<?xml version='1.0' encoding='UTF-8' ?>
<rss version='2.0' xmlns:atom='http://www.w3.org/2005/Atom'>
<channel>
<title><![CDATA[ข่าวจริง ประเทศไทย]]></title>
<link>https://pscd.prd.go.th/th/content/category/index/id/39</link>
<atom:link href="https://pscd.prd.go.th/th/content/category/index/id/39" rel="self" type="application/rss+xml" />
<description><![CDATA[-]]></description>
<item>
<title><![CDATA[“วราวุธ” ชูมาตรฐานโซลาร์เซลล์ รับเปลี่ยนผ่านไทยสู่ Green Economy]]></title>
<link>https://pscd.prd.go.th/th/content/category/detail/id/39/iid/543745</link>
<guid isPermaLink="false">28ee4bd9c571b0d9ff37562e91593a22</guid>
<pubDate>Tue, 22 Sep 2026 10:50:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://pscd.prd.go.th/cms/s308/u2692/22-09-69/โซลา_1.jpg" style="width: 100%;" /></p>

<p>&nbsp;</p>

<p><strong>นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวถึงมาตรการควบคุมคุณภาพอุปกรณ์โซลาร์เซลล์</strong>นำเข้า เพื่อรองรับโครงการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปภาคประชาชน 1.5 ล้านครัวเรือนของรัฐบาลว่า หนึ่งในนโยบายสำคัญของรัฐบาลคือการเปลี่ยนผ่านประเทศไทยไปสู่ Green Industry และ Green Economy ทำให้พลังงานของประเทศไทยเป็นพลังงานที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากขึ้น</p>

<p><strong>&nbsp;ปัจจุบันประเทศไทยมีผู้ผลิตทั้งแผงโซลาร์เซลล์ แบตเตอรี่ และอุปกรณ์ต่าง</strong> ๆ แต่จำนวนผู้ผลิตยังไม่มากเท่าที่ควร เมื่อเทียบกับความต้องการที่จะเกิดขึ้นในอนาคตอันใกล้จากนโยบายของรัฐบาลที่มีเป้าหมายเป็นล้านหลัง ดังนั้น จึงเป็นเรื่องปกติที่จะมีอุปกรณ์จากต่างประเทศเข้ามา</p>

<p><strong>ในมิติของกระทรวงอุตสาหกรรม หัวใจสำคัญคืออุปกรณ์ที่นำเข้ามาทุกชิ้นต้องได้รับมาตรฐาน</strong> <strong>IEC</strong> ซึ่งเป็นมาตรฐานด้านไฟฟ้าระดับนานาชาติ ก่อนนำมาเทียบขึ้นทะเบียนมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม หรือ มอก. กับสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม เพื่อออก มอก. ให้ โดยย้ำว่าอุปกรณ์ที่นำเข้าต้องได้มาตรฐานระดับนานาชาติเสียก่อน</p>

<p><strong>เชื่อว่าในระยะยาวโครงการนี้จะทำให้เกิดผู้ผลิตในประเทศไทยเพิ่มมากขึ้น</strong> เพราะท้ายที่สุดแล้ว พลังงานสะอาดถือเป็นหัวใจสำคัญในการเปลี่ยนผ่านระบบพลังงานและนโยบายพลังงานของประเทศไทย</p>

<p><strong>ส่วนหลักเกณฑ์ควบคุมเพิ่มเติมนอกเหนือจากมาตรฐาน</strong> <strong>IEC นายวราวุธ กล่าวว่า</strong> สำหรับการติดตั้ง นอกจากอุปกรณ์ต่าง ๆ จะต้องได้มาตรฐานแล้ว ผู้ดำเนินการติดตั้งก็ต้องได้รับการรับรองด้วย ไม่ว่าจะเป็นจากการไฟฟ้า สถาบันการศึกษา หรือกระทรวงอุตสาหกรรมเอง</p>

<p><strong>เมื่อถามว่ากระทรวงอุตสาหกรรมจะมีการร่างหลักเกณฑ์ออกมาควบคุมเลยหรือไม่ นายวราวุธกล่าวว่าว่า</strong> ผู้เข้าไปติดตั้งต้องได้มาตรฐาน เพราะหากอุปกรณ์ได้มาตรฐาน แต่ติดตั้งไม่ถูกวิธี ก็อาจเกิดอันตราย ทั้งอุบัติเหตุไฟไหม้หรือไฟฟ้าลัดวงจร ดังนั้น จึงต้องมีมาตรฐาน ซึ่งกระทรวงอุตสาหกรรมได้ออกมาตรฐานเหล่านี้แล้ว และจะเป็นภาคบังคับในเร็ว ๆ นี้</p>

<p><strong>ขณะนี้มีผู้เข้ามาขอเทียบมาตรฐานอุปกรณ์เพื่อขึ้นทะเบียน มอก.</strong> อย่างต่อเนื่อง สะท้อนว่าตลาดมีความตื่นตัวมากพอสมควร ขณะที่ผู้ผลิตในประเทศไทยซึ่งมีมาตรฐาน มอก. อยู่แล้ว ไม่จำเป็นต้องดำเนินการเพิ่มเติม และสามารถจำหน่ายให้ประชาชนได้โดยตรง</p>
]]></description>
<enclosure url='https://pscd.prd.go.th/th/file/get/file/20260922dd5e7dc018c69189f78c8c26fdb1b21f115031.jpg' type='image/jpg' length='82500' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[22 กันยายน “วันปลอดรถสากล” ส่งเสริมการเดินทางที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ช่วยลดมลพิษทางอากาศ]]></title>
<link>https://pscd.prd.go.th/th/content/category/detail/id/39/iid/543743</link>
<guid isPermaLink="false">40858b76564d91c2cce2f9c1e715eb57</guid>
<pubDate>Tue, 22 Sep 2026 09:47:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://pscd.prd.go.th/cms/s308/u2692/22-09-69/000_022_002.jpg" style="width: 100%;" /></p>

