในบ้าน 26 หลังคาเรือน ทั้งนี้ ประชาชนที่ต้องการรับความช่วยเหลือในทุกจังหวัด สามารถติดต่อสอบถาม ศูนย์ Fix it Center ได้ที่สำนักงานอาชีวศึกษาจังหวัด วิทยาลัยเทคนิค วิทยาลัยอาชีวศึกษา หรือวิทยาลัยการอาชีพใกล้บ้าน เพื่อขอข้อมูลจุดบริการและประสานหน่วยงานที่รับผิดชอบพื้นที่ โดยสามารถตรวจสอบรายชื่อและช่องทางติดต่อของสถานศึกษาอาชีวศึกษาทั่วประเทศได้ผ่านเว็บไซต์สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา www.vec.go.th หรือเพจเฟซบุ๊ก &ldquo;สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา&rdquo; และ &ldquo;Fix it Center&rdquo; รวมทั้งสายด่วนกระทรวงศึกษาธิการ โทร. 1579 โดยให้ประชาชนสอบถามวัน เวลา ประเภทงานซ่อม และเงื่อนไขการให้บริการก่อนนำสิ่งของเข้ารับบริการ พร้อมเตรียมรายละเอียดความเสียหาย ภาพถ่าย และข้อมูลติดต่อกลับ เพื่อให้เจ้าหน้าที่ประเมินและประสานความช่วยเหลือได้ตรงจุด</p>

<p><strong>นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม</strong> เปิดศูนย์ &ldquo;คมนาคมร่วมใจช่วยรถน้ำท่วม&rdquo; เพื่อช่วยบรรเทาความเดือดร้อนและลดภาระค่าใช้จ่ายของประชาชนที่ยานพาหนะและทรัพย์สินได้รับความเสียหายจากสถานการณ์อุทกภัย โดยจัดให้มีบริการ ตรวจเช็กสภาพฟรี และซ่อมฟรี ตามเงื่อนไขที่แต่ละบริษัทกำหนด พร้อมให้คำแนะนำเกี่ยวกับการดูแลรักษารถหลังน้ำท่วมให้สามารถกลับมาใช้งานได้อย่างปลอดภัย พร้อมผนึกกำลังกับ ค่ายรถยนต์ รถจักรยานยนต์ และศูนย์บริการรวม 29 ราย จัดมาตรการช่วยเหลือ ทั้งส่วนลดค่าอะไหล่ประมาณ 30% ค่าแรงสูงสุด 40% และตรวจเช็กสภาพรถฟรี รวมถึงบริการเพิ่มเติมจากผู้ประกอบการบางราย เช่น เคลื่อนย้ายรถ เปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่องและอะไหล่ โดยระยะเวลารับสิทธิเป็นไปตามเงื่อนไขของแต่ละบริษัท นอกจากนี้ กรมการขนส่งทางบก ได้อำนวยความสะดวกกรณีแผ่นป้ายทะเบียนรถหรือเครื่องหมายแสดงการเสียภาษีประจำปีสูญหาย/ชำรุด สามารถขอรับทดแทนได้ที่สำนักงานขนส่งทั่วประเทศ และไม่จำเป็นต้องนำใบคู่มือจดทะเบียนรถฉบับจริงมาแสดง สามารถใช้สำเนาแทนได้ถึงวันที่ 30 พฤศจิกายน 2569 เพื่อให้ประชาชนไม่ต้องเสียเวลาและลดขั้นตอนในการดำเนินการ อีกทั้งยังได้ออกประกาศกรมการขนส่งทางบก เรื่อง ขยายระยะเวลาการดำเนินการด้านทะเบียนและภาษีรถ ด้านใบอนุญาตขับรถ หรือการดำเนินการอื่น ในจังหวัดที่ประสบสาธารณภัย (อุทกภัย) พ.ศ. 2569 ให้ขยายระยะเวลาการดำเนินการต่างๆ ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร นนทบุรี ปทุมธานี สมุทรปราการ และพื้นที่ที่ผู้ว่าราชการจังหวัดได้ประกาศให้เป็นเขตพื้นที่ประสบสาธารณภัย (อุทกภัย) ออกไป สำหรับผู้ที่ครบกำหนดระหว่าง วันที่ 28 กันยายน ถึง 30 ตุลาคม 2569 ประชาชนสามารถใช้บริการออนไลน์ เช่น การชำระภาษีรถประจำปีผ่านทางเว็บไซต์ <a href="https://l.facebook.com/l.php?u=https%3A%2F%2Feservice.dlt.go.th%2F%3Ffbclid%3DIwZXh0bgNhZW0CMTAAcGRvZgVicmlkETFlSUVkcU5QTGNCSVBGMFc4c3J0YwZhcHBfaWQQMjIyMDM5MTc4ODIwMDg5MgABHoRRaI_otuhA4ed1RXhWrW1Xv-K2HIlkNvsbH1Bkmp8JcJqeOJX0NP2ekpw8_aem_JPTCIL1mWETWCRmT3h42Ew&amp;h=AUCMnECnozk6eJEuQAoMV8cmRLFuo0CGOcg6xlFUwJ87KaqxR9yz23hiu9cut_ChTgXYQ0CODKyK2GyH6EFSCOTeKYu4hJnpn1TTeJsAtBOXkfa0TNzWXEcj9L61UV_qWbK32RpldThNkdY4M3djN1HVQ0OUDYLY&amp;__tn__=-UK-R&amp;c%5b0%5d=AUDdbTR6FZpCazPZ59Cqvw7N-F_wDTiRDKwOQMRBptdmzKHMCsQijEgKI331SdmZK73kHgVzJRwGfDnOfX9HcocIm1GXmCSQ-cxgonVBkMgbcIfTidwTzuK94Bxb6Gzua1Ndw8d9vRARQv-3r9nVEOUq1poJPahGxV2IOznYcN_OmLsX-LFg4Mw-O0m7u1JysXmh7d3YAShyoRJREob8AcPW-w" rel="noopener" target="_blank"><span style="color:#0000cd;">https://eservice.dlt.go.th/</span></a> แอปพลิเคชัน DLT Vehicle Tax Plus หรือแอปพลิเคชันเป๋าตัง ได้ตลอด 24 ชั่วโมง</p>