<p>&nbsp;</p>

<p><strong>วันที่</strong> <strong>22 กันยายนของทุกปี เป็น &ldquo;วันปลอดรถสากล&rdquo;</strong> (World Car Free Day) วันที่เชิญชวนผู้คนทั่วโลกหันมาให้ความสำคัญกับการลดการใช้รถยนต์ส่วนบุคคลและส่งเสริมการเดินทางที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เพื่อช่วยลดมลพิษทางอากาศและการปล่อยก๊าซเรือนกระจก</p>

<p><strong>การเดินทางด้วยรถยนต์เป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน</strong> แต่การใช้รถจำนวนมากย่อมมีส่วนทำให้เกิดมลพิษทางอากาศ การจราจรติดขัดและการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ซึ่งส่งผลต่อคุณภาพอากาศ สิ่งแวดล้อมและคุณภาพชีวิตของผู้คน</p>

<p><strong>วันปลอดรถสากล</strong> จึงเป็นโอกาสให้ทุกคนลองเปลี่ยนรูปแบบการเดินทาง หันมาเดิน ปั่นจักรยาน ใช้ระบบขนส่งสาธารณะ หรือเลือกวิธีเดินทางร่วมกันเมื่อสามารถทำได้ เพื่อลดการใช้พลังงานและลดมลพิษจากการเดินทาง</p>

<p><strong>การลดการใช้รถยนต์ไม่จำเป็นต้องเริ่มจากเรื่องใหญ่</strong> เพียงเลือกเดินทางระยะใกล้ด้วยการเดินหรือจักรยาน ใช้รถสาธารณะเมื่อสะดวก หรือร่วมเดินทางกับผู้อื่น ก็สามารถช่วยลดจำนวนรถบนท้องถนนและลดการปล่อยมลพิษได้</p>

<p><strong>เพราะอากาศสะอาดและสิ่งแวดล้อมที่ดี</strong> เริ่มต้นได้จากการเดินทางของเราทุกคน การเลือกใช้ยานพาหนะอย่างเหมาะสมในแต่ละวัน จึงเป็นอีกหนึ่งวิธีที่ช่วยดูแลโลกและสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น</p>

<p><strong>วันปลอดรถสากล</strong> จึงเป็นอีกหนึ่งโอกาสให้ทุกคนตระหนักถึงผลกระทบจากการเดินทางและร่วมกันลดการพึ่งพารถยนต์ เพื่อมุ่งสู่สังคมที่มีอากาศสะอาด การเดินทางที่ยั่งยืนและสิ่งแวดล้อมที่ดีขึ้น</p>

<p><strong>ลองลดการใช้รถซักหนึ่งวัน</strong> แล้วเลือกการเดินทางที่เป็นมิตรกับโลกมากขึ้น เพราะทุกการเดินทางที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อม ล้วนมีส่วนช่วยสร้างโลกที่น่าอยู่</p>
]]></description>
<enclosure url='https://pscd.prd.go.th/th/file/get/file/202609224fa29194ff0437dfb31b8d343b3ee3e5114803.jpg' type='image/jpg' length='160040' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[ความงามสายพันธุ์หายาก “สิงโตแดงขนดก” กล้วยไม้ป่าทรงคุณค่าแห่งป่าใต้]]></title>
<link>https://pscd.prd.go.th/th/content/category/detail/id/39/iid/543742</link>
<guid isPermaLink="false">9602f824feb596a62dc5d0638f7de7f6</guid>
<pubDate>Tue, 22 Sep 2026 09:45:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://pscd.prd.go.th/cms/s308/u2692/22-09-69/000_022_001.jpg" style="width: 100%;" /></p>

<p>&nbsp;</p>

<p><strong>ศูนย์วิจัยและพัฒนานวัตกรรมอุทยานแห่งชาติ จังหวัดสุราษฎร์ธานี</strong> เปิดเผยข้อมูลการสำรวจพรรณไม้ป่าทรงคุณค่า โดยค้นพบ &ldquo;สิงโตแดงขนดก&rdquo; (Bulbophyllum lasianthum Lindl.) กล้วยไม้ป่าหายาก ณ อุทยานแห่งชาติทะเลบัน จังหวัดสตูล ชูจุดเด่นความหลากหลายทางชีวภาพที่สมบูรณ์ของป่าดิบเขาระดับต่ำในภาคใต้</p>

<p><strong>สิงโตแดงขนดกจัดเป็นกล้วยไม้</strong> อิงอาศัยหรือขึ้นตามก้อนหินขนาดเล็ก มีลักษณะเด่นที่หัวเทียมทรงกระบอกแบนช่วงปลาย ใบเดี่ยวรูปไข่ ปลายใบแหลมหรือป้าน ออกดอกช่ออ้วนแน่นช่วงเดือนสิงหาคมถึงกันยายน แต่ละช่อมีดอกขนาดประมาณ 1 เซนติเมตรเรียงซ้อนกันได้มากถึง 15 ดอก และมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวด้วยการส่งกลิ่นเหม็นเน่าเพื่อดึงดูดแมลงผสมพันธุ์</p>

<p><strong>กล้วยไม้ชนิดนี้ชอบอาศัยในพื้นที่ร่มเงาเปียกชื้น</strong> กระจายพันธุ์ในเขตร้อนถึงเขตเย็น ตั้งแต่มาเลเซีย บอร์เนียว สุมาตรา ชวา ไปจนถึงประเทศไทย ซึ่งสำรวจพบในระดับความสูงจากน้ำทะเล 200&ndash;1,200 เมตร ทั้งนี้ นักวิชาการเน้นย้ำถึงความสำคัญในการร่วมกันอนุรักษ์ เนื่องจากเป็นความงามอันทรงคุณค่าที่ควรเติบโตและคงอยู่คู่ผืนป่าธรรมชาติต่อไป</p>
]]></description>
<enclosure url='https://pscd.prd.go.th/th/file/get/file/2026092247716cc0522dad4892d3641d5a89e748114550.jpg' type='image/jpg' length='151620' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[22 กันยายน “วันอนุรักษ์แรดโลก”สร้างความตระหนักถึงความสำคัญของแรดและการอนุรักษ์สัตว์ป่า]]></title>
<link>https://pscd.prd.go.th/th/content/category/detail/id/39/iid/543721</link>
<guid isPermaLink="false">093c58f15e0f09f5954149145f2725a2</guid>
<pubDate>Tue, 22 Sep 2026 09:24:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://pscd.prd.go.th/cms/s308/u2692/22-09-69/000_022_000.jpg" style="width: 100%;" /></p>

<p>&nbsp;</p>

<p><strong>วันที่</strong> <strong>22 กันยายนของทุกปี เป็น &ldquo;วันอนุรักษ์แรดโลก&rdquo;</strong>เพื่อสร้างความตระหนักถึงความสำคัญของแรดและการอนุรักษ์สัตว์ป่า</p>

<p><strong>แรดเป็นส่วนหนึ่งของระบบนิเวศ</strong> มีบทบาทต่อธรรมชาติและความหลากหลายทางชีวภาพ การปกป้องแรดจึงเป็นส่วนหนึ่งของการรักษาสมดุลของผืนป่า</p>

<p><strong>แรดหลายชนิดยังเผชิญกับภัยคุกคาม</strong> ทั้งการสูญเสียถิ่นอาศัย การลักลอบล่าและการค้าสัตว์ป่าผิดกฎหมาย</p>

<p><strong>การอนุรักษ์แรดต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน</strong> ทั้งเจ้าหน้าที่ ชุมชน หน่วยงานที่เกี่ยวข้องและประชาชน เพื่อร่วมกันปกป้องสัตว์ป่า</p>

<p><strong>ทุกคนสามารถมีส่วนร่วม</strong> ได้ด้วยการไม่สนับสนุนการซื้อขายสัตว์ป่าผิดกฎหมายและช่วยเผยแพร่ความรู้ด้านการอนุรักษ์</p>

<p><strong>วันอนุรักษ์แรดโลก</strong> เป็นโอกาสให้เราตระหนักถึงคุณค่าของแรดและร่วมกันปกป้องสัตว์ป่าและถิ่นที่อยู่อาศัยของพวกมัน</p>

<p><strong>ร่วมกันปกป้องแรด</strong> รักษาผืนป่าและหยุดการค้าสัตว์ป่าผิดกฎหมายเพื่อให้ธรรมชาติยังคงอยู่ต่อไป</p>
]]></description>
<enclosure url='https://pscd.prd.go.th/th/file/get/file/20260922843dc5deacc47f7699270a054c70d373112518.jpg' type='image/jpg' length='101959' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[กรมชลประทานแจ้งเตือนสถานการณ์ลุ่มน้ำเจ้าพระยา ฉบับที่ 4 เตรียมทยอยระบายน้ำผ่านเขื่อนเจ้าพระยา]]></title>
<link>https://pscd.prd.go.th/th/content/category/detail/id/39/iid/543752</link>
<guid isPermaLink="false">4220671d7f53be9bcd77584a07bbccc4</guid>
<pubDate>Tue, 22 Sep 2026 09:04:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://pscd.prd.go.th/cms/s308/u2692/22-09-69/000_022_003.jpg" style="width: 100%;" /></p>

<p>&nbsp;</p>

<p><strong>นายวิทยา แก้วมี อธิบดีกรมชลประทาน</strong> เปิดเผยว่า กรมชลประทานติดตามสถานการณ์น้ำในลุ่มน้ำเจ้าพระยาอย่างใกล้ชิด โดยนำข้อมูลคาดการณ์สภาพอากาศและปริมาณฝน ประกอบกับสถานการณ์น้ำฝน&ndash;น้ำท่าในพื้นที่มาวิเคราะห์แนวโน้มอย่างต่อเนื่อง หลังมีการคาดการณ์ว่าในช่วงวันที่ 23&ndash;27 กันยายน 2569 จะมีฝนตกหนักถึงหนักมากในหลายพื้นที่ ซึ่งอาจส่งผลให้ปริมาณน้ำท่าเพิ่มสูงขึ้นและไหลลงสู่พื้นที่ตอนล่างเพิ่มเติม</p>