<p><strong>นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์</strong> กำชับกรมการค้าภายในให้เร่งประสานความร่วมมือกับสมาคมผู้ผลิต ผู้ประกอบการ และภาคเอกชน นำสินค้าจำเป็นมาจำหน่ายในชุมชนในราคาประหยัด เพื่อช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายและบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนในช่วงฟื้นฟูหลังน้ำลดสำหรับพื้นที่กรุงเทพมหานคร จัดรถ Mobile นำสินค้าอุปโภคบริโภคและอุปกรณ์ทำความสะอาดลงพื้นที่ชุมชนที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม โดยกำหนดจุดจำหน่ายวันละ 2 จุด รวม 20 จุด ระหว่างวันที่ 9&ndash;18 ตุลาคม 2569 เวลา 09.00&ndash;20.00 น. เพื่อให้ประชาชนเลือกซื้อสินค้าได้ใกล้บ้าน ลดภาระค่าใช้จ่ายในการเดินทางและการฟื้นฟูที่อยู่อาศัย โดยมีสินค้าจำหน่าย 10 หมวด รวมกว่า 30 รายการ ครอบคลุมทั้งอาหารและของใช้จำเป็นในชีวิต ประจำวัน อุปกรณ์ทำความสะอาดสำหรับฟื้นฟูบ้านเรือน นอกจากนี้ กรมการค้าภายใน ยังเตรียมขยายการจำหน่ายสินค้าราคาประหยัดภายใต้โครงการ &ldquo;ไทยช่วยไทย ลดค่าครองชีพ&rdquo; ระยะนำร่อง 3 เดือน ตั้งแต่เดือนตุลาคมถึงธันวาคม 2569 รวม 3,036 ครั้งทั่วประเทศ โดยจะเริ่มจัดกิจกรรมพร้อมกันตั้งแต่วันที่ 16 ตุลาคม 2569 แบ่งเป็นกรุงเทพมหานคร 300 ครั้ง และภูมิภาค 76 จังหวัด รวม 2,736 ครั้ง เพื่อเพิ่มช่องทางให้ประชาชนเข้าถึงสินค้าจำเป็นในราคาประหยัดอย่างต่อเนื่อง โดยเน้นจัดกิจกรรมในพื้นที่ชุมชนให้ประชาชนเลือกซื้อสินค้าได้สะดวก ประชาชนสามารถตรวจสอบวัน เวลา และสถานที่จำหน่ายสินค้าได้ทางเว็บไซต์ www.dit.go.th และเฟซบุ๊ก &ldquo;กรมการค้าภายใน DIT&rdquo;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://pscd.prd.go.th/th/file/get/file/20261012e4fb3851962c27adf2ad36ce1d8abc89113202.jpg' type='image/jpg' length='221620' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[ไทยพร้อมเปิดเวที IMF-World Bank 2026 “เอกนิติ” เตรียมถกผู้นำ IMF–ธนาคารโลก เจรจาทวิภาคี 30 นัด สร้างโอกาสเศรษฐกิจไทย]]></title>
<link>https://pscd.prd.go.th/th/content/category/detail/id/36/iid/550246</link>
<guid isPermaLink="false">96b916facce5e8b70b2f793a57f27271</guid>
<pubDate>Mon, 12 Oct 2026 09:18:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://pscd.prd.go.th/cms/s308/u2692/12-10-69/260181_1024x1024.jpg" style="width: 100%;" /></p>