<p><strong>จากข้อมูล ณ วันที่ 21 กันยายน 2569 เวลา 06.00 น.</strong> ปริมาณน้ำไหลผ่านสถานี C.2 จังหวัดนครสวรรค์ อยู่ที่ประมาณ 1,377 ลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.)/วินาที ขณะที่การคาดการณ์ในช่วง 1&ndash;9 วันข้างหน้า พบว่าในวันที่ 27 กันยายน 2569 ปริมาณน้ำไหลผ่านสถานี C.2 อาจเพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 1,600&ndash;1,950 ลบ.ม./วินาที ประกอบกับคาดว่าจะมีน้ำจากลำน้ำสาขาไหลลงมาเพิ่มเติมอีกประมาณ 300 ลบ.ม./วินาที ส่งผลให้ปริมาณน้ำบริเวณเหนือเขื่อนเจ้าพระยาอาจเพิ่มขึ้นอยู่ในช่วงประมาณ 1,900&ndash;2,250 ลบ.ม./วินาที</p>

<p><strong>กรมชลประทานจึงจำเป็นต้องบริหารจัดการน้ำ</strong>ให้สอดคล้องกับปริมาณน้ำที่จะเพิ่มขึ้น โดยจะรับน้ำเข้าสู่ระบบชลประทานทั้งสองฝั่งตามศักยภาพ ประมาณ 400&ndash;450 ลบ.ม./วินาที และทยอยระบายน้ำส่วนที่เหลือผ่านเขื่อนเจ้าพระยาในอัตราประมาณ 1,300&ndash;1,500 ลบ.ม./วินาที เพื่อควบคุมและบริหารจัดการระดับน้ำบริเวณเหนือเขื่อนให้เหมาะสม พร้อมลดผลกระทบต่อพื้นที่ด้านท้ายเขื่อน</p>

<p><strong>ทั้งนี้ การปรับเพิ่มการระบายน้ำ</strong>จะดำเนินการแบบขั้นบันไดและสอดคล้องกับปริมาณน้ำที่ไหลเข้า โดยกรมชลประทานจะติดตามทั้งปริมาณน้ำจากพื้นที่ตอนบน ปริมาณน้ำจากลำน้ำสาขา ปริมาณฝน และระดับน้ำตามสถานีตรวจวัดต่าง ๆ อย่างต่อเนื่อง หากมีปริมาณน้ำเหนือเพิ่มขึ้นและส่งผลให้จำเป็นต้องปรับแผนการระบายน้ำ กรมชลประทานจะดำเนินการตามความเหมาะสม พร้อมแจ้งเตือนพื้นที่ที่เกี่ยวข้องล่วงหน้า</p>

<p><strong>การระบายน้ำผ่านเขื่อนเจ้าพระยาในอัตราประมาณ 1,300&ndash;1,500 ลบ.ม./วินาที</strong> จะส่งผลให้ระดับน้ำด้านท้ายเขื่อนเพิ่มสูงขึ้นจากปัจจุบันประมาณ 0.75&ndash;1.25 เมตร โดยเฉพาะพื้นที่ลุ่มต่ำและพื้นที่นอกคันกั้นน้ำริมแม่น้ำ บริเวณอำเภอเสนา อำเภอผักไห่ อำเภอบางบาล อำเภอพระนครศรีอยุธยา อำเภอบางปะอิน อำเภอบางไทร จังหวัดพระนครศรีอยุธยา อำเภอวิเศษชัยชาญ และอำเภอป่าโมก จังหวัดอ่างทอง</p>

<p><strong>อย่างไรก็ตาม ระดับน้ำดังกล่าวยังไม่ส่งผลกระทบต่อพื้นที่ชุมชน</strong>ที่อยู่ภายในคันกั้นน้ำ ทั้งนี้ กรมชลประทานดำเนินการปรับการระบายน้ำแบบขั้นบันได และติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เพื่อควบคุมการระบายน้ำให้เหมาะสมกับปริมาณน้ำที่เพิ่มขึ้น</p>

<p><strong>กรมชลประทานจึงขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง</strong> ประชาชน และผู้ประกอบการในพื้นที่ลุ่มต่ำ พื้นที่นอกคันกั้นน้ำ และพื้นที่ริมแม่น้ำ เฝ้าระวังและติดตามสถานการณ์น้ำอย่างใกล้ชิด เตรียมความพร้อมรับมือกับระดับน้ำที่อาจเพิ่มสูงขึ้น รวมถึงติดตามประกาศแจ้งเตือนจากกรมชลประทานและหน่วยงานในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง</p>

<p><strong>กรมชลประทานบริหารจัดการน้ำ</strong>โดยพิจารณาจากข้อมูลรอบด้าน ทั้งการคาดการณ์สภาพอากาศและปริมาณฝนจากแบบจำลอง การติดตามปริมาณฝน&ndash;น้ำท่า สถานการณ์น้ำในลุ่มน้ำเจ้าพระยา รวมถึงภาพรวมสถานการณ์น้ำทั่วประเทศ เพื่อนำมาวิเคราะห์และประเมินแนวโน้มสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง ก่อนกำหนดและปรับแผนการบริหารจัดการน้ำให้เหมาะสมกับสถานการณ์ โดยคำนึงถึงความปลอดภัยของประชาชนและอาคารชลประทาน การลดผลกระทบจากอุทกภัย ตลอดจนการรักษาน้ำต้นทุนให้เพียงพอสำหรับการใช้น้ำในระยะต่อไป</p>

<p><strong>ทั้งนี้ หากสถานการณ์น้ำมีการเปลี่ยนแปลง</strong> กรมชลประทานจะเร่งแจ้งข้อมูลและแนวทางการบริหารจัดการน้ำให้ประชาชนและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทราบ เพื่อให้สามารถเตรียมความพร้อมรับสถานการณ์ได้อย่างทันท่วงที</p>
]]></description>
<enclosure url='https://pscd.prd.go.th/th/file/get/file/20260922108ab5fa4210a3874de339ae81e18b21120621.jpg' type='image/jpg' length='88521' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[ยะลาอากาศดีขึ้น ฝนช่วยชะล้างหมอกควันข้ามประเทศอินโดนีเซีย ดันค่า PM2.5 สู่เกณฑ์ปกติ]]></title>
<link>https://pscd.prd.go.th/th/content/category/detail/id/39/iid/542762</link>
<guid isPermaLink="false">434d3f0a623cea42f7261536d6637e14</guid>
<pubDate>Fri, 18 Sep 2026 11:22:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://pscd.prd.go.th/cms/s308/u2692/18-09-69/0000_018_005.jpg" style="width: 100%;" /></p>

<p>&nbsp;</p>

<p><strong>จากสถานการณ์หมอกควันข้ามประเทศจากประเทศอินโดนีเซีย</strong> ที่ส่งผลกระทบต่อคุณภาพอากาศในพื้นที่จังหวัดยะลาเมื่อวานนี้ (17 กันยายน 2569) จนทำให้ค่าฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 พุ่งสูงขึ้นอยู่ในเกณฑ์ระดับสีส้ม ซึ่งเริ่มมีผลกระทบต่อสุขภาพและต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด โชคดีที่ในช่วงเย็นถึงค่ำของวันเดียวกันได้มีฝนตกลงมาอย่างต่อเนื่องในพื้นที่</p>

<p><strong>ล่าสุด จากรายงานสถานการณ์คุณภาพอากาศ</strong> ประจำวันที่ 18 กันยายน 2569 ณ เวลา 09.00 น. สถานการณ์ได้คลี่คลายไปในทางที่ดีขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยผลการตรวจวัดปริมาณฝุ่นละออง PM2.5 ในพื้นที่ตำบลสะเตง อำเภอเมืองยะลา วัดค่าได้ 23.3 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร (อยู่ในเกณฑ์ระดับดี) ตำบลเบตง อำเภอเบตง วัดค่าได้ 22.2 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร (อยู่ในเกณฑ์ระดับดี)</p>

<p><strong>แม้ว่าสถานการณ์ฝุ่นละอองในภาพรวมจะกลับเข้าสู่เกณฑ์ปกติแล้ว</strong> แต่อย่างไรก็ตาม ในระยะนี้สภาพอากาศยังคงมีความแปรปรวน มีฝนตกสลับกับหมอกควันในบางช่วง หน่วยงานสาธารณสุขจึงขอความร่วมมือให้ประชาชนหมั่นดูแลสุขภาพร่างกาย สวมใส่หน้ากากอนามัยเมื่อต้องออกกลางแจ้ง และติดตามรายงานสถานการณ์คุณภาพอากาศอย่างใกล้ชิดเพื่อป้องกันการเจ็บป่วย</p>
]]></description>
<enclosure url='https://pscd.prd.go.th/th/file/get/file/202609182a86a43f8e81d3c7afb7b3e96c275404162235.jpg' type='image/jpg' length='179263' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[นายกฯและภริยา เป็นประธานพิธีบำเพ็ญกุศลสตมวาร เพื่ออุทิศถวายเป็นพระกุศลแด่สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ณ ทำเนียบรัฐบาล]]></title>
<link>https://pscd.prd.go.th/th/content/category/detail/id/39/iid/542760</link>
<guid isPermaLink="false">7c425d64063d6b1b2fba13b676141599</guid>
<pubDate>Fri, 18 Sep 2026 11:07:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://pscd.prd.go.th/cms/s308/u2692/18-09-69/นายกปห.jpg" style="width: 100%;" /></p>

<p>&nbsp;</p>

<p><strong>นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและภริยา เป็นประธานในพิธีบำเพ็ญกุศลสตมวาร (100 วัน)</strong> วันนี้ (18 กันยายน 2569) เวลา 07.30 น. ณ ตึกสันติไมตรี (หลังนอก) ทำเนียบรัฐบาล เพื่ออุทิศถวายเป็นพระกุศลแด่สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา โดยมีคณะรัฐมนตรีและคู่สมรส หัวหน้าส่วนราชการในสังกัดสำนักนายกรัฐมนตรี ตลอดจนข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของหน่วยงานภายในทำเนียบรัฐบาล รวมถึงผู้แทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมพิธี</p>

<p><strong>ในการนี้ สมเด็จพระพุฒาจารย์ กรรมการมหาเถรสมาคม เจ้าคณะใหญ่หนตะวันออก</strong> และเจ้าอาวาสวัดไตรมิตรวิทยาราม เป็นประธานฝ่ายสงฆ์ โดยนายกรัฐมนตรีจุดธูปเทียนบูชาพระรัตนตรัย และจุดเครื่องทองน้อยเบื้องหน้าพระรูปสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา จากนั้น พระสงฆ์ให้ศีล และพระสงฆ์ทรงสมณศักดิ์สวดพระพุทธมนต์</p>

<p><strong>โอกาสนี้ พระสงฆ์สดับปกรณ์ ประธานสงฆ์กล่าวสัมโมทนียกถา</strong> และนำเจริญจิตภาวนาอุทิศถวายเป็นพระกุศลเป็นเวลา 47 วินาที จากนั้น พระสงฆ์อนุโมทนา นายกรัฐมนตรีและภริยา พร้อมด้วยคณะรัฐมนตรี ถวายเครื่องไทยธรรมและปิ่นโตภัตตาหารแด่พระสงฆ์ และทอดผ้าไตรบังสุกุล จำนวน 10 ไตร จากนั้น นายกรัฐมนตรีกรวดน้ำ กราบลาพระรัตนตรัย และถวายความเคารพเบื้องหน้าพระรูป</p>