<p>&nbsp;</p>

<p><strong>การประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการกองทุนการเงินระหว่างประเทศและกลุ่มธนาคารโลก ปี 2569</strong>(2026 IMF-World Bank Group Annual Meetings) ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพ ระหว่างวันที่ 12-18 ตุลาคม 2569 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ กรุงเทพมหานคร</p>

<p><strong>นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง</strong> เตรียมแสดงบทบาทนำของประเทศไทยบนเวทีการเงินระดับสากล ผ่านการเข้าร่วมเสวนาบนเวทีสำคัญใน 4 เวทีร่วมกับผู้นำองค์กรการเงินระดับโลก รัฐมนตรีคลัง และนักเศรษฐศาสตร์ชั้นนำของโลก ควบคู่ไปกับการเดินหน้าเจรจาทวิภาคีถึง 30 นัดหมาย ระหว่างวันที่ 13&ndash;17 ตุลาคม 2569 กับผู้นำเศรษฐกิจ และผู้แทนสถาบันการเงินระหว่างประเทศ เพื่อสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจและตอกย้ำบทบาทของไทยในฐานะตัว Trusted Connector ที่ได้รับความไว้วางใจจากประชาคมโลก แลกเปลี่ยนแนวทางรับมือความเสี่ยงของเศรษฐกิจโลก และขยายความร่วมมือด้านเศรษฐกิจและการลงทุนของไทย</p>

<p><strong>สำหรับการขึ้นเวทีเสวนาในวันแรกของการประชุม</strong> วันที่ 13 ตุลาคม 2569 เวลา 13.30&ndash;14.30 น. นายเอกนิติจะเข้าร่วมเวที &ldquo;Thai MOF Flagship Event: Building Resilience in a Fragmented World&rdquo; ซึ่งกระทรวงการคลังไทยเป็นเจ้าภาพ โดยมีผู้ร่วมเสวนาระดับโลก ได้แก่ คริสตาลินา จอร์จีวา ผู้จัดการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) อาเจย์ บังกา ประธานธนาคารโลก (World Bank Group) และรีคกา ปูร์รา รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ประเทศฟินแลนด์</p>