<p><strong>ภายหลังเสร็จสิ้นพิธี นายกรัฐมนตรีและภริยา พร้อมด้วยผู้เข้าร่วมพิธี ร่</strong>วมตักบาตรพระสงฆ์ จำนวน 47 รูป ณ บริเวณหน้าตึกสันติไมตรีและหน้าตึกไทยคู่ฟ้า โดยพิธีแล้วเสร็จในเวลาประมาณ 08.20 น.</p>
]]></description>
<enclosure url='https://pscd.prd.go.th/th/file/get/file/20260918d8638af8d02fbe0268a5b5f62ac93af6161004.jpg' type='image/jpg' length='173763' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[“วัชระพล” รับมอบหมายจาก “สุริยะ” ผนึกกำลัง 29 หน่วยงาน เดินหน้าแผนปฏิบัติการ 180 วัน และ 7 มาตรการเชิงรุกแก้ปัญหาปลาหมอคางดำ]]></title>
<link>https://pscd.prd.go.th/th/content/category/detail/id/39/iid/542363</link>
<guid isPermaLink="false">0ff7342e674bb1aa12c875838cc2e14c</guid>
<pubDate>Thu, 17 Sep 2026 14:15:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://pscd.prd.go.th/cms/s308/u2692/17-09-69/0000_017_0011.jpg" style="width: 100%;" /></p>

<p>&nbsp;</p>

<p><strong>นายวัชระพล ขาวขำ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์</strong>&nbsp;เปิดเผยว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ภายใต้การกำกับดูแลของนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ตระหนักถึงความสำคัญของปัญหาปลาหมอคางดำที่ส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศและการประกอบอาชีพของประชาชน จึงมอบหมายให้ตนเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการศูนย์อำนวยการติดตามสถานการณ์และแก้ไขปัญหาการแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำ ณ ห้องประชุมวิปรัฐบาล ชั้น 2 อาคารรัฐสภา เพื่อระดมความคิดเห็นและความร่วมมือในการบริหารจัดการปัญหา</p>

<p><strong>การดำเนินงานครั้งนี้เป็นการบูรณาการความร่วมมือจาก 29 หน่วยงาน</strong>&nbsp;พร้อมเชื่อมโยงแผนปฏิบัติการแก้ไขปัญหาการแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำในระยะเวลา 180 วัน ตั้งแต่ระดับนโยบายถึงระดับพื้นที่ เพื่อควบคุมจำนวนปลาหมอคางดำให้ได้มากที่สุดและรวดเร็วที่สุด</p>

<p><strong>ตลอดช่วงเวลาที่เผชิญปัญหาดังกล่าว</strong>&nbsp;กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้ดำเนินการตามแผนปฏิบัติการอย่างเต็มที่ แต่ยังมีข้อจำกัดทั้งด้านจำนวนเจ้าหน้าที่ บุคลากร และงบประมาณ ขณะที่ปลาหมอคางดำสามารถขยายพันธุ์ได้อย่างรวดเร็ว กระทรวงเกษตรและสหกรณ์จึงอยู่ระหว่างศึกษาและทบทวนการจัดทำร่างข้อเสนองบกลางที่เหลือประมาณ 350 ล้านบาท เพื่อยกระดับแผนปฏิบัติการให้เกิดผลสำเร็จสูงสุดและครอบคลุมพื้นที่มากยิ่งขึ้น</p>

<p><strong>ปัญหาปลาหมอคางดำถือเป็นโจทย์สำคัญที่ต้องอาศัยความร่วมมือ</strong>จากหลายภาคส่วน ทั้งการกำจัดและควบคุมปริมาณเชิงรุก การพัฒนางานวิจัยและนวัตกรรมเพื่อแก้ไขปัญหาในภาวะเร่งด่วน รวมถึงการนำปลาที่กำจัดไปใช้ประโยชน์ในภาคการเกษตร เพื่อรักษาและฟื้นฟูระบบนิเวศของสัตว์น้ำไทย&rdquo; นายวัชระพล กล่าว</p>

<p><strong>นอกจากนี้ จะเพิ่มความเข้มข้นด้านการประชาสัมพันธ์และสร้างการรับรู้</strong>แก่ประชาชน ทั้งช่องทางการแจ้งเหตุ วิธีการกำจัด การนำไปใช้ประโยชน์ และผลความคืบหน้าการดำเนินงาน พร้อมย้ำว่าปลาหมอคางดำเป็นสัตว์เอเลียนสปีชีส์ ซึ่งห้ามครอบครอง เพาะเลี้ยง และเคลื่อนย้ายแบบมีชีวิตตามประกาศกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ หากฝ่าฝืนถือเป็นความผิดตามกฎหมาย</p>

<p><strong>ด้านกรมประมงเปิดเผยผลการดำเนินงานติดตามและควบคุมการแพร่ระบาด</strong>ของปลาหมอคางดำในแหล่งน้ำธรรมชาติ 21 จังหวัด โดยที่ผ่านมาได้ใช้มาตรการเชิงรุก 7 มาตรการ และจะเดินหน้าอย่างต่อเนื่องและจริงจัง ตั้งแต่วันที่ 2 ก.พ. 2567 ถึง 27 ส.ค. 2569 สามารถกำจัดปลาหมอคางดำได้แล้วกว่า 10 ล้านกิโลกรัม</p>

<p><strong>สำหรับปี 2570 กรมประมงเตรียมแผนปฏิบัติการแก้ไขปัญหาการแพร่ระบาด</strong>ภายใต้งบประมาณ 15 ล้านบาท ครอบคลุม 5 กิจกรรมหลัก ได้แก่ การลงแขกลงคลอง การส่งเสริมการเลี้ยงสัตว์น้ำชนิดอื่น การผลิตและปล่อยปลาผู้ล่า การประเมินความชุกชุมและการแพร่กระจาย รวมถึงการสร้างความรู้และความตระหนักร่วมของประชาชน</p>

<p><strong>ส่วนสถานการณ์การแพร่กระจายของปลาหมอคางดำ</strong>&nbsp;ณ เขื่อนลำปาว จังหวัดกาฬสินธุ์ ซึ่งพบครั้งแรกเมื่อวันที่ 31 สิงหาคมที่ผ่านมา หน่วยงานกรมประมงในพื้นที่ได้ดำเนินการเฝ้าระวังเชิงรุก และใช้เครือข่ายพี่น้องชาวประมงในพื้นที่ร่วมเฝ้าระวังและแจ้งเหตุ เพื่อนำข้อมูลไปประเมินขอบเขตการแพร่กระจายและกำหนดมาตรการควบคุมกำจัดที่เหมาะสม รวมถึงเก็บข้อมูลเพิ่มเติมเพื่อหาเส้นทางการแพร่ระบาดที่แท้จริง</p>

<p><strong>สำหรับสถานการณ์ที่เขื่อนลำปาว</strong>&nbsp;เตรียมลงพื้นที่เพื่อติดตามสถานการณ์และศึกษาสภาพพื้นที่จริง โดยการแก้ไขปัญหาวาระแห่งชาติครั้งนี้ ต้องขอขอบคุณทุกภาคส่วนที่ให้ความร่วมมือในการขับเคลื่อนภารกิจอย่างเต็มที่ ขณะที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ในฐานะหน่วยงานรับผิดชอบหลัก พร้อมรับฟังข้อเสนอแนะและนำไปวางแผนแนวทางการปฏิบัติจริงที่สามารถวัดผลสำเร็จได้ต่อไป</p>
]]></description>
<enclosure url='https://pscd.prd.go.th/th/file/get/file/2026091786d133b7146dba4f9dcd52ca54eb1a52145435.jpg' type='image/jpg' length='65621' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[กรมการขนส่งทางบกเดินหน้าคุมเข้มสถานตรวจสภาพรถ (ตรอ.) พบการทุจริตในพื้นที่จังหวัดนนทบุรี สั่งเพิกถอนใบอนุญาต 3 แห่ง]]></title>
<link>https://pscd.prd.go.th/th/content/category/detail/id/39/iid/542360</link>
<guid isPermaLink="false">22f92502e86e59515daa6c76ca831633</guid>
<pubDate>Thu, 17 Sep 2026 14:10:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://pscd.prd.go.th/cms/s308/u2692/17-09-69/0000_017_0012.jpg" style="width: 100%;" /></p>

<p>&nbsp;</p>

<p><strong>นายฐิติพัฒน์ ไทยจงรักษ์ ผู้อำนวยการสำนักวิศวกรรมยานยนต์ และโฆษกกรมการขนส่งทางบก</strong>&nbsp;กล่าวว่า กรมการขนส่งทางบกดำเนินมาตรการควบคุมและกำกับดูแลสถานตรวจสภาพรถ (ตรอ.) เพื่อให้การตรวจสภาพรถเป็นไปอย่างถูกต้อง โปร่งใส และเป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่กำหนดอย่างเคร่งครัด รวมถึงกำกับดูแลและบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง</p>

<p><strong>ที่ผ่านมา กรมการขนส่งทางบกได้เพิกถอนสถานตรวจสภาพรถ</strong>ที่กระทำความผิดแล้วรวมทั้งสิ้น 87 แห่งทั่วประเทศ โดยในช่วงเดือนกรกฎาคม&ndash;สิงหาคม 2569 พบสถานตรวจสภาพรถในพื้นที่จังหวัดนนทบุรีกระทำการทุจริตหรือจงใจออกใบรับรองผลการตรวจสภาพรถไม่ตรงตามความเป็นจริง รวมถึงออกใบรับรองโดยไม่มีการตรวจสภาพรถจริง จึงดำเนินการดังนี้</p>

<p>เพิกถอนใบอนุญาตจัดตั้งสถานตรวจสภาพรถ 3 แห่ง<br />
ยกเลิกบัตรประจำตัวผู้ควบคุมการตรวจสภาพรถที่มีส่วนร่วมในการกระทำความผิด 7 ราย<br />
มอบหมายให้สำนักงานขนส่งจังหวัดนนทบุรีแจ้งความและดำเนินคดีกับผู้เกี่ยวข้องทั้งหมด<br />
ดำเนินคดีอาญากับผู้ถูกเพิกถอนใบอนุญาตและผู้เกี่ยวข้องจนถึงที่สุด ตามมาตรา 76 และมาตรา 158 แห่งพระราชบัญญัติการขนส่งทางบก พ.ศ. 2522 ซึ่งมีโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี และปรับไม่เกิน 40,000 บาท</p>