<p><strong>โดยเวทีนี้มีความสำคัญในการร่วมกำหนดทิศทางและแนวทางการสร้างภูมิคุ้มกันทางเศรษฐกิจของประเทศต่างๆ</strong> ท่ามกลางความขัดแย้ง ความไม่แน่นอน และความเสี่ยงของเศรษฐกิจโลกในปัจจุบัน ในวันเดียวกัน เวลา 15.00&ndash;16.00 น. นายเอกนิติยังเตรียมขึ้นเสวนาต่อในเวที &ldquo;IMF APD: Thailand Special Seminar Bangkok 1991&ndash;2026&rdquo; ร่วมกับ เคนจิ โอกามูระ รองกรรมการผู้จัดการ IMF นายกฤษณะ ศรีนิวาสัน ผู้อำนวยการภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิก IMF นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย นายณรงค์ชัย อัครเศรณี ประธานมูลนิธิสถาบันนโยบายยุทธศาสตร์ และนายสุทธิพันธ์ จิราธิวัฒน์ ศาสตราจารย์กิตติคุณ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยเวทีนี้นับเป็นโอกาสสำคัญในการย้อนมองเส้นทางเศรษฐกิจไทยนับตั้งแต่ที่เคยเป็นเจ้าภาพประชุม IMF-World Bank ครั้งแรกเมื่อปี 2534 จนถึงปี 2569 พร้อมทั้งระดมความคิดเห็นจากนักเศรษฐศาสตร์เพื่อหาแนวทางขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้พุ่งทะยานและพร้อมรับมือกับอุตสาหกรรมยุคใหม่</p>

<p><strong>นอกจากนี้ นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์</strong> เตรียมเข้าร่วมเวทีหารือแนวทางการใช้ทรัพย์สินทางปัญญาเพื่อเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงแหล่งเงินทุนของภาคธุรกิจ โดยมุ่งหารือการนำมูลค่าทรัพย์สินที่ไม่มีตัวตน เช่น สิทธิบัตร เครื่องหมายการค้า และทรัพย์สินทางปัญญาประเภทอื่น มาต่อยอดเป็นโอกาสทางการเงินและการลงทุน เพื่อสนับสนุนการเติบโตของธุรกิจนวัตกรรม ในหัวข้อ &ldquo;Financing Innovation via Intangible Assets: Unlocking Growth through Intellectual Property-Backed Finance&rdquo; ในวันที่ 13 ตุลาคม 2569 เวลา 13.00&ndash;14.00 น. โดยมี ดร.กิริฎา เภาพิจิตร ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงพาณิชย์ เข้าร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับผู้แทนสำนักงานทรัพย์สินทางปัญญาแห่งสหภาพยุโรป (EUIPO) ธนาคารเพื่อการลงทุนแห่งยุโรป (EIB) และกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ประเด็นสำคัญของการหารือคือ ปัจจุบันธุรกิจจำนวนหนึ่งมีทรัพย์สินทางปัญญาและนวัตกรรมที่สามารถสร้างรายได้และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน แต่ทรัพย์สินเหล่านี้อาจยังไม่ได้รับการประเมินมูลค่าหรือยอมรับในระบบการเงินอย่างเต็มที่ เมื่อเทียบกับหลักประกันที่เป็นทรัพย์สินที่จับต้องได้ เช่น ที่ดินหรืออาคาร จึงเป็นโจทย์สำคัญว่าระบบการเงินจะสามารถนำมูลค่าทรัพย์สินทางปัญญามาประกอบการสนับสนุนเงินทุนแก่ธุรกิจได้อย่างไร การหารือครั้งนี้เป็นโอกาสให้ประเทศไทยแลกเปลี่ยนแนวคิดและประสบการณ์กับองค์กรระหว่างประเทศเกี่ยวกับการประเมินมูลค่าทรัพย์สินที่ไม่มีตัวตน และแนวทางพัฒนาระบบการเงินให้รองรับธุรกิจที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม ซึ่งเป็นอีกมิติหนึ่งของการเพิ่มโอกาสเข้าถึงเงินทุน นอกเหนือจากการใช้หลักประกันแบบดั้งเดิม โดยผลการหารือจะเป็นข้อมูลที่สามารถนำไปประกอบการพิจารณาแนวทางส่งเสริมธุรกิจนวัตกรรมและการเข้าถึงแหล่งเงินทุนของผู้ประกอบการไทยในอนาคต</p>