<p><strong>นอกจากนี้ ผู้ถูกเพิกถอนใบอนุญาตจะเสียสิทธิ</strong>ในการขอรับใบอนุญาตจัดตั้งสถานตรวจสภาพรถใหม่เป็นเวลา 5 ปี ขณะที่ผู้ถูกยกเลิกบัตรประจำตัวจะเสียสิทธิในการขอรับบัตรประจำตัวผู้ควบคุมการตรวจสภาพรถใหม่เป็นเวลา 3 ปี</p>

<p><strong>กรมการขนส่งทางบกกำชับให้สำนักงานขนส่งจังหวัดทั่วประเทศ</strong>กำกับดูแลสถานตรวจสภาพรถอย่างใกล้ชิด โดยให้สุ่มตรวจสอบข้อมูลผลการตรวจสภาพรถในระบบสารสนเทศ ตรวจสอบสถานตรวจสภาพรถ ณ ที่ตั้ง รวมถึงจัดประชุมชี้แจงและกำชับผู้ประกอบกิจการทั้งในรูปแบบ Onsite และ Online ผ่านระบบอย่างต่อเนื่อง หากพบการฝ่าฝืนกฎหมาย ระเบียบ หลักเกณฑ์ หรือเงื่อนไขที่กำหนด กรมการขนส่งทางบกจะดำเนินการตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด</p>

<p><strong>การตรวจสภาพรถมีความสำคัญต่อความปลอดภัยของประชาชน</strong>&nbsp;สถานตรวจสภาพรถทุกแห่งต้องปฏิบัติหน้าที่อย่างถูกต้องและโปร่งใส ห้ามออกใบรับรองผลการตรวจสภาพรถโดยไม่ตรวจรถจริง หรือออกใบรับรองผลการตรวจสภาพรถอันเป็นเท็จ เพื่อรักษามาตรฐานการตรวจสภาพรถ สร้างความเชื่อมั่นแก่ประชาชน และยกระดับความปลอดภัยทางถนนให้กับผู้ใช้รถใช้ถนน</p>

<p><strong>ทั้งนี้ หากประชาชนพบเห็นสถานตรวจสภาพรถ (ตรอ.)</strong>&nbsp;ตรวจรถไม่ได้มาตรฐาน ออกใบรับรองเท็จ หรือฝ่าฝืนระเบียบและหลักเกณฑ์ สามารถแจ้งเบาะแสได้ที่สายด่วนกรมการขนส่งทางบก โทร. 1584 เพื่อให้เจ้าหน้าที่ดำเนินการตามกฎหมายต่อไป</p>
]]></description>
<enclosure url='https://pscd.prd.go.th/th/file/get/file/202609179913bed08c17a23d931da95b47887fa0145004.jpg' type='image/jpg' length='167893' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[นายกฯ ลงพื้นที่ติดตามโครงการเพิ่มประสิทธิภาพแก้มลิงคลองเรียน จังหวัดสงขลา เพิ่มศักยภาพการกักเก็บและชะลอน้ำ รองรับสถานการณ์อุทกภัยในพื้นที่จังหวัดสงขลา]]></title>
<link>https://pscd.prd.go.th/th/content/category/detail/id/39/iid/537475</link>
<guid isPermaLink="false">602b747a81d94635c925b5806053c83c</guid>
<pubDate>Tue, 01 Sep 2026 10:40:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://pscd.prd.go.th/cms/s308/u2692/01-09-69/000_001_006.jpg" style="width: 100%;" /></p>

<p>&nbsp;</p>

<p><strong>นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย&nbsp;</strong>พร้อมด้วยคณะรัฐมนตรี อาทิ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาส รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และนายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ลงพื้นที่ก่อนการประชุมคณะรัฐมนตรี เพื่อติดตามโครงการเพิ่มประสิทธิภาพแก้มลิงคลองเรียน เพื่อป้องกันและบรรเทาปัญหาอุทกภัยในพื้นที่จังหวัดสงขลา ณ แก้มลิงคลองเรียน ตำบลคอหงส์ อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา</p>

<p><strong>ในการลงพื้นที่ คณะรัฐมนตรีได้รับฟังรายงานจากนายณรงค์พร ณ พัทลุง นายกเทศมนตรีนครหาดใหญ่</strong>&nbsp;เกี่ยวกับระบบป้องกันและแก้ไขปัญหาอุทกภัยเทศบาลนครหาดใหญ่แบบบูรณาการ ประกอบด้วย โครงการเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำปลายคลองเตย โครงการเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำคลองเตย ระยะที่ 1 และโครงการปรับปรุงแก้มลิงคลองเรียน ซึ่งเป็นพื้นที่สำคัญในการรองรับและชะลอน้ำก่อนเข้าสู่พื้นที่ชุมชน</p>

<p><strong>สำหรับโครงการปรับปรุงแก้มลิงคลองเรียน&nbsp;</strong>ได้ดำเนินการปรับปรุงเพิ่มร่องระบายน้ำล้น ความยาว 11 เมตร 20 เซนติเมตร พร้อมยกระดับคันบึงและทางระบายน้ำล้น ซึ่งจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการกักเก็บน้ำได้อีก 250,000 ลูกบาศก์เมตร จากเดิมที่สามารถรองรับน้ำได้ 530,000 ลูกบาศก์เมตร รวมเป็น 780,000 ลูกบาศก์เมตร</p>
]]></description>
<enclosure url='https://pscd.prd.go.th/th/file/get/file/20260901a52d4a3866d044dd4a53b62e2ddcfaa3114044.jpg' type='image/jpg' length='97409' />
</item>
</channel>
</rss>