<p><strong>วันที่ 15 ตุลาคม 2569 เวลา 15.30&ndash;16.30 น. </strong>นายเอกนิติจะเข้าร่วมเสวนาบนเวทีดีเบตระดับโลก &ldquo;IMF Flagship Global Debate: เปิดวงถกโจทย์ใหญ่ อนาคตเศรษฐกิจโลก&rdquo; ร่วมกับ คริสตาลินา จอร์จีวา ผู้จัดการ IMF คีเรียคอส ปิแอร์ราคคิส รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเศรษฐกิจและการคลังแห่งกรีซและประธานกลุ่มยูโรกรุ๊ป อาลิโก ดันโกเต ประธานและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร Dangote Group และแดนนี่ กวา ศาสตราจารย์ด้านเศรษฐศาสตร์จาก Lee Kuan Yew School of Public Policy ซึ่งถือเป็นเวทีระดับ Flagship ในการเปิดวงถกประเด็นท้าทายสำคัญระดับโลก ไม่ว่าจะเป็นปัญหาหนี้สาธารณะ ความผันผวนด้านพลังงาน รวมถึงการดิสรัปชันทางเทคโนโลยีจากปัญญาประดิษฐ์ (AI)</p>

<p>&ldquo;Bangkok Dialogue Notes: ประชุมจบ แต่แนวคิดต้องไปต่อ&rdquo; โดยเวทีนี้มีความสำคัญในการนำเสนอบทสรุปสาระสำคัญที่ประเทศไทยได้สื่อสารต่อประชาคมโลกตลอดการประชุม พร้อมทั้งผลักดันประเด็นเชิงนโยบายเพื่อชวนนานาประเทศ<br />
สานต่อ ในฐานะที่ไทยทำหน้าที่เป็น &ldquo;trusted connector&rdquo; หรือตัวเชื่อมโยงที่ได้รับความไว้วางใจจากนานาชาติต่อไปในอนาคต</p>

<p><strong>นอกเหนือจากเวทีเสวนาหลักแล้ว</strong> อีกหนึ่งภารกิจสำคัญของรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังคือการเข้าร่วมประชุมทวิภาคี (Bilateral Meetings) รวม 30 นัดหมาย ร่วมกับผู้นำทางเศรษฐกิจและตัวแทนสถาบันการเงินระหว่างประเทศ เพื่อกระชับความร่วมมือ เสริมสร้างความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจ แลกเปลี่ยนนโยบายรับมือวิกฤต ตลอดจนเปิดช่องทางต่อยอดโอกาสด้านการลงทุนและการพัฒนาเศรษฐกิจ อันจะเป็นการใช้โอกาสจากเวทีระดับนานาชาติต่างๆ ในการสร้างเครือข่ายและเชื่อมโยงประเทศไทยเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจโลกอย่างยั่งยืน</p>
]]></description>
<enclosure url='https://pscd.prd.go.th/th/file/get/file/20261012b2b095ffdd48ef7a7e95b4fc8a7f0c91112358.jpg' type='image/jpg' length='112309' />
</item>
</channel>
</rss>
